Logo วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2569
คลิกเข้าชมเว็บไซต์แนวหน้าใหม่!!
  • คอลัมน์
    • คอลัมน์วันนี้
    • คอลัมน์ออนไลน์
    • คอลัมน์การเมือง
    • คอลัมน์ลงมือสู้โกง
    • โลกธุรกิจ
    • ผู้หญิง
    • ดูทั้งหมด
  • ข่าวเด่น
  • พระราชสำนัก
  • การเมือง
  • โลกธุรกิจ
  • อาชญากรรม
  • กทม.
  • ในประเทศ
  • เกษตร
  • ต่างประเทศ
  • กีฬา
  • ผู้หญิง
  • บันเทิง
  • ยานยนต์
  • Like สาระ
546.jpg
หน้าแรก / ในประเทศ
‘คาบาเรต์โชว์’จากพื้นที่มหรสพ  สู่เวทีแสดงตัวตน‘เพศทางเลือก’

‘คาบาเรต์โชว์’จากพื้นที่มหรสพ สู่เวทีแสดงตัวตน‘เพศทางเลือก’

วันจันทร์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.
Tag : คาบาเรต์โชว์
  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  •  

เมื่อเร็วๆ นี้ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร จัดการบรรยายเรื่อง “ประวัติศาสตร์คาบาเรต์ในสังคมไทย”โดยผู้บรรยายคือ วัชรวุฒิ ชื่อสัตย์ ศิษย์เก่าปริญญาเอก หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ซึ่งก่อนหน้านี้วัชรวุฒิ เคยทำวิทยานิพนธ์เรื่อง “ชุมกะเทย : ความซับซ้อนและการประกอบสร้างของอาณาบริเวณทางสังคม” รวมถึงเขียนบทความวิชาการว่าด้วยเรื่องของ “กะเทยไทย” อีกหลายชิ้น

วัชรวุฒิ เล่าว่า คาบาเรต์โชว์ในประเทศไทยมีอยู่หลายกลุ่ม แต่ที่เลือกทำการศึกษานั้นมีอยู่ 3 กลุ่ม ซึ่งทั้ง 3 กลุ่มนั้นก่อตั้งขึ้นในห้วงเวลาไล่เลี่ยกัน ณ เมืองพัทยา จ.ชลบุรี อย่างไรก็ตาม 1 ใน 3 กลุ่มนี้ ปัจจุบันได้ย้ายไปอยู่ใน จ.ภูเก็ต ทั้งนี้ หากนึกถึงกลุ่มหรือคณะคาบาเรต์โชว์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก ก็น่าจะต้องเป็น “มูแลง รูจ (Moulin Rouge)” ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งก่อตั้งขึ้นและมีพัฒนาการมาอย่างยาวนาน และเป็นไปได้ว่า เหตุที่สังคมไทยเรียกการแสดงลักษณะนี้ว่าคาบาเรต์ ก็น่าจะมาจากอิทธิพลของมูแลงรูจเช่นกัน


สิ่งที่แตกต่างกันระหว่างคาบาเรต์โชว์อย่างมูแลง รูจ กับคาบาเรต์โชว์ในประเทศไทย คืออย่างแรกนั้นใช้นักแสดงที่เป็นชายจริง-หญิงแท้ไม่ได้ใช้ผู้มีความหลากหลายทางเพศเหมือนอย่างหลัง ซึ่งคำว่า “คาบาเรต์ (Cabaret)” ความหมายแบบดั้งเดิมนั้นหมายถึง “นาฏกรรมหรือรูปแบบการแสดงประเภทหนึ่ง” และ “ไม่ได้มีเพียงการลิปซิงค์ (Lip Sync)” หรือการขยับปากให้เข้ากับเนื้อเพลงที่มีการบันทึกไว้แล้วล่วงหน้า อย่างที่คนไทยคุ้นเคย

“การแสดงคาบาเรต์ใน 1 รอบ มีการร้องเพลง เล่นดนตรี เต้นประกอบเพลง หรือแม้กระทั่งมีการแสดงละครเวที หรือกายกรรมโลดโผน เขาจะเรียกรวมๆ กิจกรรมหลายๆ การแสดง หลายๆ อย่างเป็นคำว่าคาบาเรต์ แล้วในรูปแบบของคาบาเรต์นั้น ภายในโรงละครที่มีการจัดแสดงนั้นจะต้องมีการขายเบียร์ให้ดื่มด้วยในตะวันตก ต่อมามันก็พัฒนาเป็นรูปแบบของโรงละครบ้าง หรือกึ่งโรงละคร หรือว่ากึ่งสถานบริการบาร์เบียร์ แล้วมีเวทีแสดงที่เป็นลักษณะของการแสดงแบบที่หลายๆ อย่างรวมกัน

แล้วจนกระทั่งปัจจุบันที่เราเห็น อันนี้ก็คือใกล้เข้ามาในสังคมไทย คือเราอาจจะเห็นการลิปซิงค์หรือแต่งเลียนแบบต้นฉบับ เราอาจจะได้ยินคำว่าแดร็ก (Drag) ก็คือแดร็กควีน (Drag Queen) ที่มีการแต่งตัว ผู้ชายหรือผู้หญิงก็ได้ แต่งตัวให้เหมือนกับคนที่เขาสมมุติ ที่ต้องการจะเป็น เราอาจจะเคยเห็น เพราะว่ากระแสแดร็กควีนก็เริ่มเข้ามาในสังคมไทยมากขึ้น”วัชรวุฒิ เล่าถึงพัฒนาการของคาบาเรต์โชว์

ส่วนประวัติศาสตร์คาบาเรต์โชว์ในประเทศไทย วัชรวุฒิ เล่าย้อนไปในปี 2513-2515 ขณะนั้นมี “คณะนางแบบ ปาน บุนนาค” เป็นการโชว์เดินแบบโดย “กะเทย” ตามโรงแรมต่างๆ ในกรุงเทพฯ รวมถึงมีการแสดงที่คล้ายกับลิปซิงค์ในปัจจุบัน แต่ก็ยังไม่นับว่าเป็นคาบาเรต์โชว์ต่อมามีการเกิดขึ้นของ “คณะทิฟฟานี่โชว์”ในตอนแรกอยู่ในกรุงเทพฯ แต่ด้วยสถานการณ์หลายๆ อย่างในเมืองหลวงยุคทศวรรษ 2510(ปี 2510-2519) ที่ไม่ค่อยเอื้อต่อธุรกิจกลางคืนมากนัก ทำให้ตัดสินใจย้ายไปอยู่ที่พัทยาในปี 2517

การแสดงของ ทิฟฟานี่โชว์ ได้รับอิทธิพลมาจากการแสดงของต่างประเทศ ตามกระแสนิยมวัฒนธรรมตะวันตกของสังคมไทยในขณะนั้น บวกกับกะเทยเองซึ่งก็เป็นกลุ่มคนที่ถูกกีดกันจากสังคมอยู่แล้ว จึงมีความพยายามสร้างกระแสเพื่อหวังให้ได้รับการยอมรับ ซึ่งนอกจากการจัดการแสดงต่างๆ แล้ว คณะทิฟฟานี่โชว์ ยังมีการจัดประกวด “มิสทิฟฟานี่” และ “มิสอินเตอร์เนชั่นแนลควีน” ซึ่งแม้การจัดประกวดแบบนี้จะมีคำถามในประเด็นมาตรฐานความงาม (Beauty Standard)แต่เวทีประกวดดังกล่าวก็สะท้อนหลักคิดการเรียกร้องเสรีภาพ

จากนั้นในปี 2518 หรือ 1 ปี หลังจากคณะทิฟฟานี่โชว์ปักหลักในพัทยา ก็มีการเกิดขึ้นของ “คณะไซม่อนพัทยา” (ซึ่งต่อมาได้ย้ายไปอยู่ที่ จ.ภูเก็ต ตั้งแต่ปี 2534 และเปลี่ยนชื่อเป็น “ภูเก็ตไซม่อนคาบาเรต์” จนถึงปัจจุบัน) และในปี 2524 ในพัทยายังมี “คณะอัลคาซาร์คาบาเรต์” เกิดขึ้นมาอีกคณะหนึ่ง เมืองพัทยาจึงเปรียบเสมือนถิ่นกำเนิดคาบาเรต์โชว์ในสังคมไทย และการกล่าวถึงประวัติศาสตร์เมืองพัทยาโดยไม่พูดถึงคาบาเรต์โชว์นั้นถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ที่ไม่สมบูรณ์ เพราะส่วนหนึ่งของการพัฒนาเมืองแห่งนี้ก็มาจากธุรกิจคาบาเรต์โชว์ด้วย

วัชรวุฒิ กล่าวต่อไปว่า การเกิดขึ้นของคาบาเรต์โชว์ในประเทศไทย ยังทำให้กะเทยไทยมีโอกาสพบเจอกับชาวต่างชาติ และได้รับรู้เกี่ยวกับโลกตะวันตกที่ยอมรับความแตกต่างหลากหลาย อาทิ ในปี 2532 อันเป็นช่วงปลายสงครามเย็น เยอรมนียังมีกำแพงเบอร์ลินแบ่งประเทศเป็นฝั่งตะวันตกกับตะวันออก มีกะเทยไทยบางส่วนอพยพไปตั้งรกรากที่เมืองสตุตการ์ท (Stuttgart) และเปิดบาร์เบียร์ชื่อ “สตาร์ไลท์-มองชาลี” บริเวณจัตุรัสสตุตการ์ท อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันไม่มีบาร์เบียร์ดังกล่าวแล้ว

“ปัจจัยของการเคลื่อนย้ายเข้ามาในเมืองพัทยายุคนั้น ก็คือเมืองพัทยาในยุคช่วงปี 2515-2520 มันเป็นช่วงที่มีการพัฒนาจากสุขาภิบาลนาเกลือและยกระดับเป็นเมืองพัทยา มาพร้อมกับนโยบายหาดทรายแล้วก็แสงแดด มันก็เป็นที่ดึงดูดของนักท่องเที่ยว เป็นเมืองตากอากาศที่คนกรุงเทพฯ อยู่ใกล้ ไปท่องเที่ยวได้แล้วก็เป็นช่วงสงครามเย็นที่มีทหารเข้ามาพักผ่อนเป็นจำนวนมาก

ประกอบกับพื้นที่ของพัทยาเอง พอมีการเข้ามาของคนหลายๆ ชาติ มันทำให้เป็นพื้นที่ที่ทันสมัย ได้รับแนวคิดใหม่ๆ โดยเฉพาะเรื่องความหลากหลายแล้วก็เรื่องความเสมอภาคที่มาพร้อมกับทหารในยุคนั้น แล้วมันก็เป็นการขยายโอกาสให้กับกะเทยที่ต้องการเสี่ยงโชคเดินทางไปต่างประเทศ” วัชรวุฒิ ระบุ

วัชรวุฒิ วิเคราะห์อัตลักษณ์ของคาบาเรต์โชว์ทั้ง 3 คณะ 1.ทิฟฟานี่โชว์ ตั้งแต่ตราสัญลักษณ์ที่สื่อถึง “ครึ่งชาย-ครึ่งหญิง” อันเป็นการอธิบายลักษณะของกะเทยในยุคที่เริ่มก่อตั้งคณะ ส่วนความหมายของคำว่าทิฟฟานี่ สันนิษฐานว่าน่าจะมาจาก “เพชรทิฟฟานี่ (Tiffany Yellow Diamond)” อันเป็นชื่อเพชรสีเหลืองของบริษัทค้าเพชรในทวีปยุโรป จึงเป็นการสื่อสารกับสังคมว่า “กะเทยเป็นเพชรที่มีคุณค่า” ในยุคที่ประเด็นความหลากหลายทางเพศยังอยู่ในความมืด

ทิฟฟานี่โชว์มีการพัฒนาการแสดงมาตลอดจนช่วงหนึ่งมีชื่อเสียงติด 1 ใน 10 โชว์ระดับโลกเลยทีเดียว และมีการปรับปรุงให้เข้ากับยุคสมัยที่สังคมยอมรับความหลากหลายทางเพศมากขึ้น เช่น ในยุคแรกๆ ของการแสดง มีการใช้คำโฆษณาว่า The Original Transvestite Cabaret Show ซึ่ง Tranvestite ในอดีตเป็นคำที่มีความหมายเชิงลบเพราะจัดเป็นอาการป่วยทางจิตชนิดหนึ่ง แต่ต่อมาได้เปลี่ยนเป็น The Original and Formal Cabaret Performers ขณะที่คำว่า Tranvestite ในเวลาต่อมาในทางการแพทย์ก็ถูกถอดออกจากบัญชีโรคทางจิตเช่นกัน

เช่นเดียวกับการแสดง คาบาเรต์โชว์ในประเทศไทยจะแตกต่างจากคาบาเรต์โชว์รูปแบบดั้งเดิมในโลกตะวันตก โดยเน้นไปที่การลิปซิงค์และการแสดง ไม่มีการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในโรงมหรสพ และปรับเปลี่ยนการแสดงไปตามกลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยว เช่น จีน อินเดีย รัสเซีย ผสมผสานกับการศิลปวัฒนธรรมไทย ส่วนการประกวดมิสทิฟฟานี่นั้น เริ่มต้นขึ้นในปี 2518 แต่รายการประกวดที่มีการรับรองอย่างเป็นทางการจริงๆ เกิดขึ้นในปี 2541 ขณะที่เวทีมิสอินเตอร์เนชั่นแนลควีนนั้นเริ่มครั้งแรกในปี 2547

2.ไซม่อนคาบาเรต์ คำว่า “ไซ” มาจาก “ไทร” หรือ “ชัย” หมายถึง สุชัย รวยรินผู้ก่อตั้งคณะ บวกกับคำว่า “ม่อน” ที่มาจากคำว่า “ไดมอนต์ (Diamond)” ที่แปลว่าเพชร เพื่อให้ชื่อคณะดูมีความเป็นตะวันตก อีกทั้งเป็นการสื่อความหมายว่า กะเทยเปรียบเหมือนเพชร ดอกไม้หรือดวงดาว หมายถึงมีคุณค่า อนึ่ง สำหรับที่ไซม่อน ในยุคที่ยังทำการแสดง ณ เมืองพัทยามีนักแสดงกะเทยบางส่วนมองเห็นโอกาส จึงเดินทางไปเปิดการแสดงในยุโรป ในยุครุ่งเรืองนั้น ไซม่อนคาบาเรต์ มีสาขาทั้งพัทยา เชียงใหม่ แม้กระทั่งประเทศสิงคโปร์ แต่ปัจจุบันเหลืออยู่ที่ภูเก็ตเพียงแห่งเดียว

อนึ่ง เป็นที่น่าสังเกตว่า “แผ่นพับประชาสัมพันธ์คาบาเรต์โชว์ (ไม่ว่าคณะไหนก็ตาม) จะใช้ภาษาต่างประเทศทั้งสิ้น ไม่ว่าอังกฤษ จีน เกาหลี อาหรับ ฯลฯ แต่หาภาษาไทยยากมาก ซึ่งอาจเป็นเพราะกลุ่มผู้ชมโชว์ลักษณะนี้มักเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติมากกว่าคนไทย” ขณะที่รูปแบบการโชว์ จะเป็นการจัดแบ่งเป็นวัฒนธรรมหลากหลายชาติ เพื่อตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยว

และ 3.อัลคาซาร์ คาบาเรต์ ที่มาที่ไปของชื่อคณะยังเป็นเพียงข้อสันนิษฐาน โดยคำว่า“อัลคาซาร์” น่าจะสื่อถึง “ปราสาทใหญ่โตโอ่โถงสวยงาม” ซึ่งมีสถานที่ชื่ออัลคาซาร์ (Alcazar) และมีลักษณะดังกล่าวตั้งอยู่ ณ ประเทศสเปน และนอกจากการจัดการแสดงแล้ว อัลคาซาร์ยังมีเวทีประกวดนางงาม “มิสอัลคาซาร์” อีกด้วยในช่วงสั้นๆ โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2539 ต่อมาในปี 2548 เปลี่ยนชื่อเวทีเป็น “มิส APSA” แต่จัดประกวดได้จนถึงปี 2549 ก็ยุติไป

แม้จะหาข้อมูลมาเป็นจำนวนมาก แต่ในตอนท้าย วัชรวุฒิ ก็ยังย้ำว่า ข้อมูลที่นำมาเผยแพร่นี้อาจคลาดเคลื่อนได้ เนื่องจากเป็นการรวบรวมจากหลักฐานเท่าที่จะสามารถค้นหาได้ในปัจจุบัน ดังนั้นหากในอนาคตมีหลักฐานใหม่เพิ่มเติมก็อาจจะนำมาแก้ไขข้อมูลที่นำเสนอนี้ได้ต่อไป!!!

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  •  

Breaking News

อนุทิน บอกเจอ ทักษิณ ต้องกราบตักอยู่แล้ว ไม่ได้คุยอะไรพิเศษ แค่ถามสารทุกข์สุกดิบ

ครั้งแรกของประเทศ! สธ.เตรียมจัดใหญ่ มหกรรมนวดไทยและเวลเนสแห่งชาติ 2569

กลุ่มผึ้งหลวง เคาะส่ง นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ หลานชาย พ.ต.อ.ธงชัย ลงชิงเก้าอี้ นายก อบจ.นนทบุรี

อนุทิน กราบตัก ทักษิณ ส่งขึ้นรถกลับบ้าน อิ๊งค์ ชวน อาหนู ปิดห้องกินข้าวกับพ่อ หลังงานสวดพระอภิธรรม เกรียง กัลป์ตินันท์

Back to Top
FooterLogo

ผู้ดูแลเว็บไซต์ www.naewna.com
webmaster นายปรเมษฐ์ ภู่โต
ดูแลรับผิดชอบข่าว/ภาพ/โฆษณา/ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
กรรมการบริษัทฯ, กรรมการผู้มีอำนาจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าว/ภาพ/ข้อมูลใดๆในเว็บไซต์ทั้งสิ้น

Social Media

  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  • Youtube
  • Instagram
  • Tiktok
  • RSSFeed
  • หน้าแรก |
  • เกี่ยวกับแนวหน้า |
  • โฆษณากับเรา |
  • ร่วมงานกับเรา |
  • ติดต่อแนวหน้า |
  • นโยบายข้อตกลง
Copyright © 2026 Naewna.com All right reserved