วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569
เอ็ดดี้ เปิดผลกระทบ 3 ชั้น หากศาลวินิจฉัย 44 สส.ก้าวไกล ผิดจริง
เมื่อวันที่ 24 เม.ย.2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ "เอ็ดดี้" นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า "ศาลฎีการับคำร้องคดี 44 สส.ก้าวไกลแก้ ม.112 ถ้าศาลวินิจฉัยว่า “ผิดจริง” จะส่งผลกระทบต่ออะไรบ้าง?
วันนี้ 24 เมษายน 2569 ศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้องของ ป.ป.ช. ในคดี 44 อดีต สส.พรรคก้าวไกล กรณีร่วมกันเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเข้าข่ายฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
ต้องพูดให้ชัดก่อนว่า วันนี้ยังไม่ใช่วันที่ศาลตัดสินว่า 44 คนผิด
วันนี้เป็นเพียงวันที่ศาลรับคำร้องไว้พิจารณา และเปิดกระบวนการวินิจฉัยอย่างเป็นทางการ โดยศาลให้อดีต สส.ทั้ง 44 คนยื่นคำคัดค้านภายใน 15 วัน อีกทั้งกำหนดนัดพิจารณาครั้งแรกวันที่ 30 มิถุนายน 2569 และนัดตรวจพยานหลักฐานวันที่ 4 สิงหาคม 2569
แต่คำถามที่ใหญ่กว่านั้นคือ ถ้าศาลฎีกาวินิจฉัยในท้ายที่สุดว่า 44 คน “ผิดจริง” ผลจะเกิดขึ้นแค่กับตัวบุคคล หรือจะสะเทือนไปถึงพรรคประชาชน และสมการการเมืองไทยทั้งระบบ?
คำตอบคือ คดีนี้อาจมีผลอย่างน้อย 3 ชั้น
หนึ่ง ผลต่อ 44 สส.
สอง ผลต่อพรรคประชาชน
สาม ผลต่อการเมืองไทยโดยรวม
เริ่มจากชั้นแรก คือผลต่อ 44 คน
ถ้าศาลฎีกาวินิจฉัยว่าผิดจริง ผลสำคัญที่สุดไม่ใช่เพียงภาพลักษณ์ทางการเมือง แต่คือสถานะทางกฎหมายของผู้ถูกกล่าวหา
ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 235 หากศาลฎีกาพิพากษาว่าผู้ถูกกล่าวหามีพฤติการณ์หรือกระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา ผู้ต้องคำพิพากษาจะพ้นจากตำแหน่ง และศาลต้องเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ส่วนการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ศาลจะสั่งเพิ่มหรือไม่ก็ได้ แต่ถ้าสั่ง ต้องไม่เกิน 10 ปี
จุดนี้สำคัญมาก เพราะหลายคนมักเข้าใจผิดว่า “ตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งไม่เกิน 10 ปี”
ความจริงไม่ใช่
“ไม่เกิน 10 ปี” คือเรื่องสิทธิเลือกตั้ง
แต่ “สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง” หนักกว่านั้นมาก
เพราะรัฐธรรมนูญเขียนต่อไว้ชัดว่า ผู้ใดถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ไม่ว่าในกรณีใด ผู้นั้นไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือสมัครรับเลือกเป็น สส., สว., สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นตลอดไป และไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ
แปลเป็นภาษาการเมืองง่าย ๆ คือ ถ้าศาลวินิจฉัยว่าผิดจริง คดีนี้ไม่ใช่แค่ “พักงานชั่วคราว” แต่มีโอกาสกลายเป็นการปิดเส้นทางการเมืองในระบบเลือกตั้งของบุคคลนั้นอย่างถาวรตลาดชีวิต
สำหรับ 44 คนที่ไม่ได้เป็น สส. แล้ว ผลหลักจึงอยู่ที่การถูกตัดสิทธิทางการเมืองในอนาคต
แต่สำหรับคนที่ยังเป็น สส. อยู่ ผลจะหนักกว่า เพราะถ้าศาลวินิจฉัยว่าผิดจริง ก็ย่อมกระทบต่อสถานะ สส. โดยตรง
ตอนนี้ในกลุ่ม 44 คน มี สส.พรรคประชาชนที่ยังดำรงตำแหน่งอยู่ 10 คน ศาลยังไม่สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่มีเงื่อนไขว่าต้องไม่กระทำซ้ำ หรือกระทำการ หรือแสดงความคิดเห็นในลักษณะเดียวกับการกระทำที่ถูกกล่าวหาตามคำร้อง ไม่เช่นนั้นศาลอาจเปลี่ยนคำสั่งได้
พูดให้ชัดคือ วันนี้ 10 สส.ยังทำหน้าที่ต่อได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าคดีจบ และไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงทางการเมืองหมดไป
ชั้นที่สอง คือผลต่อพรรคประชาชน แม้คดีนี้เกิดจากการกระทำในอดีตสมัยพรรคก้าวไกล แต่ผลทางการเมืองปัจจุบันย่อมตกมาถึงพรรคประชาชนโดยตรง เพราะบุคคลสำคัญจำนวนหนึ่งใน 44 คน คือกำลังหลักของพรรคประชาชนในวันนี้
ถ้าศาลวินิจฉัยว่าผิดจริง พรรคประชาชนจะเจอผลกระทบอย่างน้อย 3 ทาง
ทางแรก คือเสียบุคลากรทางการเมืองระดับแกนนำ
นี่ไม่ใช่แค่การเสีย “จำนวนคน” แต่คือการเสีย “ทุนทางการเมือง” เพราะในจำนวน 44 คน มีทั้งอดีตแกนนำ ผู้มีบทบาทเชิงนโยบาย นักอภิปราย และบุคคลที่เป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองของขบวนการพรรคส้ม
ทางที่สอง คือกระทบจำนวนที่นั่งในสภา
ถ้าคนที่ถูกวินิจฉัยว่าผิดเป็น สส.เขต ตำแหน่งจะว่างลงและโดยหลักต้องมีการเลือกตั้งซ่อม เว้นแต่อายุสภาเหลือไม่ถึง 180 วัน ส่วนถ้าเป็น สส.บัญชีรายชื่อ โดยหลักต้องเลื่อนผู้มีชื่อในลำดับถัดไปขึ้นมาแทน แต่ถ้าไม่มี
รายชื่อเหลือในบัญชี ก็ให้จำนวน สส.บัญชีรายชื่อมีเท่าที่มีอยู่
นั่นหมายความว่า ผลกระทบไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกคน ถ้าเป็นเขต พรรคต้องลงสนามเลือกตั้งซ่อม ถ้าเป็นบัญชีรายชื่อ ต้องดูว่ามีคนในบัญชีเหลือให้เลื่อนขึ้นมาหรือไม่ ถ้าไม่มี ก็เท่ากับจำนวน สส.ลดลงจริง
ทางที่สาม คือกระทบยุทธศาสตร์การเมืองของพรรค
พรรคประชาชนอาจต้องเผชิญคำถามใหญ่กว่าเดิมว่า จะเดินหน้าวาระการแก้ไขมาตรา 112 หรือวาระที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ต่อไปอย่างไร ภายใต้กรอบคำวินิจฉัยเดิมของศาลรัฐธรรมนูญและภายใต้คดีจริยธรรมที่ศาลฎีกากำลังพิจารณา
นี่คือจุดที่คดีนี้ไม่ได้เป็นแค่คดีบุคคล แต่เป็นคดีที่อาจกำหนด “ขอบเขตการเมืองของพรรคประชาชน” ในอนาคต
ชั้นที่สาม คือผลต่อการเมืองไทย
คดีนี้อาจกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของการเมืองไทย เพราะมันแตะคำถามใหญ่ 3 เรื่องพร้อมกัน
หนึ่ง เสรีภาพของ สส.ในการเสนอร่างกฎหมายมีขอบเขตแค่ไหน
สอง พรรคการเมืองสามารถผลักดันวาระที่แตะโครงสร้างอ่อนไหวของรัฐได้ไกลเพียงใด
สาม รัฐประชาธิปไตยมีสิทธิ์ปกป้องระเบียบรัฐธรรมนูญของตัวเองอย่างไร โดยไม่ถูกกล่าวหาว่าใช้อำนาจเกินขอบเขต
ฝ่ายพรรคประชาธิปไตยอาจมองว่านี่คือการจำกัดเสรีภาพของผู้แทนราษฎร
***แต่นี่คือกลไกของรัฐธรรมนูญในการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข***
หัวใจของคดีนี้จึงไม่ได้อยู่แค่ว่า 44 คนจะรอดหรือไม่รอด แต่อยู่ที่ว่า ศาลฎีกาจะวางหลักอย่างไรต่อคำถามสำคัญว่า การใช้สิทธิของ สส.ในการเสนอแก้กฎหมาย หากถูกมองว่ามีเนื้อหากระทบต่อหลักพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ จะยังถือเป็นเสรีภาพในสภาเพียงอย่างเดียว หรืออาจกลายเป็นความรับผิดทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงได้
ถ้าศาลวินิจฉัยว่าไม่ผิด พรรคประชาชนจะได้แรงส่งทางการเมืองมหาศาล เพราะจะสามารถอ้างได้ว่าการเสนอแก้กฎหมายเป็นสิทธิของฝ่ายนิติบัญญัติ
แต่ถ้าศาลวินิจฉัยว่าผิด ผลจะกลับด้านทันที เพราะคำวินิจฉัยจะกลายเป็นเส้นแบ่งใหม่ว่า วาระบางอย่าง แม้ถูกเสนอผ่านกลไกรัฐสภา ก็อาจไม่พ้นจากการถูกตรวจสอบ หากถูกเห็นว่าแตะโครงสร้างหลักของระบอบรัฐธรรมนูญ
สรุปสั้น ๆ คือ
คดี 44 สส.ก้าวไกล ไม่ใช่แค่คดีของ 44 คน แต่เป็นคดีที่อาจกำหนดอนาคตของพรรคประชาชน กำหนดขอบเขตการเมืองของขบวนการพรรคส้ม และกำหนดเส้นแบ่งใหม่ระหว่าง “เสรีภาพในการเสนอร่างกฎหมาย” กับ “ความรับผิดทางจริยธรรมต่อระเบียบรัฐธรรมนูญ”
วันนี้ศาลยังไม่ได้ตัดสินว่าผิด แต่การที่ศาลรับคำร้องไว้พิจารณา ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้คดีนี้กลายเป็นหนึ่งในคดีการเมืองที่สำคัญที่สุดของปี 2569 เพราะเดิมพันของมันไม่ใช่แค่เก้าอี้ สส. แต่คือคำถามว่า การเมืองไทยจะอนุญาตให้พรรคการเมืองใช้กลไกรัฐสภาผลักดันวาระที่ถูกมองว่ากระทบโครงสร้างหลักของรัฐได้ไกลแค่ไหน และรัฐธรรมนูญไทยจะขีดเส้นป้องกันตัวเองไว้ตรงใด"
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี