วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569
21 ต.ค.65 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า จากการที่ตนพร้อมด้วย ดร.อัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) และ ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) ได้ลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย พะเยา และน่าน เพื่อเยี่ยมสถานศึกษา ติดตามการดำเนินการตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และรับฟังความต้องการของพื้นที่ พบว่า หนึ่งในข้อเรียกร้องของพื้นที่ที่ตรงกัน คือ ขอให้มีการจัดหลักสูตรทวิศึกษา ซึ่งเป็นการเรียนร่วมหลักสูตรอาชีวศึกษาและมัธยมศึกษาตอนปลายเมื่อสำเร็จการศึกษาผู้เรียนจะได้รับวุฒิการศึกษาทั้งการศึกษาขั้นพื้นฐานระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาสด้านวิชาชีพให้แก่ผู้เรียนสายสามัญศึกษาได้เรียนสายช่างควบคู่ไปด้วย แต่ช่วงที่ผ่านมาการสอนหลักสูตรทวิศึกษาได้หยุดชะงักลง และ ขณะนี้มีเด็กที่เรียนในหลักสูตรนี้ค้างท่ออยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งทางจังหวัดต้องการให้จัดหลักสูตรนี้ต่อไป โดยเฉพาะในกลุ่มโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ และโรงเรียนในโครงการพระราชดำริ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่เด็กกลุ่มด้อยโอกาส
“ดิฉัน ได้รับฟังรายงานการจัดการศึกษาหลักสูตรทวิศึกษา ของโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 56 จังหวัดน่าน ซึ่งได้ทำบันทึกข้อตกลงกับวิทยาลัยสารพัดช่างน่าน โดยมีการจัดหลักสูตรทวิศึกษาร่วมกันใน 2 รายวิชา คือ หลักสูตรการตลาด และหลักสูตรช่างยนต์ มาตั้งแต่ปี 2558-2564 มีนักเรียนเรียนจบหลักสูตรจำนวน 104 คน และในส่วนของวิทยาลัยการอาชีพเวียงสา ได้จัดหลักสูตรทวิศึกษา ปี 2561 - 2562 มีนักเรียนจบหลักสูตร จำนวน 32 คน ขณะที่จังหวัดเชียงราย โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 15 (เวียงเก่าแสนภูวิทยาประสาท) ได้ร่วมกับ วิทยาลัยการอาชีพเวียงเชียงรุ้ง เปิดสอนทวิศึกษา 6 สาขาวิชา ได้แก่ ช่างก่อสร้าง ช่างยนต์ ช่างไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ธุรกิจ คหกรรม และการบัญชี ซึ่งทำให้นักเรียนที่จบหลักสูตรทวิศึกษา สามารถเลือกเรียนต่อในระดับสูงได้ทั้งสายวิชาชีพในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง(ปวส.) และ ปริญญาตรี ขณะเดียวกันเด็กบางคนก็สามารถนำความรู้และวุฒิ ปวช.ไปประกอบอาชีพได้เลย” นางสาวตรีนุช กล่าว
รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า ตนได้มอบนโยบายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ร่วมกันขับเคลื่อนการจัดหลักสูตรทวิศึกษา โดยมีการจัดทำแผนระดับจังหวัด ว่า ควรจัดทวิศึกษารายวิชาใด ในโรงเรียนไหน รวมถึงแก้ไขปัญหาที่ทำให้โครงการนี้หยุดชะงักลง สำหรับเด็กชั้น ม.4 เรียนหลักสูตรทวิศึกษาซึ่งที่ค้างท่ออยู่ในปัจจุบันก็ให้จัดการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง และสามารถเปิดรับนักเรียนรุ่นต่อไปในปีการศึกษา 2566 ได้ ทั้งนี้ ตนได้ย้ำไปด้วยว่าการจัดหลักสูตรทวิศึกษาให้เป็นไปตามความพร้อมของทั้งโรงเรียนและวิทยาลัย และผู้ที่จะได้รับประกาศนียบัตร 2 หลักสูตร จะต้องเรียนรายวิชาครบตามเงื่อนไขของทั้ง 2 หลักสูตร ในการนี้ให้เลขาธิการ กพฐ.และเลขาธิการ กอศ.หารือร่วมกันในรายละเอียดการดำเนินงานทั้งการจัดการเรียนการสอนและงบประมาณ
ด้าน ดร.อัมพร กล่าวว่า การจัดการเรียนการสอนรูปแบบทวิศึกษา เป็นความร่วมมือระหว่าง สพฐ.กับ สอศ. ที่เคยจัดมาก่อนนี้แล้ว แต่ได้เว้นช่วงไป ตอนนี้จึงจะฟื้นขึ้นมาใหม่ โดยจัดในโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ คู่กับวิทยาลัยอาชีวศึกษาที่อยู่ใกล้เคียง โดยขณะนี้ มีโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ สมัครเข้าร่วมโครงการแล้ว 30 กว่าแห่ง ซึ่งการที่เราฟื้นความร่วมมือนี้ขึ้นมา จะทำให้เด็กในโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ซึ่งเป็นเด็กด้อยโอกาส ได้เรียนทั้งสายสามัญ และสายอาชีพ และได้รับวุฒิการศึกษาทั้งสายสามัญและสายอาชีพ สามารถทำงานได้ เรียนต่อได้ และตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติ ที่ต้องการให้เด็กเรียนสายอาชีพเพิ่มมากขึ้นด้วย
"ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สพฐ.ได้มีการปรับการเรียนรูปแบบทวิศึกษา ไปเป็นห้องเรียนอาชีพ ซึ่งไม่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียน เพราะถึงแม้เด็กจะได้เรียนทั้งสายสามัญ และสายอาชีพ แต่ในส่วนของสายอาชีพนั้น เด็กจะได้แค่หน่วยกิตสะสม จะไม่ได้รับวุฒิสายอาชีพ จึงทำให้เด็กไม่สนใจ โครงการจึงไม่ประสบความสำเร็จ จึงจำเป็นต้องกลับมาฟื้นทวิศึกษาใหม่ เพื่อให้เด็กที่เรียนแล้วได้ทั้งอาชีพและได้รับวุฒิการศึกษาด้วย" ดร.อัมพร กล่าว
ขณะที่ ว่าที่ร้อยตรี ดร.ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(เลขาธิการ กอศ.) กล่าวว่า สพฐ.และ สอศ. ได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาจัดทวิศึกษาร่วมกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยจะเริ่มตั้งแต่ภาคเรียนที่ 1 / 2566 โดยจะนำร่องที่โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ทั่วประเทศให้เต็มรูปแบบก่อน ส่วนโรงเรียนที่จัดอยู่แล้วก็จะไปทำให้ต่อเนื่อง แต่จะไม่เน้นจัดทวิศึกษากับโรงเรียนที่อยู่ในเมือง จะเน้นในพื้นที่ห่างไกลที่อยู่ตามรอบนอกเพื่อสร้างโอกาสทางสายอาชีพให้กับเด็กๆ
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี