546.jpg
เปิดแผนที่การเดินทาง'เสือวิจิตร' 7วันเดินทางไกล 83 กม. ผ่านวัด-สำนักสงฆ์ 6 แห่ง

เปิดแผนที่การเดินทาง'เสือวิจิตร' 7วันเดินทางไกล 83 กม. ผ่านวัด-สำนักสงฆ์ 6 แห่ง

วันพฤหัสบดี ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 13.50 น.

วันที่ 9 ธันวาคม 2564 เพจเฟซบุ๊ก Thailand Tiger Project DNP  โพสต์ข้อมูลบางมุมที่ได้จากการเดินทางของวิจิตร เสือโคร่งป่าห้วยขาแข้ง หลังออกจากพื้นที่ป่าเดินทางไกลมาถึงพื้นที่อ.ปางศิลาทอง จ.กำแพงเพชน โดยบอกเล่าถึงการเดินทางของวิจิตรในช่วง 2 วันสุดท้ายก่อนที่วิจิตรจะกลับเข้าพื้นที่ป่า ซึ่งพบว่าในเส้นทางเสือวิจิตรอยู่กับวัด และสำนักสงฆ์

โดยระบุว่า บางมุมที่ได้ จากการเดินทางของวิจิตร ความจริงแอดก็อยากจะมาบอกเล่า อะไร ที่ได้เห็น ที่ได้รู้ จากการเดินทางของวิจิตรในทันที  แต่ทว่าในช่วงสองวันสุดท้ายก่อนที่วิจิตรจะกลับเข้าพื้นที่ป่า แอดรีบร้อนจนลืมแปลงร่างก่อนเกาะติดทีมวิจัยไป จึงใช้ร่างจริงก็ปรากฏว่ากล้ามเนื้อทุกส่วน สมอง สติ ปัญญา อยู่ในขั้น ล้มละลายสิ้นเชิง แต่มาวันนี้สติ สมอง คืนสภาพกลับก่อนร่างกาย ก็พอจะบอกเล่าไหว จัดไปทีละประเด็น
วิจิตรกับวัด


เส้นทางการรอนแรมของวิจิตรที่ส่องผ่านระบบดาวเทียม แสดงให้เห็นว่าเส้นทางที่มันเฉียดกายเข้าไปใกล้ชุมชนนั้นได้โฉบผ่านใกล้วัด เมื่อซูมขยายดูก็เห็นว่า เมื่อหลุดพ้นขอบป่าปุ๊บได้แฉลบไปที่วัดซับตามิ่งเป็นวัดแรกนัยว่ามาขอพรให้เดินทางแคล้วคลาดปลอดภัยกระมัง

เมื่อเร่ร่อนอยู่ในเขตชุมชน มันก็เลือกเส้นทางที่ผ่าน ทั้งวัด และสำนักสงฆ์ จนบางวัดถึงขั้นนอนฟังธรรมแบบที่เคยโดนเมาท์ รวมเบ็ดเสร็จนับได้ 6 วัด ทั้งที่ใจจริงคงอยากเก็บเรคคอร์ด 9 วัดแต่ความแตกเสียก่อน จึงต้องย้อนเข้าป่า

ในช่วงเวลาแห่งการค้นหาแหล่งที่อยู่ของวิจิตรโดยการตามรับสัญญาณวิทยุจากปลอกคอ บริเวณที่สูงเช่น เนินเขา เป็นจุดที่ช่วยให้รับสัญญาณได้ไกลขึ้น วันหนึ่งขณะเดินทางขึ้นเนินตามเส้นทางที่คล้ายด่านสัตว์ที่ชันไปเรื่อยๆ จนถึงจุดหนึ่ง ทีมงานหยุดชะงักทันที “เอิ่ม ตรงนั้นคล้ายหลุมฝังศพเลย” “งั้นก็รีบรับแล้วลงเหอะ”

ส่วนวัดก็เป็นจุดรับสัญญาณที่ทีมติดตามเลือกใช้ เพราะวัดในชุมชนที่วิจิตรเร่ร่อนไปส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนไหล่เขาสูง ที่ทำเลดี และมองลงมาก็วิวหลักล้านเลย ด้านหลังวัดมักเป็นป่าซึ่งทำให้ดูร่มรื่นและร่มเย็น บวกกับความสงบ จึงเป็นเหตุให้วิจิตรต้องแวะเวียนไป หรือไม่ ก็น่าคิด (ไม่รวมถึงสหายสี่ขาคู่วัด)

วิจิตรกับพื้นที่เกษตร

ในเส้นทางที่วิจิตรเดินผ่านไปส่วนใหญ่เป็นแปลงปลูกมันสำปะหลังที่มีพื้นที่ติดต่อกันจนคล้ายป่าผืนย่อมๆ สลับกับแปลงปลูกไม้ยูคา ป่าสัก ที่มันใช้เป็นเส้นทางลัดเลาะก่อนจะเจอป่าจริงบนเขาลูกโดดที่เรียกกันว่า หย่อมป่า ส่วนบ้านคนหรือชุมชนนั้นอยู่กันแบบห่างๆ ห่างมาก จึงไม่น่าแปลกใจที่วิจิตรจะใช้เวลาในการผจญภัยค้นหาแล้วพบว่า ส่วนใหญ่มันคือป่าปลอม ไม่ใช่ ป่าจริง แล้วตั้งหน้าดิ่งตรงกลับป่าจริงอย่างไม่ได้มีการลังเลอีกต่อไป

วิจิตรกับการเปิดใจของคนไทย

ขณะจอดรถข้างถนนเพื่อรับสัญญาณวิทยุจากปลอกคอ เสียงจากชายที่คร่อมมอเตอร์ไซค์ทางแยกฝั่งตรงข้ามตะโกนมา “เจอวิจิตรรึยัง” นุดวิจัยตอบ  “ยังเลย เอาไปซ่อนไว้ที่ไหนอะ” เสียงตอบกลับมา “ถ้าบอกว่าใส่ไว้ในขวดเหล้าก็มุกเก่าไปแล้ว” แล้วก็บิดรถออกไป 

เมื่อสิ่งที่คนถามถึงคือเสือโคร่ง แต่ไม่ถามว่า “เจอเสือรึยัง” มันบอกได้ถึงการเข้าถึง”สื่อ” ของชาวบ้านในละแวกนั้นและการมองเสือโคร่งด้วยเจตคติที่ดีขึ้น คงไม่คิดว่ามันน่ากลัวดุร้าย

มาที่อีกมุมหนึ่งของหมู่บ้าน หญิงชราเดินมาสอบถามข้อมูลเสือโคร่งวิจิตรกับหัวหน้าบ้านด้วยความอยากรู้ผสมกับความกังวลว่าตัวเองอาจได้รับอันตรายเมื่อต้องเข้าไร่ไปนา แต่คำตอบที่ได้รับคือ “อยู่หลังบ้านแกนั่นแหละ มืดค่ำอย่าลงจากบ้านละกัน” หืม! ตอบแบบเอามันใช่ปะ เพราะตอนนั้น เสือวิจิตรประชิดป่าไปแล้ว 

แต่ถ้ามองภาพรวมของคนไทยจากยอดล้านกว่าที่เข้าถึงถึงเรื่องราวของเสือโคร่งวิจิตรที่ หน้าเพจ นี้ ก็แสดงให้เห็นว่าคนไทย เปิดใจรับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับเสือโคร่งไทยมากขึ้น  ขอบคุณทุกหัวใจที่สนใจและเป็นห่วง “หนุ่มน้อยวิจิตร” ที่ใช้เวลา 7 วันผจญภัยในชุมชน รวมระยะทาง 83 กิโลเมตร ที่ไกลออกจากบ้านเดิมไป

ขอบคุณข้อมูล : Thailand Tiger Project DNP

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top