นายกฯเปิดโครงการ  ‘พาน้องกลับมาเรียน’  ไม่ให้หลุดจากระบบ

นายกฯเปิดโครงการ ‘พาน้องกลับมาเรียน’ ไม่ให้หลุดจากระบบ

วันอังคาร ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายกฯเปิดโครงการ

‘พาน้องกลับมาเรียน’

ไม่ให้หลุดจากระบบ

ตั้งเป้าตัวเลขเป็นศูนย์

นายกฯ เปิดโครงการ “พาน้องกลับมาเรียน” สร้างโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียม ไม่ให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษาอีก ชี้ตัวเลขเด็กตกหล่นต้องเป็นศูนย์ ด้าน รมว.ศึกษาฯ ตั้งเป้าเทอม 2 เด็กต้องได้เรียนหมด

เมื่อวันที่ 17 มกราคม ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานพิธีเปิดและลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการส่งเสริมโอกาส ความเสมอภาคและความเท่าเทียมทางการศึกษา “พาน้องกลับมาเรียน”โดยมี น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมโดย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า การปฏิรูปการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องพัฒนาคนให้พร้อมสำหรับการพัฒนาในศตวรรษที่21 กิจกรรมนี้สอดคล้องกับการสถานการณ์ปัจจุบันที่มีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19


พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า เด็กหลายคนออกจากระบบการศึกษาเพราะความจำเป็น ไม่ใช่แค่สถานการณ์ไวรัสโควิด-19แต่เป็นบริบทโดยรวมที่เราต้องช่วยกันแก้ปัญหา โดยเฉพาะขณะนี้มีการเรียนหลากหลายรูปแบบ ทั้งออนไลน์ ออนไซต์ สิ่งสำคัญต้องดูแลความพร้อมผู้ปกครอง ว่ามีค่าใช้จ่ายที่เพียงพอหรือไม่ โครงการนี้เป็นโอกาสหนึ่งที่ช่วยกันสร้างทรัพยากรที่สำคัญของประเทศในทางตรง มีหลายหน่วยงานเข้าร่วมแต่การใช้เงินแก้ปัญหาอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ

“ความร่วมมือครั้งนี้ถือว่าเป็นของขวัญสำคัญที่รัฐบาลทำเพื่อคนไทย การให้โอกาสทางการศึกษาเป็นเรื่องใหญ่ ต้องหาวิธีที่เหมาะสม ทำอย่างไรให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ปัจจุบันเรามีกองทุนหลายประเภท แต่การให้เงินกองทุนแล้วเด็กยังเรียนในสถานศึกษาที่ไม่มีคุณภาพ ก็ต้องคิดว่าจะทำอย่างไร” นายกฯ กล่าวและว่า ครูต้องสอนให้นักเรียนมีความคิดที่ดี เรียนรู้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ พร้อมพัฒนาตนเอง ต้องเร่งสร้างความคิด สร้างแรงบันดาลใจ สร้างแนวคิดให้เกิดขึ้นในเด็กให้ได้

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า อยากฝากว่าอุปสรรคมีไว้ฝ่าฟัน ปัญหามีไว้แก้ไข อย่าท้อแท้ อะไรที่ไม่ดีก็อย่าไปทำ ให้ทำในทางที่ถูกต้อง อะไรเป็นประวัติศาสตร์ที่ดีก็เรียนรู้ อย่าบอกว่าประวัติศาสตร์ไม่สำคัญ ถ้าจะสอนเรื่องประวัติศาสตร์ครูต้องรู้ว่าทำไมเขาถึงต้องทำอย่างนั้น ถ้าสอนวิทยาศาสตร์ก็ต้องรู้ว่าจะเกิดประโยชน์อย่างไร ดัดแปลงให้สอดคล้องกับความต้องการของมนุษย์ บทเรียนแต่ละเรื่องต้องรู้ว่าเรียนไปเพื่ออะไร ตัวเอง สังคม และประเทศชาติได้อะไร ทั้งหมดเป็นการปฏิรูปการศึกษา ต้องไปดูว่าจะปฏิรูปอย่างไรที่ไม่ต้องใช้งบจำนวนมาก โครงการที่ไม่คุ้มค่าต้องถูกตัดออก รัฐบาลตั้งวงเงินงบไว้ 3.1 ล้านล้านบาท ดังนั้นต้องลำดับความสำคัญให้ดี ไม่ใช่เลือกแต่โครงการใหญ่ๆ บางครั้งโครงการเล็กๆ ก็มีความสำคัญ

“หลังจากนี้เราจะคืนโอกาสให้กับเด็กๆ และสร้างโอกาสให้กับสังคม โดยพาเด็กๆ กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาอีกครั้ง ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับปีการศึกษา 2565 ในการเติมเต็มด้านการศึกษาให้กับเด็กและเยาวชนอันเป็นกำลังสำคัญของประเทศซึ่งหากเด็กได้รับโอกาสทางการศึกษาแล้วก็จะมีอนาคตที่ดี มีทางเลือกในชีวิตในการประกอบอาชีพ มีความรู้ความสามารถ มีงานดีๆทำ ก็จะส่งผลดีต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต โดยตั้งเป้าตัวเลขเด็กหลุดจากระบบการศึกษาต้องเป็นศูนย์” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

ด้าน น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า ได้เล็งเห็นถึงปัญหาเด็กออกจากระบบการศึกษา จึงแก้ปัญหาเชิงรุกผ่านโครงการดังกล่าว เพื่อให้ทราบถึงจำนวนเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษา และจะติดตามถึงบ้านเพื่อให้กลับสู่ระบบการศึกษาอีกครั้ง จากสถิตินักเรียนที่หลุดออกจากระบบการศึกษาปี 2564 แบ่งตามสังกัด ได้แก่ สังกัดสำนักวานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) 78,003 คน สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) 50,592 คน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)55,599 คน และผู้พิการในวัยเรียนสังกัด พม.54,5 13 คน รวมแล้วมากถึง 238,707 คน หลังจากดำเนินการเชิงรุกตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา สามารถตามนักเรียนกลับมาเรียนได้ 127,952 ราย แต่ยังมีเด็กที่หลุดจากระบบอีก 110,755 ราย

น.ส.ตรีนุช กล่าวอีกว่า มีการพัฒนาเครื่องมือติดตามนักเรียนเหล่านี้ด้วยแอพพลิเคชั่นชื่อ “ตามน้องกลับมาเรียน” เพื่อให้การทำงานสะดวกรวดเร็ว สามารถเก็บเป็นฐานข้อมูลของปัญหาที่เกิดแต่ละครอบครัวได้อย่างละเอียด เป็นแนวทางในการให้ความช่วยเหลือที่ตรงจุดเบื้องต้นจะให้โรงเรียนต้นสังกัดติดตามนักเรียน จากนั้นกระทรวงศึกษาฯ จะช่วยเหลือและสนับสนุนให้กลับเข้าสู่สถานศึกษาที่เหมาะสม หากโรงเรียนตันสังกัดติดตามไม่ได้ ก็จะประสานความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรให้ช่วยติดตาม เพื่อช่วยเหลือให้กลับเข้าสู่สถานศึกษาที่เหมาะสมต่อไปทั้งนี้ สำหรับเด็กที่ยังเหลืออีกกว่า 10,000รายนั้น ได้ตั้งไทม์ไลน์ว่าในการเปิดภาคเรียนที่2 จะต้องทำตัวเลขนี้ให้หมดไปหรือเป็นศูนย์ตามเป้าหมายที่วางไว้

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top