ศบค.-เอกชนถกแผนเปิดประเทศ
ลุ้น15วันมีข่าวดี
สถานการณ์ราบรื่นผ่อนคลายเพิ่ม
รอประเมินเปิดผับบาร์/ขยับเวลาดื่มเหล้า
จว.ท่องเที่ยวปลดล็อกหลายกิจกรรม
‘บิ๊กตู่’มีกำลังใจทำงาน-เปิดปท.ฉลุย
ติดเชื้อลดเหลือ7,574คน/ดับ78ศพ
โควิดไทยติดเชื้อรายใหม่ลดต่อเนื่อง วันเดียวอยู่ที่ 7,574 คน เสียชีวิต78 ศพ ภาพรวมกทม.-ปริมณฑลเริ่มลด ส่วน “6 จังหวัดใต้ยังติด 10 อันดับติดเชื้อสูงสุดของประเทศ ส่วนยอดฉีดวัคซีนทั่วไทย 76.2 ล้านโดส“นักเรียน”ได้เข็มแรกแล้ว 2.4 ล้านคน ศบค.ชุดเล็กถกเอกชนย้ำแผนเปิดประเทศ ส่งทีมลงพื้นที่สร้างความเข้าใจพัฒนากิจกรรมกิจการให้ได้มาตรฐาน sha–sha พลัส มากขึ้น ลั่นดื่มแอลกอฮอล์ในร้านถึงแค่ 3 ทุ่มต้องทำให้ได้จริง ฝ่าฝืนใช้กฎหมายดำเนินการ เผยถ้าปชช.-ภาคธุรกิจให้ความร่วมมือดี อีก 15 วันอาจมีข่าวดี ทยอยปลดล็อกเพิ่ม ด้านภาคเอกชนเชื่อจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องหลังเปิดประเทศ ตั้งเป้าปี 65 ถึง 10 ล้นคน นายกฯพอใจภาพรวมเปิดประเทศ –เปิดเรียนเรียบร้อย ทำให้มีกำลังใจทำงาน
เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) รายงานสถานการณ์ติดเชื้อโควิด-19 ทั่วโลกว่า ขณะนี้ทั่วโลกมียอดผู้ติดเชื้อรวม 247,859,756 ราย มีอาการรุนแรง 73,385 ราย รักษาหายแล้ว 224,555.950 ราย เสียชีวิตรวม 5,020,592ราย สำหรับประเทศไทย อยู่อันดับที่ 24
ติดเชื้อเพิ่ม7,574-ตาย78คน
ศบค.ยังรายงานสถานการณ์ระบาดโควิด-19 ในประเทศไทยประจำวันว่า วันนี้ไทยพบผู้ติดเชื้อเพิ่มอีก 7,574 ราย อยู่ในกรุงเทพฯและปริมณฑล 1,184 ราย ในพื้นที่ 4 จังหวัดภาคใต้ 1,428 ราย จังหวัดอื่น 67 จังหวัด 4,437 ราย จากเรือนจำ/ที่ต้องขัง 515 ราย และผู้เดินทางจากต่างประเทศ 10 ราย และมีผลตรวจ ATK เป็นบวกอยู่ที่ 1,797 ราย ทำให้มีผู้ป่วยยืนยันสะสม 1,782,555 ราย หายป่วยแล้ว 8,279 ราย หายป่วยสะสม 1,809,981 ราย รักษาอยู่ 98,444 ราย อยู่ในโรงพยาบาล 42,170 ราย โรงพยาบาลสนามและอื่นๆ 56,274 ราย อาการหนัก 2,219 ราย ใส่เครื่องช่วยหายใจ 473 ราย เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 78 ราย อยู่ในกรุงเทพฯและปริมณฑล 17 ราย พื้นที่ 4 จังหวัดภาคใต้ 9 ราย จังหวัดอื่น 67 จังหวัด 50 ราย เรือนจำ/ที่ต้องขัง 2 ราย มียอดเสียชีวิตสะสมอยู่ที่ 19,244 ราย รายละเอียดผู้เสียชีวิต เป็นชาย 47 ราย หญิง 31 ราย คนไทย 76 ราย เมียนมา 2 ราย เป็นผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป 56 ราย มีโรคเรื้อรัง 13 ราย ไม่มีประวัติโรคเรื้อรัง 9 ราย
ติดเชื้อ‘ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์’1ราย
สำหรับผู้ติดเชื้อที่เดินทางมาจากประเทศ 10 ราย จากประเทศสวีเดน 1 ราย อยู่ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์, บังกลาเทศ 1 ราย สัญชาติไทย, สหรัฐอเมริกา 2 ราย สัญชาติอังกฤษและไอซ์แลนด์, สาธารณรัฐเช็ก 1 ราย สัญชาติไทย, กัมพูชา 1 ราย, เมียนมา 4 ราย ผ่านช่องทางธรรมชาติ
กทม.ลดต่อเนื่อง-ใต้6จว.ติด10อันดับ
ศบค.ยังแถลงภาพรวมการติดเชื้อใหม่ในประเทศ 67 จังหวัด มีผู้ติดเชื้อ 4,437 ราย คิดเป็น 63% กรุงเทพฯและปริมณฑล 1,184 ราย คิดเป็น 17% ชายแดนใต้ 1,428 ราย คิดเป็น 20% มี 2 จังหวัด ไม่พบผู้ติดเชื้อคือ นครพนมและอำนาจเจริญ สำหรับ 10 จังหวัดที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพฯ 789ราย สะสม 400,826 ราย ปัตตานี 631 ราย สะสม 37,822 ราย นครศรีธรรมราช 407 ราย สะสม 30,657 ราย สงขลา 401 ราย สะสม 48,061 ราย ตรัง 298 ราย สะสม 11,591 ราย เชียงใหม่ 271 ราย สะสม 17,003 ราย ชลบุรี 264 ราย สะสม 101,745 ราย นราธิวาส 211 ราย สะสม 36,880 ราย พัทลุง 200 ราย สะสม 8,751 ราย และสมุทรปราการ 187 ราย สะสม 122,912 ราย
ไทยฉีดวัคซีนสะสม76.2ล้านโดส
ส่วนความคืบหน้าการฉีดวัคซีนโควิด-19 ทั่วประเทศเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ฉีดได้เพิ่ม
515,839 โดส แยกเป็นเข็มที่ 1 จำนวน 160,018 ราย เข็มที่ 2 จำนวน 333,368 ราย และเข็มที่ 3 จำนวน 22,453 ราย ทำให้ยอดสะสมตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์- 1 พฤศจิกายน มียอดสะสม 76,226,116 โดส แยกเป็น เข็มที่ 1 จำนวน 42,548,483 ราย คิดเป็น 59.1% ของประชากร เข็มที่ 2 จำนวน 31,244,587 ราย คิดเป็น 43.4% ของประชากร และเข็ม 3 จำนวน 2,433,046 ราย คิดเป็น 3.4% ของประชากร
ทั้งนี้ จำแนกเป็น กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข จำนวนเป้าหมาย 712,000 คน ฉีดเข็มที่ 1 จำนวน 885,676 คน คิดเป็น 124.4% เข็มที่ 2 จำนวน 857,891 คน คิดเป็น 120.5% เข็มที่ 3 จำนวน 661,162 คน คิดเป็น 92.9% เจ้าหน้าที่ด่านหน้าเป้าหมาย 1,900,000 คน ฉีดเข็มที่ 1 จำนวน 1,207,526 คน คิดเป็น 63.6% เข็มที่ 2 จำนวน 1,125,348 คน คิดเป็น 59.2% เข็มที่ 3 จำนวน 284,344 คน คิดเป็น 15% อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เป้าหมาย 1,000,000 คน ฉีดเข็มที่ 1 จำนวน 761,833 คน คิดเป็น 76.2% เข็มที่ 2 จำนวน 703,062 คน คิดเป็น 70.3% เข็มที่ 3 จำนวน 119,291 คน คิดเป็น 11.9%
นร./นศ.ฉีดเข็มแรกแล้ว2.4ล้านคน
กลุ่มผู้มีโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค เป้าหมาย 6,347,125 คน ฉีดเข็มที่ 1 จำนวน 4,383,967 คน คิดเป็น 69.1% เข็มที่ 2 จำนวน 3,604,722 คน คิดเป็น 56.8% เข็มที่ 3 จำนวน 167,190 คน คิดเป็น 2.6% ประชาชนทั่วไป เป้าหมาย 46,169,508 คน ฉีดเข็มที่ 1 จำนวน 25,749,513 คน คิดเป็น 55.8% เข็มที่ 2 จำนวน 18,442,949 คน คิดเป็น 39.9% เข็มที่ 3 จำนวน 1,133,713 คน คิดเป็น 2.5% กลุ่มผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เป้าหมาย 10,906,142 คน ฉีดเข็มที่ 1 จำนวน 7,025,704 คน คิดเป็น 64.4% เข็มที่ 2 จำนวน 5,983,014 คน คิดเป็น 54.9% เข็มที่ 3 จำนวน 66,524 คน คิดเป็น 0.6% หญิงตั้งครรภ์ เป้าหมาย 500,000 คน ฉีดเข็มที่ 1 จำนวน 81,199 คน คิดเป็น 16.2% เข็มที่ 2 จำนวน 59,974 คน คิดเป็น 12% เข็มที่ 3 จำนวน 822 คน คิดเป็น 0.2% นักเรียน/นักศึกษา อายุ 12-17 ปี เป้าหมาย 4,500,000 คน ฉีดเข็มที่ 1 จำนวน 2,453,065 คน คิดเป็น 54.5% เข็มที่ 2 จำนวน 467,627 คน คิดเป็น 10.4%
อย.จ่อไฟเขียวใช้ไฟเซอร์เด็ก5-11ปี
ด้านนพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (เลขาฯ อย.) ให้สัมภาษณ์ถึงการขยายช่วงอายุในการฉีดวัคซีนโควิด-19 ยี่ห้อไฟเซอร์ว่า ขณะนี้ อย.ยังอนุญาตให้ฉีดไฟเซอร์ได้ตั้งแต่อายุ 12 ปีขึ้นไป ขนาด 30 ไมโครกรัมต่อโดส แต่ล่าสุดองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (US FDA) อนุมัติให้ใช้ในกลุ่มอายุ 5-11 ปี ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ใช้ขนาด 1 ใน 3 ของโดส ที่ใช้ในอายุ 12 ปีขึ้นไป หรือ 10 ไมโครกรัม สัปดาห์นี้ศูนย์ควบคุมโรค (ซีดีซี) สหรัฐ จะหารือกันว่าจะออกข้อกำหนดการใช้อย่างไร ส่วนไทย อย.เชิญบริษัท ไฟเซอร์ ไทยแลนด์ ติดตามการอนุมัติใช้ในยุโรปในหน่วย ENA ที่เหมือนกับหน่วยเอฟดีเอ สหรัฐ ให้ส่งมาที่ไทยด้วย พร้อมประสานกรมควบคุมโรคไทยแล้ว คาดว่าไทยก็จะอนุมัติใช้ในเร็วๆนี้ โดยคณะกรรมการวิชาการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคจะหารือกันในส่วนนี้ เพื่อใช้วัคซีนในเด็กต่อไป อย่างไรก็ตาม หลักการอนุมัติใช้วัคซีนในสถานการณ์ฉุกเฉินคือ ประโยชน์ต้องมากกว่าความเสี่ยง และไม่มีอาการไม่พึงประสงค์ที่รุนแรง ต้องปลอดภัย อย.จะดูข้อมูลผลิตภัณฑ์ จากการวิจัยในเด็กว่าเป็นไปตามที่ระบุไว้ว่ามีประสิทธิภาพ ร้อยละ 90.7 มีผลข้างเคียงที่รุนแรงหรือไม่ ต้องเก็บข้อมูลส่วนนี้
ศปก.ศบค.ถกเอกชนย้ำแผนเปิดปท.
ด้านพล.อ.สุพจน์ มาลานิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (เลขาฯสมช.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศปก.ศบค.) เป็นประธานประชุมร่วมกับภาคเอกชน เพื่อชี้แจงทำความเข้าใจแผนเปิดประเทศ และสร้างความร่วมมือขับเคลื่อนนโยบายเปิดประเทศ โดยมีภาคเอกชนและตัวแทนหน่วยงานรัฐ อาทิ สมาคมภัตตาคารไทย สมาคมผู้ค้าปลีก สมาคมสปาไทย สมาคมมัคคุเทศก์อาชีพ สมาคมศูนย์การค้าไทย สมาคมนักข่าวหนังสือพิมพ์ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานคร กรมขนส่งทางบก เข้าร่วม
รบ.เปิดเว็บไซต์สื่อสารเอกชน-ปชช.
หลังหารือพล.อ.สุพจน์ให้สัมภาษณ์ว่า การประชุม ศปก.ศบค. วันนี้สำเร็จได้ด้วยดี ได้ประโยชน์จากทุกภาคส่วนที่ให้ข้อมูลและข้อเสนอแนะมา ในขั้นเตรียมการเราเห็นปัญหาบางประการ วันนี้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้ให้ข้อคิดและข้อเสนอแนะแนวทางแก้ไขปรับปรุงส่วนที่จำเป็นต้องทำ เพื่อให้การเปิดประเทศสำเร็จเรียบร้อยประชาชนปลอดภัย เศรษฐกิจเดินต่อไปได้ จากการสะท้อนปัญหาการเปิดประเทศวันแรก 1 พฤศจิกายนนั้น ปัญหาที่พบมากที่สุดเป็นในส่วนขั้นตอนที่เล็กน้อย คือ ปริมาณนักท่องเที่ยวที่เข้ามา อะไรที่ขาดวันนี้ได้สั่งการเพิ่มเติมไปแล้ว เพื่อให้เกิดความสะดวกมากขึ้น อีกทั้ง ยังพบกลุ่มบุคคลเปิดเว็บไซต์เลียนแบบเว็บไซต์ราชการ ได้สั่งแก้ไขเร่งด่วนแล้ว โดยจะเข้าไปตรวจสอบตามกฎหมาย ขณะที่ภาครัฐพยายามสร้างเว็บไซต์เป็นช่องทางสื่อสารหลักของรัฐบาลเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะ เพื่อความสะดวก
ส่งทีมแจงร้านค้าพัฒนาsha-shaพลัส
พล.อ.สุพจน์กล่าวต่อว่า อีกประเด็นที่พูดคุยคือ การผ่อนคลายมาตรการที่ร้านอาหารต้องการทราบมาตรฐานที่กรุเทพมหานคร (กทม.) และกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และจังหวัดกำหนด วันนี้ได้แก้ไขด้วยการจัดทีมเชิงรุกไปสร้างความเข้าใจให้ร้านอาหารและสถานประกอบการทั่วไปที่ยังไม่มี มาตรฐานสาธารณสุข (sha) ให้มีมาตรฐานดังกล่าว รวมถึงส่วนที่มีมาตฐาน sha อยู่แล้ว ให้เพิ่มความเร่งด่วนในการสร้างมาตฐานให้เป็น sha พลัส ซึ่งเจ้าหน้าที่ทั้งหมดในร้านต้องฉีดวัคซีน ซึ่งเป็นพื้นที่ ที่ศปก.ศบค. ห่วงใยมากที่สุด ร่วมทั้งจังหวัดนำร่องอื่นที่เราประกาศเป็นพื้นที่ท่องเที่ยว เราจัดทีมเชิงรุกจำนวนมากเข้าไปจัดการ ทั้งเรื่องวัคซีนเพื่อให้เป็น sha พลัส ทั้งนี้ มอบให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)และกทม. ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายเร่งด่วนสูงสุดไปเร่งกำหนดมาตรฐานให้ชัดเจนว่า ศปก.ศบค.จะเร่งอย่างไร เริ่มวันนี้เป็นต้นไป ยอมรับว่ากิจการที่ได้รับมาตฐาน sha ในกทม.ยังน้อย เราจะเร่งพิจารณาเรื่องนี้ต่อไป ส่วนร้านอาหารที่ยังไม่ได้รับมาตฐานsha เจ้าหน้าที่ก็จะเข้าไปแนะนำการพัฒนาเพื่อให้ได้รับมาตรฐานต่อไป
ลั่นดื่มในร้านถึง3ทุ่มต้องทำได้จริง
ผู้สื่อข่าวถามว่าข้อจำกัดอนุญาตให้ดื่มแอลกอฮอล์ได้ถึงเวลา 21.00 น.โดยเฉพาะกทม. จะปฏิบัติได้จริงหรือไม่ พล.อ.สุพจน์กล่าวว่า ต้องทำได้จริง แต่อาจจะยังไม่เข้าใจ อาจมีความต้องการ แต่เจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่รับผิดชอบทั้งหมดต้องเข้าไปขอความร่วมมือให้ช่วยกันทำให้ได้ ถ้าทำไม่ได้แล้วเราควบคุมไม่ได้อาจทำให้เกิดปัญหา เกิดความเสียหายเช่นเดิมอีก ดังนั้น ต้องพยายามทำให้ได้โดยอาศัยความร่วมมือของทุกฝ่าย ขณะนี้ผู้ประกอบการมีความเข้าใจถึงความจำเป็น ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่จะไม่อะลุ่มอล่วย ถ้าเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบตรวจพบ ครั้งแรกคงต้องเตือนก่อนเบื้องต้น ถ้ายังไม่เชื่อฟังคงต้องใช้กฎหมายเข้าไปดำเนินการ
ประเมินทุก15วันร่วมมือดีอาจมีข่าวดี
พล.อ.สุพจน์กล่าวด้วยว่า สำหรับเป้าหมายเปิดประเทศ ศปก.ศบค.ดู 2 ประเด็นคือ ส่วนประชาชนปฏิบัติตามมาตรการ สธ.ได้ดีแค่ไหน ต้องป้องกันตัวเองตามมาตรการสาธารณสุข โดยเฉพาะการดำเนินกิจกรรมที่เราผ่อนคลายต้องทำด้วยความระมัดระวัง ส่วนกิจการหรือกิจกรรมต้องใช้มาตรการ สธ. เรื่องโควิดฟรีเซ็ตติ่ง สถานที่ทุกอย่างต้องพร้อม พนักงานต้องได้รับวัคซีน เพื่อความปลอดภัยสำหรับผู้ใช้บริการ ปกติ ศปก.ศบค.จะประเมินสถานการณ์ทุก 2 วันอยู่แล้ว และรายงานทุกวันจันทร์ พุธ ศุกร์ แต่ภาพใหญ่เรากำหนดเวลาประเมินทุก 15วัน เพื่อพิจารณาว่าหลังเปิดลักษณะนี้แล้วสถานการณ์แต่ละด้านเป็นอย่างไร ทีมเจ้าหน้าที่ สธ.และหน่วยงานที่รับผิดชอบ ทั้งเรื่องการท่องเที่ยว กระทรวงมหาดไทย จะช่วยพิจารณาดูสถานการณ์เป็นอย่างไร ถ้าเป็นไปด้วยดีได้รับความร่วมมืออย่างดีมาตรการต่างๆจะค่อยๆผ่อนคลายลงตามระยะไปเรื่อยๆ
ผับบาร์พื้นที่สีฟ้าลุ้นกลางเดือนพย.
“พูดได้ว่าภายใน 15 วันถ้ามาตรการต่างๆได้รับการสนองร่วมมือดีเราก็อาจมีข่าวดี ยกเว้นในส่วนของผับบาร์เรายังไม่เปิด โดยเราใช้หลักเกณฑ์หลายปัจจัยพิจารณา ทั้งจำนวนคลัสเตอร์ผู้ติดเชื้อ จำนวนผู้ได้รับวัคซีน ซึ่งขณะนี้ทำได้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ รวมถึงอัตราครองเตียงของผู้ติดเชื้อ และขีดความสามารถด้านสาธารณสุขทั้งหมด”พล.อ.สุพจน์ กล่าว
ถามถึงข่าวดีให้สถานบันเทิงผับบาร์ได้เมื่อไร่ ผอ.ศปก.ศบค.กล่าวว่า กลางเดือนพฤศจิกายนจะประเมินอีกครั้งว่าสถานการณ์เป็นอย่างไรในพื้นที่นำร่องท่องเที่ยวทั้งหมด ซึ่งมีความพร้อมเรื่องมาตรฐานสาธารณสุขเป็นความเร่งด่วนแรก ส่วนพื้นที่อื่นทั่วประเทศเราประเมินอยู่ตลอดอยู่แล้ว สรุปหากสถานการณ์ในพื้นที่ใดดี มีความพร้อมเราก็จะทยอยเปิดเป็นพื้นที่นำร่องท่องเที่ยว โดยระบบต่างๆจะถูกประเมินตามขั้นตอนต่อไป
นครฯยอดติดเชื้อลด-4จว.ใต้เริ่มดี
นอกจากนี้ พล.อ.สุพจน์ ยังกล่าวถึงการแพร่ระบาดโควิดในพื้นที่จ.นครศรีธรรมราชในปัจจุบันว่า สถานการณ์ข้อนข้างดีขึ้น ตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลงมาเล็กน้อย รวมถึงพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้สถานการณ์ก็เริ่มดีขึ้น มีเพียงจ.นราธิวาสที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อยังไม่ลด
หนุนส่งชุดตรวจกิจการสกัดระบาด
ขณะที่นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานสภาหอกาค้าไทย ให้สัมภาษณ์หลังร่วมประชุมศปก.ศบค.กรณีมีผู้ประกอบการเสนอให้ขยายระยะเวลาดื่มเครื่องดื่มแอลกฮอลในร้าน หากสถานการณ์ดีขึ้นอาจขยับจาก 21.00 น.เป็น 22.00 น.และอาจขยับไปอีกเป็น 23.00น. ส่วนที่มีการจัดเจ้าหน้าที่ชุดปฎิบัติการไปตรวจกิจการต่างๆนั้น ตนว่าดี เป็นการดูแลความเรียบร้อย ชี้แจงทำความเข้าใจจะได้ทราบข้อบกพร่องนำมาปรับปรุง เป็นสิ่งที่ดีทุกอย่าง ต้องระวัง อย่าประมาท ซึ่งกทม.ความเสี่ยงค่อนข้างต่ำ เนื่องจากคนกทม.ได้วัคซีนเข็มแรกเกิน100% และเข็มสองเกิน 80 % และอยู่ที่การปฏิบัติของประชาชนในการปฏิบัติตัวในการใช้สถานที่ต่างๆ
นทท.เพิ่มเปิดปท.คาดปี65ถึง10ล.คน
ผู้สื่อข่าวถามถึงความเห็นภาคเอกชนหลังเปิดประเทศ นายสนั่นกล่าวว่า ยกตัวอย่างปีนี้ นักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ เดือนมกราคม-กันยายนมีประมาณ 8.5 หมื่นคน แต่เมื่อเปิดประทศแล้ว ประเมินว่าเดือนพฤศจิกายนจะนักท่องเที่ยวจะเข้ามาประมาณ 3 แสนคน และเดือนธันวาคมอีกประมาณ 3 แสนคน ก็จะเป็น 6 แสนคน ตนว่าเป็นจำนวนมาก และถ้าประสบความสำเร็จแล้ว ตนคิดว่าปี 2565 เราอาจจะได้หวังว่าจะมีนักท่องเที่ยวประมาณ 10 ล้านคนเป็นต้น ตนว่าระบบห่วงโซ่ภาคบริการจะเห็นการฟื้นตัวได้อย่างเร็ว และต้องทราบว่าตอนนี้นักท่องเที่ยวที่มาไทย ส่วนใหญ่มาใช้เวลายาว ว่าจะมาได้ต้องวางแผนล่วงหน้า ซึ่งนักท่องเที่ยวหนึ่งคนจะใช้จ่ายในประเทศเราเฉลี่ยประมาณ 5 หมื่นบาท ต่อไปอาจเพิ่มเป็น 7 หมื่นถึง 1 แสนบาท ทำให้นักท่อเที่ยวมีคุณภาพสูง
ต่างชาติลงทะเบียนแล้วกว่า3หมื่น
นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะลงพื้นที่เพื่อติดตามการดำเนินงานของสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ สพร. เตรียมความพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศไทย และติดตามความพร้อมจุดบริการ Thailand Pass ซึ่งเป็นระบบลงทะเบียนเข้าประเทศไทยทางอากาศ ในรูปแบบ Web-based รองรับการเปิดประเทศ เป้าหมายสนับสนุนนโยบายอำนวยความสะดวกการเดินทาง ภายใต้แนวคิด Ease of Traveling โดยให้ผู้เดินทางทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติกรอกข้อมูลก่อนเข้าประเทศ แทนการออกเอกสาร COE เพื่อลดขั้นตอนการดำเนินการ ช่วยทำให้การดำเนินการสะดวกรวดเร็วหลังเปิดประเทศ 1 พฤศจิกายน พบมีการลงทะเบียนแล้วกว่า 30,000 ราย และได้รับการอนุมัติตามระบบแล้วกว่า 4,000 ราย
31เที่ยวบินเข้าไทย-ผดส.1.5พันคน
นายกิตติพงศ์ กิตติขจร ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเผยว่า วันนี้มีเที่ยวบินขาเข้าประเทศไทย 31 เที่ยวบิน ผู้โดยสาร 2,600 คน เป็นชาวต่างชาติ 1,500 คน ซึ่งท่าอากาศยานเองมีความพร้อม ทั้งทางด้านระบบและบุคลากรเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่ทยอยเดินทางเข้าประเทศเพิ่มขึ้น
นายกฯตามเข่าวเปิดปท.ย้ำปชช.ระวังตัว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างปฏิบัติภารกิจร่วมประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP26) ที่สกอตแลนด์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวชื่นชมความพร้อมเปิดประเทศของไทย ที่ได้รับเสียงชื่นชมจากผู้นำต่างประเทศว่า ฝากถึงคนไทยและขอบคุณชาวต่างประเทศด้วย ได้ข่าวว่าเข้ามาเยอะพอสมควร หลายสิบเที่ยวบิน ต้องขอบคุณ ซึ่งยินดีกับการต้อนรับ และได้เช็กไปว่าการอำนวยความสะดวกเป็นอย่างไร ก็รวดเร็วขึ้น ซึ่งกระทรวงคมนาคมได้รายงานความรวดเร็วในการดำเนินขั้นตอนต่างๆ ระดับนาที ถึงวินาที คิดว่าต้องดีขึ้น สิ่งสำคัญที่สุดคนไทยทุกคนต้องเป็นเจ้าบ้านที่ดี รับแขกให้ดี และตัวเองต้องระวัง ไม่อย่างนั้นจะหยุดอีก อันนี้เป็นสิ่งที่นายกรัฐมนตรีควบคุมไม่ได้ ฉะนั้น ทุกคนต้องดูแลตัวเองให้ดีที่สุด เพื่อจะได้เดินหน้าประเทศได้ ทุกอย่งจะดีไปตลอดห่วงโซ่ นายกฯยังยอมรับด้วยว่า ถ้าเห็นอย่างนี้แล้วนายกฯมีกำลังใจทำงาน เพื่อประชาชน อุปสรรคมีไว้ให้แก้ไข และเป็นกำลังใจให้ก้าวข้ามและทำให้เกิดปัญญา
นายกฯพอใจภาพรวมรับนทท.
น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ระหว่างการปฎิบัติภารกิจของนายกฯในต่างประเทศได้ติดตามความเรียบร้อยการดำเนินการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวจาก 63 ประเทศ/พื้นที่ ทั้งนี้ นายกฯได้รับรายงานจากนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม สรุปการดำเนินงานของแต่ละท่าอากาศยานและหน่วยงาน พบว่าการให้บริการของแต่ละหน่วยเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และอยู่ภายใต้มาตรฐานการควบคุมการแพร่ระบาด ก่อนไปต่างประเทศนายกฯกำชับทุกหน่วยงานร่วมกันดูแลการเปิดประเทศครั้งนี้ ฟื้นเศรษฐกิจ ภาพรวมนายกรัฐมนตรีพอใจการให้บริการคัดกรองอำนวยความสะดวกให้ผู้เดินทางผ่าน ท่าอากาศยานต่างๆที่เป็นไปอย่างราบรื่น นอกจากนี้ นายกฯกำชับว่าการอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวยังต้องอยู่ภายใต้มาตรการการคัดกรองและเฝ้าระวังเข้มงวดได้มาตรฐานสากล และเจ้าหน้าที่ด่านหน้าทุกคนต้องปลอดภัยด้วย
เปิดเรียนวันแรกน่าพอใจรร.ทยอยเปิดเพิ่ม
นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกฯชื่นชมเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน ประชาชน ผู้ประกอบกิจการกิจกรรมต่างๆ ที่ทำให้ภาพรวมการเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยววันแรกจากประเทศเสี่ยงต่ำ 63 ประเทศและพื้นที่ มั่นใจจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศปลายปี นี้เพิ่มมากขึ้น ขณะที่ภาพรวมเปิดเรียนวันแรกทั่วประเทศ ก็น่าพอใจ โดยครู ผู้ปกครองและนักเรียน ให้ความร่วมมือปฏิบัติตามมาตรการ sandbox safety zone in school ซึ่งคาดว่าจะสามารถทยอยเปิดโรงเรียนที่มีความพร้อมเพิ่มเติมได้อีกในระยะต่อไป
นร.ฉีดวัคซีนแล้ว3.8ล้านคน
“หลังโรงเรียนหลายแห่งเปิดเรียนภาคการศึกษา 2/2564 รูปแบบ On-Site วันแรก มีโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เปิดเรียนทั้งแบบ On Site และแบบผสม Online แล้ว ประมาณ 12,000 โรงเรียน ภาพรวมเป็นไปด้วยดี ผู้ปกครองมั่นใจส่งบุตรหลานไปโรงเรียน นักเรียนมีความกระตือรือร้นและพร้อมให้การป้องกันตนเองสามารถปรับตัวกับชีวิตวิถีใหม่ในการไปโรงเรียน ส่วนความก้าวหน้าการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้นักเรียน นักศึกษา มีผู้ที่แสดงความประสงค์ฉีดวัคซีนผ่านคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดทั่วประเทศแล้วกว่า 3.82 ล้านคน ฉีดวัคซีนให้นักเรียนอายุ 12 ขึ้นไป (นักเรียนชั้น ป.6/ม.1/นักศึกษา ปวช. 1-3/ปวส. 1-2) สะสมแล้ว 2.83 ล้านคน คิดเป็น 74.16% ของผู้ที่ประสงค์รับวัคซีน (ข้อมูล ณ วันที่ 30 ตุลาคม 2564) ทุกหน่วยงานเร่งทำความเข้าใจให้นักเรียนเข้าฉีดวัคซีนมากที่สุด เพื่อความปลอดภัยของนักเรียนและผู้ปกครองเอง”นายธนกรกล่าว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี