533.jpg
ไฟปะทุพุ่ง806จุด ลามหนักป่าแม่ฮ่องสอน

ไฟปะทุพุ่ง806จุด ลามหนักป่าแม่ฮ่องสอน

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ไฟปะทุพุ่ง806จุด
ลามหนักป่าแม่ฮ่องสอน

เมืองสามหมอกยังคงกระอักกับฝุ่นพิษอย่างต่อเนื่องล่าสุด จุดไฟป่าพุ่งพรวด 806 จุด ฝุ่นควันไฟทะลักเต็มเมือง ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานอย่างหนัก ด้านมหาดไทยเผย 3 จังหวัด-17 อำเภอภาคเหนือ ประกาศเขตให้ความช่วยเหลือกรณีภัยพิบัติฉุกเฉิน “ไฟป่า-หมอกควัน-ฝุ่น PM2.5”

เมื่อช่วงเช้าวันที่ 4 เมษายน 2569 ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าฯ จังหวัดแม่ฮ่องสอน ขอรายงานจุดความร้อน (Hotspot) ดาวเทียม Suomi NPP ระบบ VIIRS ประจำวันที่ 4 เมษายน 2569 รอบเช้า เวลา 02.08 น. พบจุดความร้อน 806 จุด ค่าฝุ่นพิษเกินมาตรฐาน 3 อำเภอ คือ ต.จองคำ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน PM2.5 = 134.7 มคก./ลบ.ม. ต.แม่สะเรียง อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน PM2.5 = 219.0 มคก./ลบ.ม. และ 3 ต.เวียงใต้อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน PM2.5 = 318.6 มคก./ลบ.ม.


ขุนยวมบักโกรกหนัก

สถานการณ์ไฟป่ายังคงทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อค่ำวานที่ผ่านมา ประชาชนทั่วไปที่ใช้เส้นทาง อ.เมืองแม่ฮ่องสอน-อ.ขุนยวม พบไฟป่าสองข้างทางจำนวนมาก มีทั้งที่กำลังลุกไหม้อย่างหนักส่งผลให้เกิดควันไฟป่าคละคลุ้ง และที่ดับไปแล้ว โดยขณะผ่านเส้นทางดังกล่าว

เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 เวลา 13.30 น. ที่ผ่านมา ที่ห้องประชุมพญาพิศาลฮ่องสอนบุรี สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดแม่ฮ่องสอน นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน มอบหมายให้ นายแพทย์ทศพล ดิษฐ์ศิริ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการติดตามและประเมินผลแผนปฏิบัติการเพื่อลดและขจัดมลพิษ ในเขตควบคุมมลพิษจังหวัดแม่ฮ่องสอน ครั้งที่ 1 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนภาคเอกชน ผู้แทนภาคประชาสังคม นักวิชาการ ร่วมประชุมเพื่อพิจารณากรอบแผนปฏิบัติการเพื่อลดและขจัดมลพิษในเขตควบคุมมลพิษจังหวัดแม่ฮ่องสอน พ.ศ. 2569-2571

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากปัญหาฝุ่นละอองในท้องที่จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และแม่ฮ่องสอน โดยเฉพาะในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนพฤษภาคมของทุกปี และมีแนวโน้มที่จะร้ายแรงถึงขนาดเป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ จึงกำหนดให้ท้องที่เขตจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และแม่ฮ่องสอน เป็นเขตควบคุมมลพิษเพื่อดำเนินการ ควบคุม ลด และขจัดมลพิษ

ตั้งคณะกก.ติดตามงาน

สำหรับจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้มีคำสั่งเรื่อง แต่งตั้ง คณะกรรมการติดตามและประเมินผลแผนปฏิบัติการเพื่อลดและขจัดมลพิษในเขตควบคุมมลพิษจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อให้การดำเนินการตามแผนปฏิบัติการเพื่อลดและขจัดมลพิษในเขตควบคุมมลพิษ ปี 2569-2570 ไปสู่การปฏิบัติได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องขับเคลื่อนการดำเนินงานไปสู่เป้าหมาย มีการกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนแผนไปสู่การติดตามประเมินผลและกลไกการบริหารจัดการ ดังนี้ 1.จัดตั้งคณะกรรมการติดตามและประเมินผลระดับจังหวัด2.จัดตั้งศูนย์ข้อมูลสารสนเทศกลางจังหวัด ร่วมกับ ทสจ. และ 3.คณะกรรมการติดตามและประเมินผลระดับจังหวัด ประชุมติดตามผลรายไตรมาส (4 ครั้ง/ปี)รับรายงานตัวเลข/ข้อมูลตัวชี้วัดจากแต่ละหน่วยงาน วิเคราะห์ปัญหาอุปสรรค และสรุปข้อเสนอแนะและแนวทาง ปรับแผนฯ ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ บริบท เงื่อนไขเฉพาะหน้า เปิดใช้ช่องทางรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ช่องทางออนไลน์ของอำเภอ ตำบล ที่มีอยู่ หรือช่องทางต่างๆ หรือ จัดเวทีประชาคม/เวทีสาธารณะจากระดับฐาน เพื่อรายงานผลและรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน

จุดความร้อนพุ่งทั่วไทย

ด้านสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA รายงานข้อมูลจากดาวเทียมซูโอมิ เอ็นพีพี (Suomi NPP) ระบบ VIIRS เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 พบจุดความร้อนในประเทศไทย 5,052 จุด เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากช่วงก่อนหน้า

เมื่อจำแนกตามประเภทพื้นที่ พบว่าเกิดในพื้นที่ป่าอนุรักษ์มากที่สุด2,962 จุด รองลงมาคือป่าสงวนแห่งชาติ 1,436 จุด พื้นที่เกษตร 291 จุด พื้นที่เขต ส.ป.ก. 189 จุด พื้นที่ชุมชนและอื่นๆ 162 จุด และพื้นที่ริมทางหลวง 12 จุด

ข้อมูลยังชี้ให้เห็นว่า จุดความร้อนส่วนใหญ่กระจุกตัวในพื้นที่ภาคเหนือซึ่งเป็นพื้นที่ป่าเขาและเข้าถึงยาก ส่งผลให้การควบคุมไฟป่าทำได้ลำบาก และมีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 ในหลายจังหวัด

เพื่อนบ้านก็ร้อนหนัก

ขณะเดียวกัน ประเทศเพื่อนบ้านยังคงมีจุดความร้อนในระดับสูง โดยเมียนมาพบมากที่สุด 8,551 จุด รองลงมา คือ สปป.ลาว 4,934 จุด เวียดนาม 896 จุด กัมพูชา 838 จุด และมาเลเซีย 67 จุด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อปัญหาหมอกควันข้ามแดนในภูมิภาค

ทั้งนี้ GISTDA ระบุว่า สถานการณ์ดังกล่าวยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือของไทยที่ยังคงเผชิญค่าฝุ่น PM2.5 ในระดับสูงต่อเนื่อง

ประชาชนสามารถติดตามข้อมูลจุดความร้อนแบบเรียลไทม์เพิ่มเติมได้ผ่านเว็บไซต์ของ GISTDA เพื่อใช้ประกอบการเฝ้าระวังและรับมือสถานการณ์อย่างเหมาะสม

มหาดไทยยื่นมือช่วยเหลือ

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการบริหารจัดการสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือว่า ขณะนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะผู้อำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด ได้ใช้กลไกตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยดำเนินมาตรการตามแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนอย่างเต็มกำลัง เพื่อเร่งคลี่คลายสถานการณ์ให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างเป็นปกติสุขโดยเร็วตามข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทยในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อว่า เพื่อให้การบริหารจัดการสาธารณภัยทั้งไฟป่า หมอกควัน และภัยฝุ่นละอองขนาดเล็กเป็นไปอย่างมีเอกภาพ สอดคล้องตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กระทรวงมหาดไทยโดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในฐานะกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง ได้รับทราบรายงานข้อมูลการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน กรณี ไฟป่า หมอกควัน และกรณีฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) รวม 3 จังหวัด

3จว.ภาคเหนือวิกฤต

ได้แก่ 1.จังหวัดเชียงใหม่ ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน กรณีไฟป่า รวม 7 อำเภอ 40 ตำบล 338 หมู่บ้าน 27 ชุมชน ได้แก่อำเภอฮอด สะเมิง ดอยสะเก็ด เชียงดาว แม่วาง แม่แตง และอำเภอแม่ริม 2.จังหวัดลำพูน ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน กรณีภัยจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก(PM2.5) จำนวน 1 อำเภอ คือ อำเภอลี้ รวม 8 ตำบล 99 หมู่บ้าน

และ 3.จังหวัดพะเยา ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยกรณีฉุกเฉิน กรณีไฟป่า และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) รวม 9 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองพะเยา จุน เชียงคำ เชียงม่วน ดอกคำใต้ ปง แม่ใจ ภูซาง และอำเภอภูกามยาว

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวด้วยว่า การประกาศเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน จะส่งผลให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถบริหารจัดการและใช้จ่ายเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินในอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2569และงบประมาณอื่นๆ เพื่อบริหารสถานการณ์ และเยียวยาความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินได้อย่างมีเอกภาพ

ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัด ในฐานะผู้นำพื้นที่ที่มีความใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชน สามารถบูรณาการสรรพกำลังทุกภาคส่วนในการช่วยเหลือเยียวยา บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างทันท่วงที และทำให้การแก้ไขปัญหาบรรลุผลสัมฤทธิ์
ในระดับพื้นที่ โดยกระทรวงมหาดไทยยังคงติดตามการบริหารจัดการสถานการณ์ภัยไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็กอย่างต่อเนื่อง และให้การสนับสนุนบทบาทของผู้ว่าราชการจังหวัดในการบริหารจัดการและแก้ไขสถานการณ์ ทำให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติสุขโดยเร็ว

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

494.gif

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top