546.jpg
ถอดแมสก์-ขยายเปิดผับถึงตี2  ต้องรอศบค.เคาะ  เลขาฯสมช.ชี้เป็นไปได้สูง

ถอดแมสก์-ขยายเปิดผับถึงตี2 ต้องรอศบค.เคาะ เลขาฯสมช.ชี้เป็นไปได้สูง

วันอังคาร ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ถอดแมสก์-ขยายเปิดผับถึงตี2

ต้องรอศบค.เคาะ

เลขาฯสมช.ชี้เป็นไปได้สูง

สธ.แจงสต๊อกวัคซีนโควิดจำเป็น

บูสต์เข็ม3อีก20ล้านโดสให้ทะลุ60%

ติดเชื้อ2,162-ปอดอักเสบ761-ตาย27

บิ๊กตู่ปลื้มภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์หน้าตาปท.

สธ.ยืนยันโควิดไทยลดลง ติดเชื้อรายวัน 2,162 ปอดอักเสบ 761 ตาย 27 ศพ เปิดผับบาร์ 6 วันยอดติดเชื้อยังไม่ขยับ เดินหน้าฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นอีก 20 ล้านโดส ให้ทะลุ 60% โดยเฉพาะกลุ่ม 608 ก่อนเปิดกิจกรรมกิจการทั้งหมด จี้ทุกจังหวัดกระจายวัคซีนลงพื้นที่ “อนุทิน” ชี้ข้อเสนอผู้ว่าฯกทม. ถอดแมสก์ที่โล่งต้องเสนอ ศปก.ศบค.ก่อนชงศบค.เคาะ ขณะที่เลขาฯสมช.เผยเป็นไปได้สูงให้ถอดแมสก์ที่โล่ง-ขยายเวลาเปิดผับบาร์ถึงตี 2 แต่ต้องให้ ศบค.เคาะแก้กฎหมาย ประกาศพลการไม่ได้

เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือศบค. รายงานสถานการณ์ระบาดโควิด-19 ในประเทศไทยรายวันว่า ไทยพบผู้ป่วยใหม่ 2,162 ราย จำแนกเป็นผู้ป่วยในประเทศ 2,160 ราย ผู้ป่วยมาจากต่างประเทศ 2 ราย ผู้ป่วยสะสม 2,245,520 รายนับตั้งแต่ 1 มกราคม หายป่วยกลับบ้าน 4,879 ราย หายป่วยสะสม 2,240,754 รายตั้งแต่ 1 มกราคม 2565 ผู้ป่วยกำลังรักษา 29,509 ราย เสียชีวิต 27 ราย เสียชีวิตสะสม 8,500 ราย ตั้งแต่ 1 มกราคม 2565 จำนวนผู้ป่วยปอดอักเสบ รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 761 ราย ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ 375 ราย อัตราครองเตียงระดับ 2-3 คิดเป็น 10.8% ขณะที่ยอดการตรวจ ATK รายงานถึงวันที่ 6 มิถุนายน ตามข้อมูลกระทรวงสาธารณสุข พบติดเชื้อเข้าข่าย หรือ ATK เป็นบวกอีก 2,438 ราย ส่วนยอดผลบวกสะสมอยู่ที่ 1,756,349 ราย ซึ่งไม่รวมรายงานยอดผู้ติดเชื้อใหม่ ซึ่งยืนยันผลด้วย RT-PCR


สธ.ยันติดเชื้อ-ตาย-โคมาลดลง

ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรคแถลงข่าวความคืบหน้าการติดตามสถานการณ์โควิด-19 หลังเริ่มเปิดสถานบันเทิงเมื่อวันที่ 1 มิถุนายนว่า หลายคนกังวลอาจเกิดระบาด หรือมีเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องกลับไปดำเนินมาตรการเข้มงวดอีก ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ขณะนี้ทั่วโลกและไทยเริ่มให้ความสำคัญกับผู้ป่วยหนัก ผู้เสียชีวิต และผู้ที่จะมีผลต่อระบบสาธารณสุขที่จะรับมือไม่ไหว หลายประเทศเริ่มไม่รายงานผู้ติดเชื้อใหม่แล้ว เริ่มมีตัวเลขศูนย์รายงานกัน แต่สำหรับไทยเรายังรายงานและให้ความสำคัญกับผู้เสียชีวิต ผู้ป่วยอาการหนัก ผู้รักษาในโรงพยาบาล (รพ.) เป็นสำคัญ ส่วนตัวเลขติดเชื้อต้องเรียนว่าส่วนใหญ่เป็นการติดเชื้อแล้วอาการไม่มาก จึงใช้ระบบแบบผู้ป่วยนอก (OPD) ฉะนั้นเราจะปรับตามสถานการณ์

“รายงานผู้เสียชีวิตรายใหม่วันนี้มี 27 ราย แนวโน้มเฉลี่ย 14 วัน พบว่าค่อยๆลดลง แนวโน้มลดลงต่ออีกระยะ อัตราป่วยตายลดต่ำลงอยู่ที่ 0.09% ขณะที่ผู้อาการหนักที่เราใช้เกณฑ์จากอาการปอดอักเสบ มี 761 ราย แนวโน้มลดลงต่อเนื่อง จากสัปดาห์ก่อนที่พบพันรายลดเหลือ 700 ราย ส่วนผู้ที่ใช้ท่อช่วยหายใจ มี 375 ราย จากที่เคยพบสูงสุดระลอกโอมิครอนอยู่ที่พันกว่าราย ฉะนั้นภาพรวมของประเทศสถานการณ์ผู้ติดเชื้อ ป่วยหนัก เสียชีวิตแนวโน้มลดลง สอดคล้องกับข้อบ่งชี้ เช่น การรักษาใน รพ. ที่เตียงไอซียู เตียงอาการหนักใช้เพียง 10% ทำให้ระบบสาธารณสุขเริ่มกลับไปให้บริการผู้ป่วยโรคอื่นตามปกติ”นพ.โอภาสกล่าว

เปิดผับบาร์6วันติดเชื้อยังไม่ขยับ

และว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ที่อนุญาตให้สถานบันเทิง ผับบาร์ คาราโอเกะเปิดให้บริการ ยังไม่พบแนวโน้มผู้ติดเชื้อมากขึ้น ซึ่งต้องติดตามอีก 1-2 สัปดาห์ จึงจะบอกได้ชัดเจนว่า การเปิดสถานบันเทิงไม่มีผลกระทบต่อจำนวนผู้ติดเชื้อ ผู้มีอาการหนักมากนัก

นพ.โอภาสกล่าวต่อว่า สำหรับผู้เสียชีวิตเฉลี่ยวันละ 20-30 รายต่อวัน ปัจจัยสำคัญมาจาก 1.ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่เห็นชัดจะอยู่ในกลุ่ม 70 ปีขึ้นไป 2.ผู้ป่วย 7 โรคเรื้อรัง ซึ่งใน 2 ปัจจัยนี้เป็นกลุ่ม 608 ที่มีสัดส่วนเสียชีวิตสูงอย่างวันนี้รายงาน 27 ราย มี 26 รายที่อยู่ในกลุ่ม 608 คิดเป็น 96% และ 3.ส่วนใหญ่ไม่ได้วัคซีนสูงถึง 59% ไม่ได้รับเข็มกระตุ้น 30% สอดคล้องกับการวิเคราะห์ตัวเลขมาตลอด เราจึงพยายามลดการสูญเสียชีวิตโดยเร่งฉีดวัคซีนร่วมมาตรการอื่นที่จำเป็น โดยที่ประชุมอีโอซีเห็นชอบแผนเร่งรัดวัคซีนเข็มกระตุ้น เพื่อลดอาการป่วยหนักและรุนแรงถึงกว่า 30% โดยเฉพาะช่วงต่อไปที่เราจะเปิดประเทศ เปิดกิจกรรมต่างๆ มากขึ้น

บูสเข็ม3ด่วนอีก20ล.ให้ทะลุ60%

นพ.โอภาสยังแถลงถึงความคืบหน้าการฉีดวัคซีนโควิดว่า รายงานข้อมูลฉีดวัคซีนโควิด เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน เข็มที่ 1 ฉีดแล้ว 56 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 81.7 เข็มที่ 2 ฉีด 52 ล้านคน คิดเป็น ร้อยละ 75.9 และเข็มที่ 3 ฉีด 28 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 41.1 ทั้งนี้ ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้เพื่อเปิดกิจการให้ปลอดภัยคือ ต้องฉีดเข็มที่ 3 อย่างน้อยร้อยละ 60 เป็นเหตุผลที่เราต้องเร่งรัดวัคซีนให้ได้ตามเป้าหมายอีก 15-20 ล้านโดส

มีแค่20จว.ฉีดเข็ม3กิน60%

ทั้งนี้ มีหลายจังหวัดที่ฉีดเข็มกระตุ้นได้มากกว่าร้อยละ 60 มี 20 จังหวัดคือ ภูเก็ต นนทบุรี สมุทรปราการ กรุงเทพฯ พระนครศรีอยุธยา น่าน สระบุรี ลำพูน ระยอง นครนายก ฉะเชิงเทรา อ่างทอง สิงบุรี ชัยนาท ยโสธร สมุทรสงคราม ชลบุรี ลพบุรี มหาสารคาม และนครปฐม สำหรับผู้ที่ยังไม่มั่นใจเรื่องวัคซีนเข็มกระตุ้น ขอชี้แจงเพิ่มเติมคือ องค์การอนามัยโลก มีคำแนะนำให้ฉีดเข็มกระตุ้นในทุกสูตร ซึ่งคำแนะนำของไทยคือ ผู้อายุ 12 ขึ้นไปรับเข็มที่ 3 และเข็มที่ 4 ได้ โดยมีข้อมูลว่า คนไม่ได้รับวัคซีนตามเกณฑ์ที่กำหนดคือ รับเข็มที่ 2 เกิน 3 เดือน ให้รับเข็มที่ 3 ส่วนคนที่รับเข็มที่ 3 แล้ว โดยเฉพาะกลุ่ม 608 เมื่อครบ 3 เดือน ให้ฉีดเข็มที่ 4 ส่วนคนทั่วไปให้ฉีดหลังจากครบ 4 เดือน ข้อมูลประสิทธิภาพวัคซีน พบว่าเข็มที่ 4 ป้องกันติดเชื้อร้อยละ 76 ลดเสียชีวิตได้ ร้อยละ 96

ตุนวัคซีนพร้อมฉีดกระตุ้นทุกปี

นพ.โอภาสกล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา สธ.และศบค.มีกลไกจัดหาวัคซีนโควิดทั้งชนิด ปริมาณ จำนวน และกลุ่มเป้าหมายในการฉีด ผ่านคณะกรรมการหลายและศบค.เป็นผู้อนุมัติ สุดท้ายคือแผนปี 2564 จัดซื้อทั้งหมด 121 ล้านโดส ฉีดได้ 104.4 ล้านโดส แผนงปี 2565 จัดซื้อ 120 ล้านโดส ศบค.อนุมัติ และลงนามซื้อแล้ว 90 ล้านโดส ส่งมอบ 36 ล้านโดส ฉีดแล้ว 34 ล้านโดส ทั้งนี้ วัคซีนส่วนหนึ่งได้มาจากการรับบริจาค เช่น ซิโนแวค ซิโนฟาร์ม แอสตร้าเซนเนก้า ไฟเซอร์ โมเดอร์นา และโคโวแว็กซ์ รวมทั้งหมด 13 ล้านโดส

“คำถามที่ประชาชนอยากทราบคือ เราต้องฉีดทุกปีหรือไม่ จึงต้องเรียนว่า อยู่ในแผนที่เราดำเนินการแล้ว แต่จะฉีดทุกปีเหมือนไข้หวัดใหญ่หรือไม่ ยังไม่มีข้อมูลบอกได้ชัด แต่อย่างน้อยเรามีแผนเตรียมการแล้ว เช่นปี 2565 ที่จัดซื้อ 120 ล้านโดส ตอนนี้เรานำเข้ามา 36 ล้านโดส ส่วนที่เหลือจะสำรองไว้ปี 2566 หรือเพื่อฉีดกระตุ้นทุกปี” นพ.โอภาส กล่าว และชี้แจงว่า เทียบตัวเลขง่ายๆ คนไทย 70 ล้านคน ฉีดคนละ 2 เข็ม รวมเป็น 140 ล้านโดส ขณะนี้ฉีดสะสม 138 ล้านโดส แต่หากต้องฉีด 3 เข็ม ก็รวมเป็น 210 ล้านโดส ซึ่งจัดซื้อทั้งหมด 138 ล้านโดส มีสัญญาส่งมอบในมือ หากจำเป็นหาวัคซีนเพิ่มเติม ก็จะมีแหล่งวัคซีนให้เหมาะสมกับคนไทย ส่วนความจำเป็นในการฉีดเข็ม 5 นั้น ยังไม่มีคำแนะนำสำหรับประชาชนอย่างเป็นทางการ ขอให้แพทย์พิจารณาตามความเหมาะสม

ย้ำเข็ม3ถึง60%ถึงเปิดกิจกรรมได้

นพ.สุเทพ เพชรมาก หัวหน้าผู้ตรวจราชการ สธ.กล่าวว่า การฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 กว่าร้อยละ 81.67 แต่ในจำนวนมีผู้สูงอายุ 2 ล้านคนและเด็ก 5-11 ปี เป้าหมาย 5 ล้านคน ขณะนี้มีอีก 2 ล้านคนยังไม่ได้รับเข็มที่ 1 ดังนั้น การเปิดกิจกรรมต่างๆได้ ต้องได้เข็มที่ 3 อย่างน้อยร้อยละ 60 ข้อมูลขณะนี้เราต้องเพิ่มเข็มที่ 1 อีก 9-10 ล้านโดส ต่อด้วยเข็มที่ 2 และเข็มที่ 3 ที่ต้องฉีดอีก 15 ล้านโดส ฉะนั้น เป้าหมายที่ต้องดำเนินการคือฉีดเพิ่มอย่างน้อย 30 ล้านโดส ทั้งนี้ สธ.กระจายวัคซีนไปที่รพ.สต. พาวัคซีนไปหาแขนเพื่อให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น โดยเราขอความร่วมมือนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (นพ.สสจ.)ให้ฉีดวัคซีนทุกวัน

ถอดแมสก์ต้องผ่านศปก.ศบค.ก่อน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข (สธ.)ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เตรียมเสนอ ศบค.ให้ถอดหน้ากากอนามัยในที่โล่งว่า กรณีการผ่อนคลายมาตรการให้ถอดหน้ากากในที่โล่งแจ้ง นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัด สธ.เคยให้ข่าวไปเมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้ว ไม่ใช่เรื่องใหม่จึงสามารถพูดและเสนอได้อยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของศบค.ชุดใหญ่ ที่ต้องพิจารณากลั่นกรองเบื้องต้นจากศปก.ศบค.ก่อน เพราะไม่ใช่ว่าคนในที่ประชุมชุดใหญ่จะเสนอได้ตามใจชอบ ซึ่งเรื่องนี้ หลายฝ่ายกังวลว่า เป็นเวลาที่เหมาะสมหรือไม่ อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้ว่าฯกทม. มาสำทับก็ต้องเสนอ ศปก.ศบค.กลั่นกรองก่อน ก่อนให้ศบค.ชุดใหญ่พิจารณา ไม่มีปัญหา เป็นเรื่องที่หากทำแล้วประชาชนสบายใจ มีความสะดวกขึ้น เชื่อว่า ศปก.ศบค.จะรับพิจารณา

ย้ำผ่อนคลายเป็นขั้นตอนปลอดภัย

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) (ศปก.ศบค.) ให้สัมภาษณ์กรณีนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เตรียมเสนอศบค. พิจารณาผ่อนคลายให้ถอดหน้ากากอนามัยในพื้นที่โล่ง รวมขอขยายเวลาเปิดสถานบันเทิงจากเวลาเที่ยงคืนเป็นตี 2 ในกรุงเทพฯว่า นายกฯมีนโยบายชัดเจนอยู่แล้วว่าพยายามผ่อนคลายให้มากที่สุด เพราะต้องการให้ประชาชนประกอบอาชีพได้ปกติ ให้ระบบเศรษฐกิจเดินได้ ขณะเดียวกันเรื่องความปลอดภัย ถ้าไม่เกิด สิ่งที่ศบค.ผ่อนคลายไปแล้วไม่รอบคอบก็จะทำให้เกิดความเสียหาย ผู้ประกอบอาชีพได้รับผลกระทบซ้ำเติม เป็นเรื่องที่ต้องระวังมาก ทั้งนี้ กระบวนการทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกจังหวัดภายใต้ ศปก. ศบค. ประชุมสัปดาห์ละครั้งมีการเสนอปัญหา ข้อพิจารณา ซึ่งศปก.ศบค.จะรวบรวมเป็นแนวทางที่รัฐบาลกำหนดคือ ต้องให้ผ่อนคลายแบบเป็นขั้นเป็นตอนภายใต้ความปลอดภัย

หลังเปิดผับบาร์ประเมินทุก10วัน

ส่วนการผ่อนคลายเปิดสถานบันเทิง ผับ บาร์ถึงเวลาตี 2 นั้น พล.อ.สุพจน์กล่าวว่า เมื่อผ่อนคลายหลายกิจกรรมกิจการที่ประกาศไปเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน จะประเมิน 10 วัน ดังนั้น อีกไม่กี่วันก็จะได้เห็นตัวเลขผู้ติดเชื้อ ประชาชนที่ได้รับผลประทบ การฝ่าฝืน ละเมิดกฎหมาย การให้ความร่วมมือน้อยหรือไม่ให้ความร่วมมือของผู้ประกอบการเป็นอย่างไร ดังนั้น โรดแมปที่วางไว้คือ รอบ10 วันจะประชุมประเมินและพิจารณาขยายเพิ่ม เช่น หากเป็นไปตามนโยบายทั่วประเทศอาจเปลี่ยนเป็นพื้นที่สีเขียวทั้งหมดได้ สถานบริการทั้งหมดที่ตั้งเป้าเอาไว้ ต้องเปิดบริการได้เหมือนปกติ ภายใต้มาตรการควบคุมโรค

เป็นไปได้สูงที่จะได้ถอดแมสก์

“เรื่องดังกล่าวจะโยงการถอดหน้ากากอนามัย ซึ่งเราได้ยินแล้วว่าจ.ภูเก็ต กรุงเทพฯ ก็อยากเปิดนำร่อง จึงต้องพิจารณาว่า ระหว่างจะให้ประชาชนประกอบอาชีพได้เต็มรูปแบบตามที่นายกฯ และรัฐบาลกำหนด กับการป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายซ้ำสอง หรือเกิดผลกระทบขึ้นมาอีก จะมีวิธีการอย่างไร เป็นเรื่องที่ทุกหน่วยงานจะหารือร่วมกันเมื่อได้แนวทางแล้วจึงเสนอ ศบค.ชุดใหญ่”พล.อ.สุพจน์กล่าว และว่า แต่ถ้าดูบรรยากาศขณะนี้ เป็นไปได้สูงมาก เพราะประชาชนให้ความร่วมมือ สถานประกอบการก็ดำเนินการตามมาตรการป้องกันโรค แต่ยังมีข้อกังวลข้อเดียวคือ วัคซีน เพราะบางพื้นที่มีตัวเลขฉีดวัคซีนเปอร์เซ็นต์น้อยมาก โดยเฉพาะบางจังหวัดยังน่าเป็นห่วง แต่บางพื้นที่ชดเชยด้วยพฤติกรรมของประชาชน เพราะถึงแม้ฉีดวัคซีนไม่มากนักแต่ดำรงอยู่ได้ภายใต้ตัวเลขผู้ติดเชื้อที่น้อย เราเตรียมแผนไว้แล้วเพียงแต่ต้องประเมิน และพิจารณาว่าทำตามแผนได้หรือไม่

สุดท้ายต้องให้ศบค.เคาะแก้กม.

พล.อ.สุพจน์กล่าวต่อว่า เรื่องถอดหน้ากากอนามัย มีข้อกำหนดเป็นกฎหมายกำกับไว้ ฉะนั้นหากผ่านการพิจารณาจากศปก.ศบค.หรือมีข้อเสนอจากส่วนราชการต่างๆแล้ว ต้องเสนอศบค.แก้กฎหมาย ข้อกำหนดที่ออกโดย พ.ร.ก. ซึ่งขณะนี้ข้อกำหนดฉบับที่ 24 กำกับไว้เรื่องหน้ากากอนามัย ใครจะไปสั่งให้ถอดอะไรโดยพลการไม่ได้ ยืนยันว่าอยากให้ประชาชนได้ประกอบอาชีพตามปกติของกฎหมายปกติ จะเป็นเรื่องเร่งด่วนมากกว่าการเร่งให้ถอดหน้ากากอนามัย เป็นการพิจารณากฎหมายควบคู่กันไป

นายกฯให้รอฟังศบค.

ขณะที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมกล่าวในประเด็นนี้เพียงสั้นว่า เขาพิจารณาอยู่แล้ว หลายเรื่อง ศบค.เขาพิจารณาล่วงหน้าหมดแล้ว ขอให้รอฟังเขา

นายกฯบินภูเก็ตบูมท่องเที่ยว

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม พร้อมคณะรัฐมนตรีลงพื้นที่ปฎิบัติภารกิจที่จ.ภูเก็ต ไปยังโรงเรียนพุทธมงคลนิมิตร ต.รัษฎา อ.เมือง รับฟังรายงานการจัดการศึกษาแบบมีส่วนร่วมว่าด้วยความร่วมมือพัฒนาการศึกษาอย่างยั่งยืน (Partnership School Project) โดยพระครูเมตตาภิรม ทวีสมาน เจ้าอาวาสวัดพุทธมงคลนิมิตร ผู้รับใบอนุญาตโรงเรียน พุทธมงคลนิมิตร จากนั้น นายกฯเดินทางไปโรงแรมบียอนด์ รีสอร์ท กะตะ ต.กะรน อ.เมืองภูเก็ต เพื่อเป็นประธานพิธีเปิดสัมมนากําหนดยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวประเทศไทย ที่โรงแรมบียอนด์ รีสอร์ท กะตะ โดยนายกฯกล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ยุทธศาสตร์การยกระดับการท่องเที่ยวไทย สู่การท่องเที่ยวคุณภาพที่ยั่งยืน”ด้วย

ชี้ภูเก็ตแซนบ็อกซ์หน้าตาปท.

ทั้งนี้ ระหว่างลงพื้นที่นายกฯกล่าวกับประชาชนตอนหนึ่งว่า นายกฯมาเพราะให้ความสำคัญกับ จ.ภูเก็ต คือหน้าตาประเทศ และเราทำให้ภูเก็ตก้าวข้ามโควิดมาได้ระยะหนึ่งแล้ว และถือเป็นพื้นที่จังหวัดแรกที่เราทำภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ เป็นที่น่าภาคภูมิใจ ที่เราทำรับรู้ไปทั่วโลก ตนพบผู้นำแต่ละประเทศเขาชื่นชมไทย และสอบถามว่าทำอย่างไร ให้ก้าวหน้า น่าเป็นบทเรียนขับเคลื่อนโดยเฉพาะประเทศที่ได้รับผลกระทบจากโควิด แม้เราจะมีผลกระทบรุนแรงช่วงที่ผ่านมาเช่นเดียวกับหลายประเทศ แต่จิตใจของเราไม่เคยท้อ รัฐบาลไม่ท้อ วันนี้จากการรับฟังทั้ง 4 กลุ่ม มีความสุขมีกำลังใจให้ตนได้ทำต่อไป ตนได้รับแรงบันดาลใจ ขอบคุณภาคเอกชน ท้องถิ่น โรงเรียนอาชีวะ การศึกษาขั้นพื้นฐาน นานาชาติด้วย ดีใจที่ได้มาเห็นด้วยตาได้ยินด้วยหูว่าเราจะร่วมมือกันแบบนี้ ทำให้เข้าใจกัน หาช่องทางเสริมต่อเติม สิ่งที่ทำวันนี้คืออนาคตของพวกเรา

ฝีดาษลิงลาม43ปท.ป่วยเฉียดพันคน

สำหรับความคืบหน้าการติดตามสถานการณ์ระบาดโรคฝีดาษลิง นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) กระทรวงสาธารณสุขแถลงว่า สถานการณ์ทั่วโลก ข้อมูลวันที่ 5 มิถุนายนมีรายงานใน 43 ประเทศ ผู้ป่วยยืนยัน 990 คน ข้อมูลแสดงให้เห็นว่าแม้กระจายหลายประเทศ แต่ลักษณะการระบาดไม่เร็ว ถ้าเทียบกับโควิด เนื่องจากหลังมีรายงานพบการระบาดเป็นเดือน ถ้าเป็นโควิดจะมีผู้ติดเชื้อหลัก 10ล้านคนแล้ว ส่วนใหญ่อาการไม่ค่อยรุนแรง ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต ประเทศที่พบมาก อาทิ สเปน อังกฤษ โปรตุเกส แคนาดา เยอรมัน ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลกยังประเมินความเสี่ยงปานกลาง ยังไม่เป็นภาวะฉุกเฉิน ถึงจะพบหลายประเทศ แต่แพร่กระจายไม่เร็ว อาการไม่รุนแรง จึงเตือนให้ทุกประเทศเพียงเฝ้าระวัง ซึ่งไทยดำเนินการอย่างเคร่งครัดแล้ว และยังไม่พบผู้ติดเชื้อฝีดาษลิงในไทย มีเพียงต้องสงสัย 6 คน เมื่อตรวจสอบในห้องปฎิบัติการแล้วพบว่าเป็นเริม

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top