533.jpg
เปิดศูนย์กักโรค สธ.งัดมาตรการ สกัดเข้มอีโบลา ยังไม่พบผู้ป่วย

เปิดศูนย์กักโรค สธ.งัดมาตรการ สกัดเข้มอีโบลา ยังไม่พบผู้ป่วย

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เปิดศูนย์กักโรค
สธ.งัดมาตรการ
สกัดเข้มอีโบลา
ยังไม่พบผู้ป่วย

สธ.ยกระดับมาตรการคุมเข้มป้องกันโรคไวรัสอีโบลา ผู้เดินทางจาก “คองโก-ยูกันดา” เฝ้าระวัง-กักตัว หากมีอาการให้แยกกักส่งสถานพยาบาล เตือนฝ่าฝืนมาตรการฯ มีโทษทั้งจำทั้งปรับ ยันมีคนจาก 2 ประเทศเข้าไทย 53 คน ไม่ใช่ 100 คน ยังไม่พบมีคนป่วย

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ปัจจุบันมีคนเดินทางมาจากประเทศดีอาร์คองโก และยูกันดา ซึ่งเป็นประเทศที่มีการแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลา เข้ามาประเทศไทย ด้วยเที่ยวบินแบบต่อเครื่อง เฉลี่ยวันละ 5-7 คน โดยไม่มีเที่ยวบินตรงเข้าประเทศไทย แต่ช่วง 2 วันที่ผ่านมา พบว่ามีผู้เดินทางมากขึ้นเป็น 10 คนขึ้นไป สูงสุด 19 คน


นพ.สมฤกษ์ กล่าวต่อว่า การยกระดับมาตรการสำหรับผู้ที่มีประวัติเดินทางมาจากหรือผ่านประเทศ ที่เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตราย กรณีโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา ทั้ง 2 ประเทศ จึงปรับแนวทางจากคุมไว้สังเกต เป็นการแยกกักหรือกักกัน ผู้เดินทางเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 21 วัน โดยจะสอบสวนโรคผู้ที่เดินทางเข้าประเทศ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้ กลุ่ม 1 กรณีไม่มีอาการ ให้กักกัน (Quarantine) ไว้ที่กองด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศและกักกันโรค กรมควบคุมโรค ระยะเวลา 21 วัน มีแพทย์และพยาบาลประจำการ 24 ชั่วโมง ผู้ที่เดินทางมาต้องส่งผลตรวจร่างกายทุกวันเข้าระบบรายงาน ลักษณะเดียวกับการกักตัวเฝ้าระวังช่วงไวรัสโควิด-19 ซึ่งสถานที่มีห้องพัก 58 ห้อง กักตัวห้องละ 1 คน หากมีอาการป่วยจะส่งตัวเข้าสถาบันบำราศนราดูรทันที ซึ่งเตรียมพร้อมชั้นรับผู้ป่วย เพื่อกักกันโรคแล้ว

กลุ่ม 2 กรณีมีอาการ ให้แยกกัก (Isolation) สถานพยาบาลของรัฐที่เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อกำหนด เช่น สถาบันบำราศนราดูร พร้อมทั้งเห็นชอบให้เสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการกำหนดให้ผู้เดินทางที่มาจากหรือผ่านดีอาร์คองโก และยูกันดา เดินทางเข้ามาประเทศไทย ผ่านทางท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพียงแห่งเดียวเท่านั้น ซึ่งเที่ยวบินแรกที่มีผู้เดินทางจาก 2 ประเทศนี้ คาดว่าจะถึงสนามบินสุวรรณภูมิ วันเดียวกันนี้ ช่วงเวลา 18.00 น.เป็นต้นไป

ด้าน นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวภายหลังประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2569 ว่าแม้ประเทศไทยจะยังไม่พบผู้ติดเชื้อไวรัสอีโบลา แต่เนื่องจากโรคนี้มีความรุนแรงสูง และมีระยะฟักตัวนานถึง 21 วัน กระทรวงสาธารณสุข จึงประกาศให้ทั้ง 2 ประเทศดังกล่าวเป็นเขตติดโรคติดต่ออันตราย เพื่อดำเนินมาตรการสกัดกั้นโรคอย่างเข้มงวด รวมถึงมีการยกระดับมาตรการในผู้ที่เดินทางจากดีอาร์คองโก และยูกันดา และกรมควบคุมโรค จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

สำหรับผู้เดินทางที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ ตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 มีบทกำหนดโทษที่สำคัญ เช่น กรณีฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ ที่สั่งให้แยกกักหรือกักกัน ตามมาตรา 34 (1) มีโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท (ตามมาตรา 51) กรณีฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อที่สั่งห้ามไม่ให้ออกจากสถานที่แยกกักหรือกักกัน ตามมาตรา 34 (7) มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (ตามมาตรา 52)

“ขอความร่วมมือผู้เดินทางทุกคนให้ข้อมูลประวัติการเดินทางตามความเป็นจริง เพื่อป้องกันและควบคุมโรคอย่างมีประสิทธิภาพ และขอให้ประชาชนมั่นใจในระบบการเฝ้าระวังของประเทศไทยที่มีความพร้อมทั้งด้านบุคลากร เวชภัณฑ์ และห้องปฏิบัติการระดับสูง” นพ.มณเฑียร กล่าว

ขณะที่ นพ.เอนก มุ่งอ้อมกลาง รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ข้อมูล ณ วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 มีผู้เดินทางจาก 2 ประเทศ เข้ามาประเทศไทย รวม 53 ราย มาจาก ดีอาร์คองโก 12 ราย และจากยูกันดา 41 ราย ตัวเลขที่ระบุว่า เดินทางเข้ามา 100 คน คือยอดที่ได้รับแจ้งว่ามีผู้ทำเรื่องออกจาก 2 ประเทศต้นทาง เดินทางออกมา แต่เข้าไทยแค่ 53 ส่วนที่เหลือเป็นการเดินทางต่อไปยังประเทศอื่น

“53 รายเป็นบุคคลจาก 16 สัญชาติ เช่น จีน สหรัฐอเมริกา เวียดนาม ซาอุดีอาระเบีย เกาหลี เป็นต้น โดยพบว่าผู้เดินทางส่วนใหญ่มาประเทศไทย เพื่อมาเที่ยว และรอเดินทางต่อไปไปยังประเทศอื่นๆ ขณะนี้ทั้งหมดไม่มีอาการใดๆ ยังอยู่ในมาตรการกักกันป้องกันโรค” นพ.เอนก กล่าว

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top