วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569
ศบค.ดับฝันสถานบันเทิงปิดยาว
คุมเข้มสงกรานต์
ห้ามสาดน้ำ-ประแป้ง-ปาร์ตี้โฟม
ปรับลดโซนสีส้มเหลือ20จังหวัด.
เพิ่ม47จว.เหลืองดื่มได้ถึง5ทุ่ม
เลิกตรวจRT-PCRก่อนเข้าไทย
นายกฯสั่งจับตาสายพันธุ์BA.2.2
ติดเชื้อนิวไฮครึ่งแสนตาย80ศพ
ทุบสถิติรายวัน ติดเชื้อเพิ่ม 2.7 หมื่นราย ATK อีก 23,157 รวมทะลุครึ่งแสน ตายพุ่ง 80 ศพ มติ ศบค.ไฟเขียว 5 ประเด็น โดยปรับระดับพื้นที่คุมโควิด ลดสีส้มเหลือ20 จังหวัด เพิ่มสีเหลืองเป็น 47 จังหวัด แต่ผับบาร์ยังปิดต่อเพิ่มจว.ท่องเที่ยวจากเดิม 8 เป็น 10 จังหวัด ต่อพ.ร.ก.ฉุกเฉินอีก 2 เดือนถึง 31 พฤษภาคม ซึ่งประเมินว่าตัวเลขป่วยลดพร้อมเป็นโรคประจำถิ่น สั่งปูพรมฉีดเข็มกระตุ้นให้ผู้สูงอายุที่ตกหล่นอีกหลายล้านก่อนสงกรานต์ ผ่อนคลายเข้าประเทศไม่ต้องตรวจ RT-PCR ก่อนมา 72 ชั่วโมง ตั้งเป้าเปิดด่านทางบกพ.ค. นายกฯห่วงสงกรานต์ยอดป่วยกระฉูด พร้อมสั่งจับตาสายพันธุ์ BA.2.2 กลายพันธุ์ ชี้โควิดเป็นโรคประจำถิ่นแค่แผนงาน ถ้าจำนวนติดเชื้อยังมากก็ประกาศไม่ได้ ยันศบค.ยังไม่มีประกาศให้ถอดแมส
เมื่อวันที่ 18 มีนาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือศบค. แถลงหลังประชุม ศบค.ชุดใหญ่ มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะผอ.ศบค.เป็นประธาน ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบใน 5 ประเด็นสำคัญ รวมถึงรายงานตัวเลขผู้ติดเชื้อ และเสียชีวิตที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง
ติดเชื้อรวมATKทะลุครึ่งแสน
นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า ปลัดกระทรวงสาธารณสุขรายงานสถานการณ์ระบาดในประเทศไทย พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 27,071 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 26,919 ราย มาจากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 26,826 ราย มาจากการค้นหาเชิงรุก 93 ราย มาจากเรือนจำ 103 ราย เป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ 49 ราย ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อสะสมยืนยันตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 3,303,169 ราย หายป่วยเพิ่มขึ้น 21,522 ราย ทำให้มียอดหายป่วยสะสมตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 3,048,491 ราย อยู่ระหว่างรักษา 230,603 ราย ส่วนการตรวจ ATK วันที่ 18 มีนาคม ตามการรายงานของกระทรวงสาธารณสุข มีผู้ติดเชื้อเข้าข่าย 23,157 ราย เมื่อรวมกับยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่วันนี้ 27,071 ราย จะเท่ากับมีผู้ติดเชื้อ 50,228 ราย
โคมา1,391ยอดตายพุ่งสูง80ราย
ผู้ป่วยอาการหนัก 1,391 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 511 ราย เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 80 ราย เป็นผู้เสียชีวิตที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ราย มีโรคเรื้อรัง ราย ทำให้มียอดผู้เสียชีวิตสะสมตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 24,075 ราย ขณะที่สถานการณ์โลก มียอดผู้ติดเชื้อสะสม 466,472,159 ราย เสียชีวิตสะสม 6,087,899 ราย
เข้าเจอแจกจบแล้วกว่า2แสนคน
นพ.ทวีศิลป์กล่าวต่อว่า ในที่ประชุมยังมีการรายงานผลดำเนินโครงการ เจอ แจก จบ ระหว่างวันที่ 1-13 มีนาคม มีจำนวนผู้รับบริการสะสม 207,534 ราย เฉลี่ยต่อวัน 15,964 ราย ส่วนใหญ่ผู้รับยาจะรับยาตามอาการ เช่น ยาลดไข้ ยาแก้ไข 52% ยาฟ้าทะลายโจร 24% ยาฟาวิพิราเวียร์ 26% ยืนยันว่าระบบของเรายังอยู่ได้ ถ้าอาการไม่มาให้ใช้ยาแก้ไข้ แก้ไอ นอกจากนี้ ยังมีการรายงานมาตรา USEP Plus ให้ที่ประชุมรับทราบว่า ผู้ป่วยสีเขียวจะให้รักษาที่บ้าน สถานแยกกักในชุมชน ฮอตพิเทล ซึ่งมีประมาณ 90% ผู้ป่วยสีเหลืองรักษาที่โรงพยาบาลสนาม โรงพยาบาลหลัก มีประมาณ 10% และผู้ป่วยสีแดง รักษาที่โรงพยาบาลหลัก มีจำนวนน้อยกว่า 1%
ลดโซนส้มเหลือ20จว.-เพิ่มเหลือง47จว.
นพ.ทวีศิลป์กล่าวอีกว่า ประเด็นที่ 2 ที่ประชุม ศบค.เห็นชอบการปรับระดับพื้นที่สถานการณ์ทั่วราชอาณาจักร โดยลดจำนวนพื้นที่ควบคุม (สีส้ม) จากเดิม 44 จังหวัด เหลือ 20 จังหวัด ได้แก่ ตาก นครนายก นครปฐม นครราชสีมา นครศรีธรรมราช บุรีรัมย์ ประจวบคีรีขันธ์ พระนครศรีอยุธยา พัทลุง พิจิตร พิษณุโลก ระนอง ระยอง ราชบุรี สงขลา สมุทรปราการ สมุทรสาคร สุราษฏร์ธานี อุดรธานี อุตรดิตถ์
เพิ่มพื้นที่เฝ้าระวังสูง (สีเหลือง) จาก 25 จังหวัด เป็น 47 จังหวัด กาฬสินธุ์ กำแพงเพชร ขอนแก่น จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชัยนาท ชัยภูมิ ชุมพรเชียงราย ตรัง ตราด นครพนม นครสวรรค์ นราธิวาส น่าน บึงกาฬ ปราจีนบุรี ปัตตานี พะเยา เพชรบูรณ์ แพร่ มหาสารคาม มุกดาหาร แม่ฮ่องสอน ยโสธร ยะลา ร้อยเอ็ด ลพบุรี ลำปาง ลำพูน เลย ศรีสะเกษ สกลนคร สตูล สมุทรสงคราม สระแก้ว สระบุรี สิงห์บุรี สุโขทัย สุพรรณบุรี สุรินทร์ หนองคาย หนองบัวลำภู อ่างทอง อำนาจเจริญ อุทัยธานี อุบลราชธานี
จว.นำร่องท่องเที่ยวเพิ่มเป็น10จว.
นอกจากนี้ ยังเพิ่มพื้นที่นำร่องท่องเที่ยว (สีฟ้า) จากเดิม 8 จังหวัดเป็น 10 จังหวัด โดย 2 จังหวัดที่เพิ่มขึ้นมาคือ จ.เชียงใหม่และเพชรบุรี และจังหวัดที่นำร่องท่องเที่ยวเป็นบางพื้นที่ไม่ทั้งจังหวัดยังคงเป็น 18 จังหวัดเดิม
ดื่มได้ถึง5ทุ่ม-สถานบันเทิงปิดต่อ
“โดยทุกพื้นที่ยังไม่ให้เปิดสถานบันเทิง ขณะที่พื้นที่สีส้มยังห้ามบริโภคสุราและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านอาหาร ส่วนพื้นที่สีเหลืองจำกัดเวลาบริโภคสุราและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านอาหารไม่เกินเวลา 23.00 น. มาตรการต่างๆทุกพื้นที่ยังปิดสถานบริการ สถานบันเทิง สถานบริการอื่นๆที่คล้ายกัน แม้มีข่าวว่า ผู้ประกอบการจะขอเปิด แต่ศปก.ศบค.พิจารณาร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข ยังไม่เห็นชอบเปิดได้ จึงขอให้ใช้ช่องทางปรับพื้นที่เป็นร้านอาหาร เพื่อให้สามารถบริการได้ โดยใช้ Covid19 Free Setting เข้ามาสกัดการระบาด” นพ.ทวีศิลป์กล่าว
เห็นชอบแผน4ระยะสู่โรคประจำถิ่น
และว่า ประเด็นที่ 3 ที่ประชุมยังรายงานแผนบริหารจัดการสถานการณ์ให้โควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่น แบ่งเป็น 4 ระยะ ขณะนี้เราอยู่ในระยะที่ 1 คือ ต้องต่อสู้กับโรค ถ้าช่วงต้นเดือนเมษายน เราช่วยกันอย่างดีจะเข้าสู่ระยะที่ 2 คือ ระยะทรงตัว จากนั้นตัวเลขจะค่อยลดลงตามการคาดการณ์ในปลายเดือนพฤษภาคมถึง 30 มิถุนายน ถ้าการคาดการณ์เป็นจริงวันที่ 1 กรกฎาคมเป็นต้นไป โควิด-19 จะกลายเป็นโรคประจำถิ่น ซึ่งนายกฯเห็นชอบตรงนี้ แต่แผนคือแผน ส่วนสถานการณ์จริงวันที่ 1 กรกฎาคมจะเป็นอย่างไร คนกำหนดชี้วัดคือ ประชาชนทั้งประเทศ เป้าหมายการบริหารจัดการสถานการณ์โควิด-19 สู่โรคประจำถิ่นนั้น การเข้าถึงการดูแลรักษาได้อย่างรวดเร็ว อัตราป่วยตายไม่เกินร้อยละ 0.1 ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นมากกว่าหรือเท่ากับ 60% สร้างความรับรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง และความร่วมมือประชาชนในการปรับตัว
ห่วงสูงอายุยังไม่ได้เข็มกระตุ้นนับล้าน
นพ.ทวีศิลป์กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมรับทราบความคืบหน้าการให้บริการวัคซีนตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 -17 มีนาคม ในกลุ่มผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เป้าหมาย 12,704,543 ราย ได้รับเข็มที่หนึ่งไป 10,587,376 ราย เข็มที่สอง 10,023,912 ราย และพบว่าได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้นเพียง 4,125,226 ราย คิดเป็น 32.5% เท่านั้น ดังนั้น เรายังมีผู้สูงอายุหลักหลายล้านที่ยังไม่ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้น จึงขอให้เร่งตัดสินใจไปฉีดวัคซีน เพราะเมื่อถึงช่วงสงกรานต์หรือช่วงที่มีภูมิคุ้มกันหลังการฉีดพอดี ยืนยันว่าวัคซีนเพียงพอแน่นอน เตรียมไว้มากกว่า 3 ล้านโดส โดยเราตั้งเป้าหมายให้ประชาชนได้ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น 70% ก่อนสงกรานต์
เข้าไทยไม่ต้องRT-PCRก่อนมา
ส่วนประเด็นที่ 4 นพ.ทวีศิลป์เผยว่า ที่ประชุมยังเห็นชอบปรับมาตรการป้องกันโรคสำหรับการเดินทางเข้าราชอาณาจักร ในระบบเทสต์แอนด์โก และแซนด์บอกซ์ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว จากเดิมที่ก่อนเดินทางมาต้องตรวจโควิด-19 ภายใน 72 ชั่วโมง แล้วมาตรวจแบบ RT-PCR ครั้งที่ 1 เมื่อถึงไทยและตรวจแบบ ATK วันที่ 5 จะปรับเป็นไม่ตรวจก่อนเดินทางมา แต่จะตรวจตอนมาถึงไทย หากไม่พบเชื้อสามารถเดินทางท่องเที่ยวได้เลย และจะตรวจแบบ ATK อีกครั้งวันที่ 5 ให้เริ่มวันที่ 1 เมษายน ขณะเดียวกัน ยังหารือเรื่องวงเงินประกันที่ปัจจุบันอยู่ที่ 2 หมื่นเหรียญ อาจปรับลดเงินประกัน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวในอนาคตด้วย นอกจากนี้ ที่ประชุมมีการหารือกันว่าหากสถานการณ์ดีขึ้นจะพิจารณาเปิดด่านทางบกเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยจะใช้เดือนพฤษภาคมเป็นหมุดหมาย ให้ทุกจังหวัดที่พร้อมเตรียมการไว้ และประเมิน ซึ่งอาจจะเปิดกันได้ทุกที่
สงกรานต์ห้ามสาดน้ำประแป้ง-ปาร์ตี้โฟม
นพ.ทวีศิลป์กล่าวด้วยว่า ประเด็นสุดท้าย ที่ประชุมเห็นชอบมาตรการป้องกันโรคช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งสามารถจัดได้ แต่ให้เป็นลักษณะประเพณีดั้งเดิม รดน้ำดำหัว หากจะจัดแบบสันทนาการต้องมีการขออนุญาต เพราะเป็นการรวมตัวของคนจำนวนมาก มีข้อแนะนำ 3 ช่วงได้แก่ 1.เตรียมตัวก่อนร่วมงาน ผู้ที่จะกลับภูมิลำเนา และกลุ่ม 608 ต้องได้รับวัคซีนครบตามเกณฑ์ ประเมินความเสี่ยงตัวเอง หากพบมีอาการหรือเสี่ยงขอให้หลีกเลี่ยงเข้าร่วมงาน หรือตรวจ ATK ก่อนเดินทาง 2.ระหว่างช่วงสงกรานต์ สำหรับพื้นที่จัดงานสงกรานต์ที่จัดเตรียมสถานที่และควบคุมกำกับ อนุญาตให้เล่นน้ำและจัดกิจกรรมตามประเพณี เช่น รดน้ำดำหัว สรงน้ำพระ การละเล่น การแสดงทางวัฒนธรรม ขบวนแห่ การแสดงดนตรี โดยปฏิบัติตามมาตรการโควิดฟรีเซตติ้ง แต่ห้ามประแป้ง ปาร์ตี้โฟม จำหน่ายและบริโภคแอลกอฮอล์ในพื้นที่จัดงาน ส่วนพื้นที่สาธารณะไม่มีการควบคุม เช่น ท้องถนน ห้ามเล่นน้ำ ปะแป้ง และปาร์ตี้โฟม และ 3.หลังกลับจากงานสงกรานต์ ให้สังเกตอาการตัวเอง 7 วัน หากสงสัยให้ตรวจ ATK พิจารณาเวิร์ก ฟรอม โฮมตามความเหมาะสม
ขยายพรก.ฉุกเฉินอีก2เดือนถึง31พค.
ทั้งนี้ นายกฯขอให้ดำเนินการตามมาตรการ ได้เน้นย้ำฝ่ายปกครอง ฝ่ายความมั่นคง ร่วมกับสาธารณสุขให้เข้มงวด ใครกระทำผิดฝ่าฝืนให้ดำเนินการเด็ดขาด นอกจากนี้ ที่ประชุม ศบค.ยังเห็นชอบขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินออกไปอีก 2 เดือน เป็นคราวที่ 17 ระหว่างวันที่ 1 เมษายน-31 พฤษภาคม
นายกฯห่วงจัดสงกรานต์แหกกฎสั่งปิด
ด้านพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม แถลงหลังประชุม ศบค.ชุดใหญ่ว่า ที่ประชุมพิจารณาเรื่องปรับมาตรการ ปรับสีพื้นที่ รวมถึงมาตรการทำอย่างไรให้เกิดการท่องเที่ยวปลอดภัย ซึ่งตอนนี้เราเปิดประเทศแล้ว ก็ปรับปรุงมาตรการอยู่หลายประเด็นที่มีรายละเอียดปลีกย่อย สำคัญที่สุดที่ตนเป็นห่วงคือ สถานการณ์ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ทุกพื้นที่จัดงานต้องระวังตัวเอง ต้องรับผิดชอบปฏิบัติตามมาตรการจัดงานสงกรานต์ ถ้าจุดไหนไม่ปฏิบัติตามต้องถูกปิด ก็ต้องระมัดระวังกัน เพราะเทศกาลสงกรานต์เป็นประเพณีไทยแต่โบราณ ขอให้ฟังมาตรการศบค.ด้วย และปฏิบัติให้ได้ตามนั้น เพื่อป้องกันการระบาดที่มากขึ้น ซึ่งวันนี้สถานการณ์ในต่างประเทศมีมากกว่าเราเยอะ แต่มาตรการดูแลรักษาเราทำได้ดีกว่าเขา ทั้งเตียง ยารักษาเรามีเพียงพอ
จี้ฉีดวัคซีนให้มากที่สุดก่อนสงกรานต์
“เรื่องสำคัญอีกประการคือ การฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นเข็ม 3 วันนี้ มีวัคซีนเพียงพอเตรียมไว้ถึง 3 ล้านกว่าโดส แต่คนยังไม่ค่อยอยากมาฉีดกัน ต้องรณรงค์ให้มาฉีดกันมากขึ้น ผมสั่งให้ลงไปฉีดในพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ที่จะจัดงานต้องฉีดให้ได้มากที่สุด และให้ระมัดระวังกลุ่มผู้มีโรคประจำตัว วันนี้มีปัญหาอีกอันคือกลุ่มผู้ที่มีโรคไต เมื่อมีสถานการณ์โควิด-19 ก็ไปฟอกไม่ได้ตามเวลาที่กำหนดจึงเสี่ยงสูง ซึ่งรัฐบาลพยายามแก้ไขในทุกมิติ มีหลายเรื่องต้องปรับปรุง”นายกฯกล่าว
ระบาดหนักยังเป็นโรคประจำถิ่นไม่ได้
และว่า เรื่องการจะปรับให้เป็นโรคประจำถิ่น เป็นเพียงแผนงาน ถ้าเป็นไปได้สถานการณ์ดีขึ้นก็จะเดินไปสู่จุดนั้นได้ ยังไม่ได้หมายความว่าจะทำเลย เขามีขั้นตอน ถ้าไม่ผ่านตรงนี้ก็เป็นไปไม่ได้เท่านั้นเอง ก็ต้องใช้วิธีการ มาตรการเดิมที่เราทำอยู่แล้วให้เข้มงวด ส่วนการจัดคอนเสิร์ตจะผ่อนคลายได้หรือไม่ ให้ไปขออนุญาตให้จัดที่แจ้ง คนจำนวนเท่าใด มีหลักเกณฑ์อยู่แล้ว แต่ยังไม่ให้จัดในสถานที่ปิดมิดชิด
ศบค.ลั่นยืนยังต้องใส่แมส
นายกฯระบุด้วยว่า ในส่วนพื้นที่เสี่ยงวันนี้ ก็ตรวจเจอกันหลายพื้นที่ ก็สั่งกำชับไปแล้ว ถ้าไม่ปฏิบัติตามมาตรการสั่งปิดทันที ต้องมีความผิดและรับผิดชอบตามกฎหมาย เพราะทำให้คนเดือดร้อน ขอเตือนแล้วกัน ถ้าเราไม่อยากติดเชื้อ ไม่อยากให้คนในครอบครัวติดเชื้อก็ต้องระวังตัวเองในการใช้ชีวิต ยังต้องระวังอยู่ หน้ากากยังต้องใส่อยู่ อย่าเพิ่งไปพาดหัวข่าวว่าจะเลิกถอดหน้ากาก ยังไม่เลิก เพราะมติ ศบค.ยังไม่ออกตรงนี้ ก็พูดกันไปล่วงหน้ากันเอง ทำให้เป็นประเด็นเข้าใจหรือไม่
สั่งจับตาเชื้อBA.2.2กลายพันธุ์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนเข้าวาระการประชุม ศบค. นายกฯกล่าวว่า หลังพบโควิด-19 สายพันธุ์ BA.2.2 ขอให้ทุกหน่วยงานติดตามสถานการณ์กลายพันธุ์ และเชื้อชนิดนี้ ทั้งเรื่องการตรวจหาเชื้อ ประสิทธิภาพวัคซีน อาการความรุนแรงของโรค และการตอบสนองต่อยารักษา เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการประเมินสถานการณ์การแพร่ระบาดต่อไป สำหรับผลงานวิจัยของไทยที่เกี่ยวข้อง ให้นำไปขึ้นทะเบียน เพื่อเป็นทางเลือกให้ประชาชนนำไปใช้ได้ในราคาประหยัด นอกเหนือจากที่รัฐบาลจัดหาอยู่แล้ว ส่วนการปรับให้โควิดเป็นโรคประจำถิ่น ยังคงไม่ใช่ในระยะเวลานี้ เดี๋ยวจะเกิดเข้าใจกันผิด เหมือนที่ไปพาดหัวข่าวกันอยู่ทุกวันนี้ ทำให้เกิดความตื่นตระหนก แต่ต้องเตรียมแผนรองรับไว้ล่วงหน้า
ศบค.ยังไม่คลายล็อกสถานบันเทิง
ขณะที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์หลังประชุมศบค.ถึงการผ่อนคลายมาตรการเพิ่มเติมให้สถานบันเทิง หรือเพิ่มระยะเวลาจำหน่ายสุรา ในสถานบันเทิงหรือร้านค้าได้หรือไม่ ว่า ที่ประชุม ศบค.ไม่ได้นำเรื่องนี้มาหารือ แต่มาตรการเรื่องจำหน่ายสุรายังไม่มีการปรับเปลี่ยนคือ ยังให้ยึดตามเดิมไปก่อน เพราะศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศปก.ศบค.) ยังไม่ตกผลึก จึงต้องนำมาพิจารณาใหม่ ทั้งนี้ สาเหตุที่ต่อพ.ร.ก.ฉุกเฉินอีก 2 เดือนเพราะพ.ร.บ.โรคติดต่อยังแก้ไขไม่เสร็จ แต่ถ้าจำเป็นจะเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินก่อนที่จะแก้ไขพ.ร.บ.โรคติดต่อเสร็จก็ได้ ซึ่งจะพอดีกับช่วงประกาศให้โควิดเป็นโรคประจำถิ่น
ย้ำสงกรานต์ตั้งการ์ดสูงกดยอดติดเชื้อ
นพ.อุดม คชินทร ที่ปรึกษาศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ให้สัมภาษณ์ถึงการผ่อนคลายมาตรการช่วงเทศกาลสงกรานต์ว่า คงต้องผ่อนคลายมาตรการ และเราจะไม่ไปล็อกอะไรทั้งสิ้น เพราะสงกรานต์เป็นวัฒนธรรมไทย แต่ประชาชนต้องเข้าใจว่ายังอยู่ในสถานการณ์ระบาด จึงต้องระวังตัวเอง สำหรับเทศกาลสงกรานต์อยากย้ำว่า วันนี้ผู้ติดเชื้อใหม่นิวไฮท์ 2.7 หมื่นคน และเสียชีวิต 80 ราย ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือสงกรานต์ปีนี้ แม้ขณะนี้จะไม่ติดเชื้อและเจ็บป่วยรุนแรง แต่เราไม่อยากให้กลับไปเหมือนสงกรานต์ปี 2564 ที่ไม่ล็อกดาวน์ทำให้ตัวเลขสูงขึ้นมากลากยาวถึงสิ้นปี เราต้องการกดตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ไม่ให้เพิ่มขึ้น ขณะนี้ตัวเลขผู้ติดเชื้อยังเป็นไปตามคาดการณ์ไว้ประมาณ 3 หมื่นรายต่อวัน เราไม่อยากให้ยอดผู้เสียชีวิตขึ้นเลข 3 หลัก เพราะถือว่ามากเกินไป
หวั่นไม่ร่วมมือลากยาวถึงปลายปี
“ขณะนี้เรามาถึงทางแยก ว่าจะให้การระบาดโควิดสิ้นสุดกลางปี 2565 ตามที่เราทำนายไว้หรือไม่ แต่ปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคือ เทศกาลสงกรานต์ หากเรากดตัวเลขไว้ไม่อยู่จนขึ้นไปสูง ก็จะลากยาวถึงสิ้นปี ทำให้การใช้ชีวิตลำบากและเศรษฐกิจไม่เดินหน้าดังนั้นประชาชนต้องให้ความร่วมมือ” นพ.อุดม กล่าว และเรียกร้องให้ประชาชนไปรับวัคซีนเข็ม 3 จากสถิติผู้รับวัคซีน 2 เข็ม จะลดอัดตราป่วยตายจากเชื้อโอมิครอนได้ 6 เท่าเมื่อเทียบกับผู้ไม่ได้ฉีดวัคซีน และหากฉีดวัคซีนจะลดอัดตราป่วยได้ถึง 41 เท่า
จี้ฉีด3เข็ม-เก็บตัวตรวจเชื้อก่อนไปตจว.
นพ.อุดมยังแสดงความเป็นห่วง ยังวิตกกังวลและลังเลจะฉีดวัคซีน และคิดว่าเชื้อไม่รุนแรงจึงอยากให้ประชาชนได้รับวัคซีน โดยปู่ย่าตายายที่อยู่ในต่างจังหวัดต้องฉีดวัคซีนก่อนที่ลูกหลานจะกลับไปเยี่ยม และลูกหลานที่จะกลับไปเยี่ยมต้องฉีดเข็ม 3 อย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนเดินทาง เพื่อให้ภูมิขึ้น นอกจากจะช่วยไม่ให้เชื้อเข้าตัว ยังช่วยป้องกันกระจายไปสู่คนรอบข้าง และอยากให้เก็บตัวอย่างน้อย 7 วัน พยายามไม่ออกไปไหนเพื่อลดความเสี่ยง ให้ตัวสะอาดและป้องกันการรับเชื้อโดยไม่รู้ตัว
รอดูยอดติดเชื้อก่อนถกเปิดผับบาร์
นพ.อุดมยังแสดงความเห็นว่า เรื่องการเปิดสถานบันเทิงนั้น ต้องยอมรับว่าอยู่ในบริบทเสี่ยงสูง เพราะเป็นพื้นที่ปิด เว้นระยะห่างไม่ได้ ตนจึงอยากให้ผ่านสงกรานต์ไปก่อน หากตัวเลขยังทรงตัวอยู่ถือว่าเป็นที่น่าพอใจ และอีกสองถึงสามเดือดยอดติดเชื้อก็จะลดลง หากเราควบคุมทุกอย่างให้ดีช่วงเดือนกรกฎาคมไปแล้ว จะสามารถเปลี่ยนโควิด 19 เป็นโรคติดต่อทั่วไปเหมือนไข้หวัดได้
สธ.รับมอบโมลนูพิราเวียร์2ล.เม็ด
วันเดียวกัน นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.)รับมอบยาโมลนูพิราเวียร์ 2 ล้านเม็ด จากบริษัท เอ็มเอสดี ก่อนเผยว่า จากนี้จะส่งมอบยาให้ บ.ซิลลิคฟาร์มา จำกัด เป็นผู้กระจายยาสัปดาห์หน้า โดยปริมาณยาที่กระจายเบื้องต้นคือ 1 ใน 3 ของยาทั้งหมดให้รพ.ศูนย์ดำเนินการ รับผิดชอบและจ่ายยาในผู้ป่วย แต่เนื่องจากมีผู้ป่วยจำนวนมาก คาดเพียง 1 สัปดาห์ยาคงหมด ในการจ่ายยาให้ผู้ป่วย เน้นคนสูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และกลุ่มคนโรคเรื้อรัง 7 โรค ไม่จ่ายยาให้หญิงตั้งครรภ์ และคนที่มีปริมาณเม็ดเลือดขาวต่ำ ทั้งนี้ ตลอดการให้ยาจะมีการติดตามคนไข้ และร่วมกับการศึกษาวิจัยผลการใช้ยา
โดยเกณฑ์การจ่ายยาเป็นดุลยพินิจของแพทย์คือ คนที่รับวัคซีนครบ 3 เข็ม อาการไม่มาก จ่ายยาฟาวิพิราเวียร์ แต่คนที่รับวัคซีนไม่ครบ อายุมาก 60 ปีขึ้นไป มีโรคเรื้อรัง อาการเข้าข่ายสีเหลือง ให้จ่ายยาโมลนูพิราเวียร์ เนื่องจากประสิทธิภาพของยาโมลนูพิราเวียร์ลดอัตรานอน รพ. และเสียชีวิต ส่วนยาฟาวิพิราเวียร์ช่วยให้ผู้ป่วยที่ไม่ได้รับยาอื่นอาการดีขึ้น โดยมีผลการชี้วัดอย่างชัดเจน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี