สำรวจการรับรู้ของประชาชน  ที่มีต่อนโยบายและผลงานรัฐบาล

สำรวจการรับรู้ของประชาชน ที่มีต่อนโยบายและผลงานรัฐบาล

วันพุธ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.
Tag :

ศูนย์บริการวิชาการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้ทำการสำรวจการรับรู้ของประชาชนที่มีต่อนโยบายและผลงานรัฐบาลระหว่างเดือน พ.ย.-ธ.ค. 2564โดยเก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศจากทุกภูมิภาค จำนวน 2,000 ตัวอย่าง ทั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ของโครงการเพื่อศึกษาและระบุนโยบายและผลงานที่สำคัญของรัฐบาลที่ส่งผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชน ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวและเพื่อสำรวจการรับรู้ของประชาชนที่มีต่อนโยบายและผลงานของรัฐบาล ความเชื่อมั่นที่มีต่อนายกรัฐมนตรี

รวมถึงเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเกี่ยวกับการสร้างการรับรู้ของประชาชนที่มีต่อนโยบายและผลงานรัฐบาล ซึ่งในการศึกษานี้ได้ยึดหลักการทำวิจัยตามหลักวิชาการและได้ทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดทฤษฎีด้านนโยบายสาธารณะและการรับรู้ของประชาชน ตลอดจนแนวคิดทฤษฎีด้านการสื่อสารสาธารณะทั้งในประเทศและต่างประเทศโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณในการเก็บรวบรวมข้อมูลวิเคราะห์ข้อมูล และหาค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามก่อนการจัดเก็บข้อมูลจริง


ผลการศึกษาในภาพรวมพบว่าประชาชนส่วนใหญ่รับรู้ว่ารัฐบาลได้ดำเนินนโยบายอย่างน้อย 10 เรื่อง โดยเฉพาะนโยบายทางด้านเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพ การใช้จ่ายของกินของใช้และสาธารณูปโภคต่างๆ ในชีวิตประจำวันซึ่งนโยบาย 4 อันดับแรกที่ประชาชนมีการรับรู้ในระดับมากถึงมากที่สุดประกอบด้วย(1) มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ได้แก่ คนละครึ่งชิมช้อปใช้ ช้อปดีมีคืน และเราเที่ยวด้วยกันรับรู้รวมเท่ากับ 99.4% และรับรู้ระดับมากถึงมากที่สุดเท่ากับ 50.5%

(2) มาตรการเยียวยาประชาชนจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ได้แก่เราชนะ เราไม่ทิ้งกัน และ ม33 เรารักกัน รับรู้รวมเท่ากับ 98.9% และรับรู้ระดับมากถึงมากที่สุดเท่ากับ 45.4% (3) บัตรสวัสดิการแห่งรัฐรับรู้รวมเท่ากับ 99.3% และรับรู้ระดับมากถึงมากที่สุดเท่ากับ 39.3% และ (4) นโยบายเปิดประเทศเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติรับรู้รวมเท่ากับ 96.5% และรับรู้ระดับมากถึงมากที่สุดเท่ากับ 36.3%

ขณะที่นโยบายอื่นๆ ที่มีขอบเขตด้านพื้นที่ ความรู้ ทักษะ ความเชี่ยวชาญ และกลุ่มเป้าหมายของนโยบายที่เฉพาะเจาะจง กลับมีสัดส่วนการรับรู้ของประชาชนระดับมากถึงมากที่สุดในลำดับที่รองลงมา ไม่ว่าจะเป็น โครงการประกันรายได้เกษตรกร,การปรับเพิ่มเบี้ยยังชีพของผู้สูงอายุและคนพิการ, การอุดหนุนเงินเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดถึง 6 ปี, การส่งเสริมกัญชา กัญชง เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ แต่อย่างไรก็ดี การรับรู้รวมของแต่ละนโยบายล้วนมีสัดส่วนที่มากกว่า 80% ขึ้นไปทั้งสิ้น

ยกเว้นนโยบายด้านโครงสร้างพื้นฐานทางคมนาคม ในกรุงเทพมหานคร ได้แก่การก่อสร้างสถานีกลางบางซื่อ การขยายเส้นทางรถไฟทางคู่ การเพิ่มเส้นทางรถไฟฟ้า และนโยบายการเพิ่มค่าป่วยการอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม) ที่พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารของนโยบายมากนัก เนื่องจากไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายที่จะได้รับประโยชน์โดยตรงเพราะเหตุนี้ จึงปรากฏผลการรับรู้รวมของนโยบาย2 รายการสุดท้ายนี้ เท่ากับ 65.4% และ 64.4% ตามลำดับ

ผลการศึกษาการรับรู้นโยบายทางด้านเศรษฐกิจข้างต้น ยังสอดคล้องกับผลการศึกษาความเข้าใจของประชาชนเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารนโยบายและผลงานรัฐบาลที่พบว่าประชาชนมีความเข้าใจฯ ในระดับมากถึงมากที่สุด คิดเป็น 4 อันดับแรก เช่นเดียวกันโดยช่องทางการสื่อสารหลักที่ประชาชนส่วนใหญ่ใช้ในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของนโยบาย ได้แก่ โทรทัศน์ และสื่อสังคมออนไลน์ อาทิเว็บเพจ เฟซบุ๊ค ไลน์ยูทูบ อินสตาแกรม และ ติ๊กต็อก

ส่วนที่เหลืออีก 6 นโยบายพบว่าประชาชนส่วนใหญ่มีความเข้าใจและการส่งต่อ/แบ่งปันข้อมูลข่าวสารของนโยบายในระดับมากถึงมากที่สุด ไม่เกิน30.0% ทุกรายการ โดยเฉพาะนโยบายการปรับเพิ่มเบี้ยยังชีพของผู้สูงอายุและคนพิการ, การอุดหนุนเงินเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดถึง 6 ปี, การเพิ่มค่าป่วยการ อสม., โครงการก่อสร้างสถานีกลางบางซื่อ การขยายเส้นทางรถไฟทางคู่ และการเพิ่มเส้นทางรถไฟฟ้า ในกรุงเทพมหานคร,

โครงการประกันรายได้เกษตรกร (ข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์) และนโยบายการส่งเสริมกัญชา กัญชง เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ ที่พบว่า ประชาชนเข้าใจเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารต่างๆ ของนโยบายในระดับน้อยถึงไม่เข้าใจเลยรวมกันมากกว่า 40.0% ทุกนโยบายซึ่งปรากฏผลในทิศทางเดียวกันกับสัดส่วนของการไม่แบ่งปัน/ส่งต่อข้อมูลของทั้ง 6 นโยบาย เพราะประชาชนอย่างน้อย 45.0% ขึ้นไป ระบุว่าไม่มีการแบ่งปัน/ส่งต่อข้อมูลของกลุ่มนโยบายดังกล่าวแต่ประการใด

ส่วนประเด็นการศึกษาด้านความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อนายกรัฐมนตรีนั้นพบว่าประชาชน 50.30% มีความเชื่อมั่นระดับปานกลางขึ้นไปในด้านความใส่ใจและห่วงใยในชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ทั้งนี้ ทีมผู้วิจัยจึงมีข้อเสนอแนะต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภารกิจด้านการประชาสัมพันธ์นโยบายของรัฐบาลว่าควรมีการพิจารณาปรับรูปแบบในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของนโยบาย

โดยเฉพาะนโยบายด้านอื่นๆ ที่นอกเหนือจากด้านเศรษฐกิจที่ประชาชนส่วนใหญ่มีการรับรู้นโยบายในระดับน้อยถึงน้อยที่สุดและมีประชาชนบางส่วนที่ไม่รับรู้เลย ด้วยการมุ่งประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารของนโยบายในเชิงรุกผ่านช่องทางการสื่อสารที่ประชาชนนิยม เช่น โทรทัศน์ และสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ ให้มากขึ้น!!!

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top