วันอังคาร ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
อุทธรณ์ ยืนยกฟ้อง คดีน้องเต้ อดีตนศ.อุเทนฯ ถูกแทงดับช่วงสงกรานต์ ปี59 ศาลอุทธรณ์ชี้ “ตง “ พยานที่อ้างเห็นคนร้ายใช้มีดแทง มีอาการป่วยจิตเภท ให้การขัดกับกล้องวงจรปิดและพยานคนอื่น ไม่อาจรับฟังเป็นจริงได้
วันที่ 27 พฤาภาคม 2564 เวลา 09.00.น. ที่ห้องพิจารณา 808 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีฆ่าผู้อื่นฯ หมายเลขดำอ. 1809/60 ที่พนักงานอัยการคดีอาญา 4 และนางเรวดี ทัฬหสุนทร ร่วมกัน เป็นโจทก์ฟ้องนายณัฐพงษ์ หรือโจ้ เงินคีรี เป็นจำเลยในความผิดฐาน ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาฯ
โจทก์ฟ้องว่าเมื่อวันที่ 15 เม.ย.59 จำเลยกับพวกร่วมกันชกต่อยนายธนิต หัสหสุนทร หรือเต้ อายุ23ปี อดีตนศ.อุเทนถวาย ที่ใบหน้าและลำคอหลายครั้ง และร่วมกันใช้อาวุธมีดพกปลายแหลมแทงนายธนิตหลายครั้ง คมมีดถูกบริเวณไหล่ซ้ายด้านบน มีบาดแผลลึก ทะลุเส้นเลือดแดงใกล้ไหปลาร้าข้างซ้าย เป็นเหตุให้นายธนิตได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายสาหัสและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา เหตุเกิดย่านดินแดง กทม.
ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 91, 288,371 จำเลยให้การปฏิเสธ คดีนี้ศาลชั้น พิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์แล้วเห็นว่า ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอ พิพากษายกฟ้อง
ต่อมาอัยการโจทก์ นางเรวดี มารดาผู้ตายโจทก์ร่วมยื่นอุทธรณ์ โดยวันนี้นางเรวดี และทนายความเดินทางมาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้วข้อเท็จจริงเบื้องต้นในชั้นอุทธรณ์รับฟังได้ว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์และโจทก์ร่วมในประการแรกว่าจำเลยร่วมกับนายอารีชัยฆ่าผู้ตายหรือไม่ เห็นว่าแม้โจทก์และโจทก์ร่วมจะมีประจักษ์พยานผู้รู้เห็นเหตุการณ์ในขณะผู้ตายถูกทำร้ายก็ตามแต่ในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นโจทก์และโจทก์ร่วมของศาลชั้นต้น นายพีรวิชญ์ หรือตง ที่อ้างว่าเป็น ผู้รู้เห็นเหตุการณ์ในขณะที่จำเลยใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายนั้น ในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้น นายพีรวิชญ์ไม่สามารถมาเบิกความเป็นพยานได้เนื่องจากมีอาการป่วยทางจิต ต้องเข้ารับการรักษาที่สถาบันกัลยาราชนครินทร์ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และโจทก์ร่วมปากนี้ แต่เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้สืบพยานนายพีรวิชญ์เป็นพยานเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์ นายพีรวิชญ์ก็เบิกความเป็นพยานในชั้นนี้ แต่เพียงว่า พยานจำเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุไม่ได้แน่นอน และยังเบิกความด้วยว่าในวันเกิดเหตุพยานกำลังรักษาอาการทางจิตอยู่ซึ่งในข้อนี้แพทย์ผู้ตรวจรักษานายพีรวิชญ์เบิกความว่านายพีรวิชญ่ป่วยเป็นโรคจิตเภท รวมกับมีอารมณ์ผิดปกติ อาการของโรคดังกล่าวมีตั้งแต่หูแว่ว หลงตนเอง ก้าวร้าว คิดหลงผิด เบื่อหน่าย ท้อแท้ มีอาการซึมเศร้า หรือครึกครื้นผิดปกติ ซึ่งในช่วงแรกนายพีรวิชญ์มีอาการมาก คือหูแว่ว หวาดระแวง กลัวคนมาทำร้าย และมีอาการจะทำร้ายตัวเองมาก และอาการป่วยดังกล่าวไม่สามารถใช้วิธีสังเกตอาการโดยการมองจากภายนอกได้ต้องใช้วิธี สัมภาษณ์ซักถามเรื่องการรับรู้ ซึ่งในช่วงเวลาที่เกิดเหตุพยานมีเสียงสั่งในหู (อาการหูแว่ว) จึงทำให้มีข้อสงสัยได้ว่าในขณะที่เกิดเหตุนั้น นายพีรวิชญ์มีการอาการป่วยทางจิตเวชอยู่
ดังนั้นพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมที่อ้างว่าจำเลยใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายคงมีเพียงคำให้การในชั้นสอบสวนของนายพีรวิชญ์ตามบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวน ทั้งยังเป็นคำให้การในช่วงระหว่างเวลาที่นายพีรวิชญ์มีอาการป่วยเป็นโรคจิตเภท นอกจากนี้คำให้การของนายพีรวิชญ์ยังไม่สอดคล้องกับลำดับเหตุการณ์ตามภาพวงจรปิด ซึ่งนายพีรวิชญ์ยอมรับว่าจำเหตุการณ์ไม่ได้แน่ชัด อ้างเพียงเห็นจำเลยดึงอาวุธมีดออกมา แต่ไม่ทราบว่าแทงไปบริเวณใด ขัดแย้งกับพยานอีกหลายปากที่ให้การว่าไม่เห็นจำเลยชัดมีดออกมาแทงผู้ตาย และนายพีรวิชญ์ได้ลงชื่อในบันทึกการชี้ตัวเมื่อ 17 ส.ค.59 ในช่องพยานว่า นายทรงฤทธิ์ ซึ่งเป็นชื่อเดิม ในข้อนี้แพทย์ผู้ตรวจรักษานายพีรวิชญ์ สรุปได้ว่า เป็นไปได้ว่าผู้ป่วยมีอาการกำเริบ การที่นายพีรวิชญ์ ให้การในชั้นสอบสวนของว่าจำเลยเอาอาวุธมีดยาวประมาณ 1 ฟุตมาแทงผู้ตายตลอดจนการจัดให้มีการชี้ตัวจำเลยของนายพีรวิชญ์นั้นไม่อาจรับฟังเป็นความจริงได้
ส่วนภาพจากกล้องวงจรปิดนั้นบันทึกเหตุการณ์ขณะมีการทำร้ายกัน อยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุมากจนไม่สามารถสังเกตได้ว่าการต่อสู้ทำร้ายกันอย่างไร จึงไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าในวันเกิดเหตุจำเลยใช้อาวุธมีดยาวประมาณ 1 ฟุตแทงผู้ตาย คงฟังได้เพียงว่า จำเลยกระโดดถีบผู้ตาย 1 ครั้ง แต่โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องถึงการกระทำดังกล่าวของจำเลย ในส่วนนี้จึงไม่อาจพิพากษาลงโทษจำเลยฐานใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุอันตรายแก่กายได้
ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรนั้น เห็นว่าคดีนี้เจ้าพนักงานตำรวจไม่ได้ยึดอาวุธมีดที่อ้างว่าจำเลยใช้แทงผู้ตายมาเป็นของกลาง อีกทั้งพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมก็ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยพาอาวุธมีดติดตัวไปในวันเกิดเหตุจริง จึงไม่อาจลงโทษจำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 371 ดังที่โจทก์อุทธรณ์ได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น
สำหรับในส่วนที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่ศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัยคำร้องของโจทก์ร่วมดังกล่าวเมื่อการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจะต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาคดีส่วนอาญาแล้ว เพื่อไม่ให้คดีชักช้า ศาลอุทธรณ์จึงเห็นควรหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยให้เป็นไปตามผลแห่งคดีอาญา เมื่อฟังว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วม
พิพากษายืนยกฟ้องในคดีส่วนอาญา และยกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีนี้เมื่อช่วงกลางปี61 ที่ศาลอาญาพิพากษายกฟ้องนายณัฐพงษ์ จำเลย นายศุภชัย บิดาของนายธนิต ผู้ตาย ที่มาร่วมฟังคำพิพากษา ถึงกับเครียดจัด รับไม่ได้ที่ศาลพิพากษายกฟ้องจำเลย ก่อนตัดสินใจก่อเหตุสลดกระโดดจากบริเวณชั้น8 อาคารศาลอาญา ร่างกระแทกพื้นเสียชีวิตจนเป็นข่าวสะเทือนใจดังกล่าว.
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี