วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569
สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เข้าร่วมการประชุมประจำปีครั้งที่ 18 ของกรอบความร่วมมือระหว่างสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (South East Asia National Human Rights Institutions Forum-SEANF) ซึ่งเป็นการประชุมแบบออนไลน์ เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 2564 ที่ผ่านมา โดย กสม. ของไทย ได้ประชุมร่วมกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของอินโดนีเซีย (Komnas HAM) มาเลเซีย (SUHAKAM) เมียนมา (MNHRC) ฟิลิปปินส์ (CHRP) และผู้ตรวจการแผ่นดินของติมอร์เลสเต (PDHJ)
ในการนี้มีกรรมการสิทธิมนุษยชนที่เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย น.ส.พรประไพ กาญจนรินทร์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผศ.สุชาติ เศรษฐมาลินี น.ส.ปิติกาญจน์ สิทธิเดช และ นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ซึ่งที่ประชุมได้ร่วมกันเปิดตัว“แนวปฏิบัติของ SEANF ว่าด้วยการป้องกันการทรมาน” (South East Asia National Human Rights Institutions Forum’s Guidelines on Torture Prevention) อย่างเป็นทางการ โดยแนวปฏิบัติดังกล่าวเป็นเอกสารที่รวบรวมและเสนอแนวทางการป้องกันการทรมานเพื่อให้สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใช้ในการแก้ไขปัญหาการทรมานที่เกิดขึ้นในภูมิภาคนี้
โดยมีสาระสำคัญ เช่น สถานการณ์การป้องกันการทรมานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ข้อแนะนำการปฏิบัติเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจเรื่องการป้องกันการทรมานและความโปร่งใสในการปฏิบัติหน้าที่ให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐแนวทางการเสริมสร้างความเข้มแข็งของกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม การเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจต่อสาธารณะในเรื่องการป้องกันการทรมาน การปกป้องบุคคลที่อยู่ในสถานการณ์เสี่ยงต่อการถูกทรมาน เป็นต้น

ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องและเป็นไปตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติ หรือ และการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (Convention against Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment - CAT) ที่ประเทศไทยเป็นภาคีและมีพันธกรณีต้องปฏิบัติตาม โดยการป้องกันการทรมาน เป็นหนึ่งในสี่ประเด็นสำคัญหลักที่ SEANF จะขับเคลื่อนตามแผนยุทธศาสตร์ของ SEANF พ.ศ. 2565-2569 ด้วย
ซึ่งก่อนหน้านี้ กสม. ได้มีข้อเสนออย่างต่อเนื่องให้รัฐบาลเร่งผลักดันร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. …. ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐสภา โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 7 ก.ย. 2564 ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้แจ้งข้อเสนอแนะต่อร่างพระราชบัญญัติฯไปยังประธานรัฐสภา ทั้งในส่วนหลักการสำคัญของกฎหมาย เช่น การเป็นสิทธิเด็ดขาดที่ไม่อาจละเมิดได้และไม่ควรมีอายุความ การดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ การดำเนินคดีในชั้นศาล และการกำหนดให้มีคณะกรรมการที่ทำหน้าที่ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายด้วย
นอกจากนี้ ยังมีการประชุมประจำปีของ SEANF เมื่อวันที่ 29-30 พ.ย. 2564 ซึ่งมีกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเข้าร่วม คือ น.ส.พรประไพ กาญจนรินทร์ และ น.ส.ปิติกาญจน์ สิทธิเดช โดยเข้าร่วมการประชุมระดับภูมิภาคว่าด้วยการปฏิรูปเรือนจำ(Regional Conference on Prison Reform) ร่วมกับสมาชิก SEANF ผู้มีส่วนได้เสียอื่นๆ ทั้งจากภาครัฐ ภาคประชาสังคม และองค์การระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง
โดยได้มีการหารือและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับความท้าทายด้านสิทธิมนุษยชนในระบบราชทัณฑ์ และการสนับสนุนวาระว่าด้วยการปฏิรูปเรือนจำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กำลังประสบข้อท้าทายต่างๆร่วมกัน โดยเฉพาะปัญหาเชิงระบบของงานราชทัณฑ์ ซึ่งหลังจากนี้ SEANF จะได้จัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายหรือข้อหารือส่งไปยังรัฐบาลของแต่ละประเทศหรือเสนอในกรอบความร่วมมือของอาเซียนเพื่อให้มีการปฏิรูประบบราชทัณฑ์และกระบวนการยุติธรรมที่สอดคล้องตามหลักสิทธิมนุษยชนสากลต่อไป
นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า ประเทศไทยมีจำนวนผู้ต้องขังสูงสุดในอาเซียนและเป็นอันดับที่ 6 ของโลกประสบปัญหาสถานที่ควบคุมไม่เพียงพอและได้สัดส่วนกับจำนวนผู้ต้องขัง ซึ่งนำไปสู่ปัญหาความแออัดอันเสี่ยงต่อการได้รับและแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และปัญหาผู้ต้องขังได้รับการปฏิบัติดูแลตามสิทธิขั้นพื้นฐานและมาตรฐานสากลอย่างไม่ทั่วถึง ดังนั้นการปฏิรูปเรือนจำและระบบราชทัณฑ์ รวมทั้งสิทธิในกระบวนการยุติธรรม
เช่น การใช้มาตรการทางเลือกอื่นในการลงโทษแทนการคุมขัง การทบทวนกฎหมายที่มีโทษทางอาญาโดยไม่จำเป็น การป้องกันการทรมาน จึงเป็นนโยบายสำคัญที่ กสม. ให้ความสำคัญและเร่งขับเคลื่อนทั้งในระดับชาติและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยปัจจุบันไทยมีผู้ต้องขังในเรือนจำประมาณ 2.8 แสนคน เมื่อเทียบพื้นที่กับจำนวนคนแล้วถือว่าแออัดมาก ที่ผ่านมาก็มีความพยายามลดจำนวนผู้ต้องขัง เช่น การแก้ไขกฎหมายยาเสพติดโดยปลดใบกระท่อมพ้นบัญชียาเสพติดให้โทษ ทำให้ผู้ต้องขังบางส่วนได้ประโยชน์เพราะจะถูกปล่อยตัว
นายวสันต์ กล่าวต่อไปว่าการลดความแออัดในเรือนจำ สามารถทำได้ เช่น ลดการกำหนดโทษจำคุกให้เหลือเท่าที่จำเป็น อาทิ จะเห็นได้จากผู้ถูกจับกุมในคดียาเสพติด ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 80 ของผู้ต้องขังในเรือนจำทั้งหมด หลายคนมียาบ้าเพียงไม่กี่เม็ดก็ติดคุกแล้ว ทั้งที่ควรจะมุ่งเป้าไปที่ผู้ค้ารายใหญ่เป็นหลัก ขณะเดียวกันปัจจุบันมีกำไล EM เป็นเทคโนโลยีที่ใช้ติดตามผู้สวมใส่ได้ ดังนั้นอาจไม่จำเป็นต้องขังผู้กระทำผิดทุกรายไว้ในเรือนจำเสมอไป เพื่อให้เรือนจำไม่แออัด
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี