เจ้าของยอมทุบบ้านพักตากอากาศหรู ริมอ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ อำเภอศรีสวัสกิ์ จังหวัดกาญจนบยุรีมูลค่า 30 ล้านบาททิ้งแล้วหลังสู้คดีนานร่วม 7 ปี
วันนี้ (13 ธ.ค.64) นายนิพนธ์ จำนงสิริศักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) เปิดเผยว่า ตามนโยบาย ทส.ยกกำลังเอกซ์ ของนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวง นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานฯ ให้ดำเนินการปราบปรามขั้นเด็ดขาดกับนายทุนผู้บุกรุกป่า แล้วยึดคืนเพื่อฟื้นฟูให้กลับมาเป็นป่าธรรมชาติดังเดิมนั้น
จากนโยบายดังกล่าววันนี้ตนในฐานะ ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) พร้อมด้วยนายยุทธพงค์ ดำศรีสุข หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ และเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ ได้เข้าตรวจสอบควบคุมการทุบรื้อถอนสวนพิศตะวันรีสอร์ท ซึ่งมีสิ่งปลูกสร้างบ้านพัก ร้านอาหารขนาดใหญ่จำนวน 17 รายการ บนพื้นที่ประมาณ 20 ไร่ ซึ่งรีสอร์ทดังกล่าว อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ มีทำเลที่สวยงามเป็นอย่างมากเนื่องจากตั้งอยู่ริมอ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ เขตท้องที่ป่าท่าแพขนานยนต์ หมู่ 6 ต.ด่านแม่แฉลบ อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี
.jpg)
สำหรับจุดเริ่มต้นของคดีนั้น สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 25 ส.ค.2557 หรือประมาณ 7 ปีที่ผ่านมาคณะเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันออกปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้ ภายในเขตอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ พบบ้านพักตากอากาศชื่อพิศตะวันรีสอร์ทสร้างรุกเขตอุทยานฯ โดยมีนายสมภพ (ขอสงวนนามสกุล) เป็นผู้ครอบครอง เจ้าหน้าที่จึงดำเนินการตรวจสอบพื้นที่รอบแปลงด้วย GPS คำนวนพื้นที่ที่ถูกบุกรุกได้จำนวน 20 ไร่ ภายในมีสิ่งปลูกสร้างลักษณะเป็นรีสอร์ทขนาดใหญ่จำนวน 17 รายการ มูลค่าประมาณ 30 ล้าน
เมื่อตรวจสอบแล้วเสร็จเจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งความดำเนินคดีต่อนายสมภพ เจ้าของรีสอร์ทในความผิดฐาน บุกรุก ยึดถือครอบครองที่ดินในเขตอุทยานแห่งชาติโดยมิได้รับอนุญาต ต่อพนักงานสอบสวน สภ.ด่านแม่แฉลบ
ต่อมาคดีอาญา อัยการจังหวัดกาญจนบุรีมีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหา โดยให้เหตุผลว่าขาดเจตนา กรมอุทยานฯจึงได้ฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 954,307 บาทแต่ระหว่างต่อสู้คดีผลปรากฎว่านายสมภพ มีชูเวท ได้เสียชีวิตลง แต่มีนางพิศมัย เป็นผู้จัดการมรดกแทน
.jpg)
โดยพนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี ได้ยื่นฟ้องนางพิศมัย (ขอสงวนนามสกุล) ผู้จัดการมรดก เป็นคดีความแพ่งคดีหมายเลขดำที่ 96/2561 ลงวันที่ 25 มี.ค.2561 ในระหว่างการพิจารณาของศาล นางพิศมัย ได้ขอเจรจาไกล่เกลี่ยขอชดใช้ค่าเสียหายให้กับกรมอุทยานฯ เป็นเงินจำนวน 600,000 บาทโดยขอผ่อนชำระเดือนละ 10,000 บาท เป็นเวลา 5 ปี ตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 960/2561 ลงวันที่ 21 ส.ค.2561
สำหรับคดีทางปกครอง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ ได้ออกคำสั่งที่ 71/2557 ลงวันที่ 10 ต.ค.2557 ให้ผู้กระทำผิดรื้อทำลายสิ่งปลูกสร้าง รวมทั้งพืชผลอาสิน หรือสิ่งอื่นใดที่ผิดไปจากสภาพเดิมออกไปให้พ้นอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ หรือทำให้สิ่งนั้นกลับสู่สภาพเดิมแล้วแต่กรณีภายในวันที่ 17 พ.ย.2557 ตามความมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 และมีหนังสือแจ้งเตือนให้ผู้กระทำผิดรื้อถอน ฉบับลงวันที่ 10 ต.ค.2557
แต่ต่อมาผู้กระทำผิดได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง โดยมีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และหัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ในคดีหมายเลขดำที่ ส.14/2558 โดยศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษา ลงวันที่ 23 ก.ย.2564 ในคดีหมายเลขแดงที่ 154/2560 โดยศาลปกครองมีคำพิพากษา ให้รื้อถอนรีสอร์ทดังกล่าวได้ หลังจากมีคำพิพากษาออกมานางพิศมัย ผู้จัดการมรดก ไม่ได้อุทธรณ์ จึงทำให้คดีทางปกครองถึงที่สุด
.jpg)
ต่อมาหัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ได้เจรจาไห้ผู้ครอบครองดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปเอง ซึ่งผู้ครอบครองได้ยินยอมและมีหนังสือขอรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดออกไปจากเขตอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีฯ ทั้งหมดด้วยตนเอง โดยมีหนังสือ ฉบับลงวันที่ 17 พ.ย.2564 มาถึงอุทยานฯโดยเวลาในการรื้อถอนให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน หรือประมาณ 4 เดือน เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 17 พ.ย.เป็นต้นมา และวันที่ 7 ธ.ค.ที่ผ่านมนั้นเจ้าของได้นำรถแบคโฮขนาดใหญ่จำนวน 2 คันเข้ามารื้อทุบตัวอาคารขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ริมอ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์จำนวน 3 หลัง รวมทั้งรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างอื่นๆด้วย
จากการลงพื้นที่เพื่อติดตามความคืบหน้าในการรื้อถอนครั้งนี้จะใช้เวลาไม่ถึง 1 เดือนก็คงจะแล้วเสร็จ 100% จากนั้นเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์จะนำพื้นที่ที่ยึดคืนมาได้จำนวน 20 ไร่ มาฟื้นฟูสภาพป่า และจะพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวในรูปแบบลานกางเต้นท์เพื่อให้ประชาชน ได้พักผ่อนและชมทัศนียยภาพอันสวยงามของอ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ ต่อไป
.jpg)
นายนิพนธ์ กล่าวว่า ทั้งนี้ ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ ยังมีแปลงตรวจยึดดำเนินคดีกับเจ้าของบ้านพักตากอากาศหรือรีสอร์ทอีกจำนวนหลายแปลง ทั้งหมดอยู่ระหว่างต่อสู้คดีในชั้นศาลปกครอง คดีส่วนใหญ่ศาลปกครองกลางจะมีคำสั่งยกฟ้องและมีคำสั่งให้อุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ ดำเนินการรื้อถอนรีสอร์ท หรือบ้านพักตากอากาศของนายทุนในทุกคดี
ดังนั้น ตนจึงขอฝากไปถึงผู้ประกอบการหรือนายทุนต่างๆ ว่าหากผู้กระทำผิดยินยอมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างด้วยตนเอง ทางกรมอุทยานฯจะไม่ฟ้องร้องเรียกค่าดำเนินการในการรื้อถอน และทรัพย์สินและสิ่งปลูกสร้างแต่อย่างใด โดยเจ้าของยังสามารถนำโครงสร้างของอาคาร รวมทั้งพืชผลอาสินชนิดต่างๆ กลับไปใช้ประโยชน์ได้ด้วย
ทั้งนี้แม้ปัจจุบันกรมอุทยานฯจะมีแนวทางผ่อนผันให้ราษฎรอยู่อาศัยทำกินในพื้นที่ตามมาตรา 64 แห่ง พ.ร.บ.อุทยานฯ 2562 ได้ก็ตาม แต่พื้นที่แปลงตรวจยึดดำเนินคดี และเป็นของนายทุนที่ไม่ใช่ราษฎรที่ทำกินเดิม ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาทมาก่อน ผู้ครอบครองจะไม่ได้รับสิทธิใดๆทั้งสิ้น
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี