วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569
ป.บุกจับ2พนักงาน
ค่ายมือถือยักษ์ใหญ่
ลักบัตรเติมเงินขาย
เสียหายกว่า200ล้าน
กองปราบฯบุกจับสองอดีตพนักงานบริษัทสัญญาณมือถือยักษ์ใหญ่ ขโมยบัตรเติมเงินจากคลังสินค้าออกมาขายเสียหายกว่า 200 ล้านบาท
เมื่อเช้าวันที่ 24 มิถุนายน พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม ผบก.ป. พร้อมผู้ใต้บังคับบัญชา นำหมายค้นศาลอาญา เข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายจำนวน 2 จุด ในพื้นที่ กทม.และจ.สระบุรี เพื่อจับกุมนายนเรศ จํานงค์ อายุ 43ปีและน.ส.พัชรลักษณ์ แหวนวงค์ อายุ 46 ปี สองอดีตพนักงานบริษัทเครือข่ายสัญญาณโทรศัพท์รายใหญ่แห่งหนึ่ง ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ข้อหา ลักทรัพย์นายจ้าง และฟอกเงิน หลังร่วมกันก่อเหตุขโมยบัตรเติมเงินโทรศัพท์จากคลังสินค้าบริษัทออกมาจำหน่าย จนทำให้บริษัทได้รับความเสียหายเป็นเงินกว่า 200ล้านบาท โดยพื้นที่เป้าหมายจุดแรกที่เข้าทำการตรวจค้นเป็นบ้านเลขที่ 419/133 หมู่บ้าน hill hut ต.ปากเพรียว อ.เมือง จ.สระบุรี บ้านพักของนายนเรศ พบเป็นบ้านขนาดสองชั้น ตั้งอยู่ในพื้นที่ประมาณ 100 ตารางเมตร มีรั้วรอบขอบชิด เมื่อไปถึงพบ นายนเรศ และภรรยา กำลังนอนหลับพักผ่อนอยู่ภายในบ้าน เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวพร้อมหมายศาลเข้าตรวจค้นจับกุม ก่อนตรวจยึดทรัพย์สินต่างๆ ภายในบ้านที่ได้มาจากการกระทำผิด ประกอบด้วย รถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ รุ่น glc250 หมายเลขทะเบียน ศน 9559 กรุงเทพมหานคร 1 คัน รุ่น c200 หมายเลขทะเบียน ศอ2662 กรุงเทพมหานคร 1 คัน รถจักรยานยนต์ 1 คัน สร้อยแหวนเงินทอง นาฬิกาหรู สมุดบัญชีธนาคารและกระเป๋าแบรนด์เนมอีกนับร้อยรายการ มูลค่ารวมกว่าสิบล้านบาท
ขณะเดียวกันยังแบ่งกำลังอีกส่วนหนึ่งเข้าจับกุม น.ส.พัชรลักษณ์ ผู้ต้องหาอีกราย ได้ภายในคอนโดแห่งหนึ่งในพื้นย่านบางนา พร้อมกับขยายผลตรวจยึดรถยนต์ยี่ห้อมาสด้า รุ่น ซีเอ็กซ์5 จำนวน 1 คัน เงินสดจำนวน 5 แสนบาท รวมถึงทรัพย์สินมีค่าต่างๆ ที่ได้จากการกระทำผิดอีกหลายรายการรวมมูลค่าหลายล้านบาท
ด้าน พล.ต.ต.สุวัฒน์กล่าวว่า สำหรับการจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อกลางปี 2563 ได้มีบริษัทเครือข่ายสัญญาณโทรศัพท์รายใหญ่แห่งหนึ่งร้องทุกข์กับทางกองปราบปรามให้ช่วยตรวจสอบหลังบัตรเติมเงินโทรศัพท์มือถือ ใบละ 60 บาท และใบละ 100 บาท จํานวน 3,120,000 ใบ มูลค่ากว่า 240 ล้านบาท สูญหายไปจากคลังสินค้า จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมสืบสวนตรวจสอบข้อเท็จจริง กระทั่งทราบว่า นายนเรศ พนักงานตำแหน่ง Supervisor, Supply Chain Production หรือผู้ที่มีหน้าที่สั่งผลิตบัตรเติมเงิน และเปิดใช้งานบัตรเติมเงินของบริษัท กับ น.ส.พัชรลักษณ์ พนักงานตําแหน่ง Senior Officer, E-Refill Operation Team หรือผู้มีหน้าที่ทําการเรียกสินค้าจากบริษัท ผู้ผลิตบัตรเติมเงินของบริษัท สองพนักงานเก่าแก่ที่ทำงานมานานร่วม 20 ปี เป็นผู้ขโมยบัตรเติมเงินดังกล่าวออกมาจากคลังเพื่อนำไปจำหน่ายให้กับร้านค้าปลีกหลายพื้นที่ในราคาต่ำกว่าตัวแทนจำหน่าย โดยทำมาตั้งแต่ปี 2561 ได้เงินมากว่า 146 ล้านบาท กระทั่งต้นปี 2563 ทั้งสองได้อาศัยจังหวะที่ทางบริษัทปรับเปลี่ยนโครงสร้างพนักงาน ชิงลาออกจากงานไปก่อนที่ทางบริษัทจะตรวจพบความผิดปกติ
พล.ต.ต.สุวัฒน์กล่าวต่อว่า ภายหลังก่อเหตุผู้ต้องหาทั้งสองได้นำเงินมาแบ่งกัน โดยนายนเรศได้เงินไปจำนวนกว่า 100 ล้านบาท ส่วน น.ส.พัชรลักษณ์ ได้เงินไปกว่า 46 ล้านบาท จากนั้นจึงนำเงินที่ได้ไปแปรสภาพเป็นทรัพย์สินอย่างอื่น เช่น ซื้อกองทุนรวม, กรมธรรม์ประกันชีวิต, บ้าน,ที่ดิน, ทองคำ, นาฬิกา, รถยนต์หรู, กระเป๋าแบรนด์เนม ทางเจ้าหน้าที่จึงรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ขออำนาจศาลออกหมายจับ จนนำมาสู่การติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาทั้งสองรายพร้อมตรวจยึดทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำผิดหลายรายการดังกล่าวมูลค่ากว่า10ล้านบาท จากการสอบปากคำผู้ต้องหาทั้งสองราย ให้การรับสารภาพว่าได้ก่อเหตุดังกล่าวจริง ซึ่งเงินส่วนใหญ่ที่ได้จะถูกนำไปลงทุนกองทุนรวมและซื้อประกันภัย มูลค่ารวมกว่า 66 ล้านบาท เพื่อต่อยอดรายได้ในอนาคต รวมถึงนำไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวันแบบฟุ่มเฟือย เบื้องต้นจึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป.ดำเนินการตามกฎหมาย พร้อมกับขยายผลสืบหาความเชื่อมโยงไปถึงผู้ร่วมขบวนการรายอื่นๆ บุคคลใกล้ชิด คนในครอบครัว ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบเส้นทางการเงินต่างๆ เพื่อติดตามยึดทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำผิดมาคืนให้กับผู้เสียหายต่อไป
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี