วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
“5 ธันวาคม” ของทุกปี นอกจากจะเป็นวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ในหลวงรัชกาลที่ 9)รวมถึงเป็นวันพ่อแห่งชาติแล้ว ยังเป็น “วันดินโลก(World Soil Day)” อีกด้วย ซึ่งสืบเนื่องจากในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับการพัฒนาดินอย่างต่อเนื่องจนปรากฏผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ทั้งในประเทศและนานาชาติ
ทำให้ที่ประชุม องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ในปี 2555 ผลักดันให้เกิดวันดินโลกขึ้น และได้รับการรับรองจากที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (UN) ในปี 2556 โดยดินนั้นเปรียบเสมือนรากฐานของสิ่งมีชีวิต ดังที่คนไทยมีคำเรียกว่า “แม่ธรณี” เพราะดินเป็นแหล่งกำเนิดอาหารเลี้ยงประชากรโลกทั้งพืช สัตว์และมนุษย์ ดังนั้นจึงต้องดูแลรักษาดินให้ดี ซึ่งก็จะเชื่อมโยงกับการดูแลระบบนิเวศ รักษาสิ่งแวดล้อมของโลกใบนี้ด้วย
“ข้าวของเครื่องใช้มาจากดินเยอะที่สุด ป่าไม้ ต้นไม้ พืชผัก ธัญญาหาร หรือการเลี้ยงสัตว์ก็ต้องอาศัยดินทั้งนั้น แต่สภาพปัญหาที่เกิดขึ้นคือดินของเรามันถูกการพัฒนาเศรษฐกิจแผนใหม่หรือแบบตะวันตกเข้ามารุกราน จนกระทั่งทุ่งนาเราก็ดินแข็งโป๊ก ที่ดอนหน่อยปลูกมันก็แข็งโป๊ก เป็นดินดาน ถ้าสูงขึ้นไปบนเขา สูงกว่าดอนหน่อยก็ตัดต้นไม้กันจนเหี้ยนเต้ จุดไฟเผาปลูกข้าวโพด สภาพอะไรต่างๆ พวกนี้เป็นสภาพของปัญหา”
สุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย (มท.) กล่าวถึงความสำคัญของทรัพยากรดินและปัจจัยที่ทำให้สภาพดินเสื่อมโทรม ซึ่งกระทรวงมหาดไทยมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเพื่อแก้ไขปัญหา โดยเชิญชวนประชาชนให้หันกลับไปดูวิถีชีวิตของบรรพบุรุษที่ทำมาหากินอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมโดยไม่เบียดเบียน เมื่อเทียบกับคนรุ่นต่อมาจนถึงปัจจุบันที่ดำรงชีวิตแบบทำลายสิ่งแวดล้อม และการทำลายนั้นก็ส่งผลกระทบย้อนกลับมาถึงมนุษย์เอง เช่น การถางป่าซึ่งมีการเผาในที่โล่งผลที่ตามมาคือมลพิษจากฝุ่นขนาดเล็ก 2.5 ไมครอน หรือ PM2.5 เป็นต้น
ทั้งนี้ หน้าที่หลักของกระทรวงมหาดไทยคือ “บำบัดทุกข์-บำรุงสุข” โดยเฉพาะ “การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน” โดย มท. มีข้าราชการคือผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอกระจายกันไปทำงานในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินยังกำหนดให้ผู้ว่าฯ-นายอำเภอ มีบทบาทเป็นผู้นำ ทำงานขับเคลื่อนร่วมกับทุกกระทรวง เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ ฯลฯ
หนึ่งในนั้นคือการผลักดันให้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่ง พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว (ในหลวงรัชกาลที่ 10 หรือรัชกาลปัจจุบัน) ทรงมีพระราชปณิธานแน่วแน่ในการที่จะสืบสาน รักษาและต่อยอด เพื่อให้ประชาชนมีความสุขและประเทศชาติมีความมั่นคง
โดย มท. ได้น้อมนำแนวพระราชดำริในเรื่องการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ การพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา” ซึ่งในหลวงรัชกาลที่ 10 พระราชทานแนวทาง “อารยเกษตร” อันเป็นการบริหารจัดการพื้นที่และมีป่าเกิดขึ้นด้วย เรียกว่า “ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” หรือ “ไม้ 5 ระดับ” มาขับเคลื่อนร่วมกับหลายภาคส่วน เช่น สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ ผู้นำชุมชนและประชาชน เป็นต้น เพื่อนำทฤษฎีใหม่ไปใช้ปรับปรุงพื้นที่ให้อุดมสมบูรณ์ มีแหล่งกักเก็บน้ำที่ช่วยลดความเสี่ยงน้ำท่วมในฤดูฝนและมีน้ำใช้ในฤดูแล้ง
“ที่สำคัญที่สุด สิ่งที่เรารณรงค์ส่งเสริมเพื่อให้เป็นไปตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คนพึ่งพาตนเองได้ เราก็ให้ความสำคัญที่จะต้องลด-เลิกใช้สารเคมี ใช้พวกยาฆ่าแมลงปุ๋ยเคมีอะไรพวกนี้ แล้วก็ให้หันกลับมาใช้แนวทางกสิกรรมธรรมชาติ มีการฝึกอบรมทั้งข้าราชการ ทั้งพี่น้องประชาชน แล้วก็ลงไปทำขับเคลื่อนจริงในพื้นที่ สร้างพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ตามหลักอารยเกษตร สวยงามด้วยสมบูรณ์ด้วย แล้วก็มีเรื่องของทฤษฎีใหม่ เรื่องของการห่มดิน เรื่องของการทำป่าเปียก เรื่องของการปลูกต้นไม้ 5 ระดับ เรื่องของการแบ่งพื้นที่ในการสร้างความมั่นคงด้านอาหาร โดยรวมอย่างนี้แล้วก็ขับเคลื่อนอย่างรุนแรง เข้มข้น” สุทธิพงษ์ กล่าว
ปลัด มท. กล่าวต่อไปว่า “การบริหารจัดการขยะในครัวเรือน” ก็มีความสำคัญและเชื่อมโยงกับการดูแลคุณภาพดิน โดยส่งเสริมให้ครัวเรือนคัดแยก “ขยะอินทรีย์” หมายถึงขยะที่เน่าเปื่อยได้ เข้าสู่ระบบปิดโดยการใส่ลงใน “ถังขยะเปียกลดโลกร้อน” ตั้งเป้าทำครบทุกพื้นที่ภายในเดือนธ.ค. 2565 เพื่อเปลี่ยนขยะให้เป็นปุ๋ยอินทรีย์สำหรับนำไปบำรุงดินเพื่อใช้ปลูกพืชผักต่างๆ
ประการต่อมา “การปลูกพืชผักสวนครัว”ตามแนวพระราชดำริของ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นอีกเรื่องที่ มท. ขับเคลื่อนเพื่อให้ประชาชนสนใจบำรุงดิน ซึ่งได้ประโยชน์ทั้งการมีความมั่นคงด้านอาหาร ลดค่าใช้จ่ายจากการไปซื้อพืชผักมาทำอาหารรับประทาน และมีพืชผักที่ปลอดภัยไว้บริโภคในครัวเรือนซึ่งเป็นผลดีต่อสุขภาพด้วยเพราะปลูกแบบอินทรีย์
“เสื้อผ้า-เครื่องนุ่งห่ม” เป็นอีกด้านที่หากปรับปรุงกระบวนการผลิตแล้วจะช่วยรักษาดินและสิ่งแวดล้อมด้วย ซึ่ง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงสืบสานพระราชปณิธานของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงโดยทรงมีพระวินิจฉัย แนะนำให้กระทรวงมหาดไทยไปพูดคุยกับประชาชนที่เป็นเกษตรกรและใช้เวลาว่างประกอบอาชีพทอผ้า ให้ลดการพึ่งพาเส้นใยผ้าแบบอุตสาหกรรม หันมาปลูกฝ้ายและปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเพื่อใช้เป็นเส้นใยแทน รวมถึงปลูกไม้สำหรับใช้เป็นสีย้อม
เนื่องจากการใช้สีย้อมที่เป็นสารเคมีส่งผลต่อสุขภาพของผู้สวมใส่ ขณะที่กระบวนการย้อมสีหากเทสีเคมีที่ใช้แล้วลงสู่พื้นดินจะกระทบต่อคุณภาพดิน เช่น ทำให้ดินแข็ง หรือเทลงแหล่งน้ำก็ทำให้น้ำเน่าเสีย ดังนั้นการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตเสื้อผ้า-เครื่องนุ่งห่มจากเคมีเป็นอินทรีย์จึงเป็นการเกื้อกูลต่อดิน ทั้งนี้ เมื่อมองไปทั่วประเทศไทย มีหลายชุมชนหรือหลายพื้นที่ ที่สามารถเป็น “ต้นแบบ” แหล่งเรียนรู้ดูงานสำหรับผู้สนใจ
อาทิ “บ้านดอนกอย ต.สว่าง อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร” ซึ่งสนองพระดำริของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในเรื่องหมู่บ้านยั่งยืน (Sustainable Village) โดยเป็นชุมชนทอผ้าย้อมครามจากสีธรรมชาติ, “จังหวัดอุบลราชธานี” เช่น วัดป่าศรีแสงธรรม ต.ห้วยยาง อ.โขงเจียม หรือที่ วัดวังอ้อ ต.หัวดอน อ.เขื่องใน ที่ส่งเสริมโคก หนอง นา อารยเกษตร,
“ตำบลโก่งธนู อ.เมือง จ.ลพบุรี” ซึ่งเข้าร่วมโครงการบ้านนี้มีรักปลูกผักกินเอง ตามพระราชดำริของ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี แต่ละบ้านปลูกผักสวนครัวไว้บริโภคในครัวเรือน จากนั้นกระทรวงมหาดไทยได้ส่งเสริมให้เป็นพื้นที่ต้นแบบและยังมีอีกมากมายทุกภาคไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือ ใน จ.เชียงใหม่ จ.ลำพูน, ภาคใต้ ใน จ.พัทลุง จ.นครศรีธรรมราช จ.ภูเก็ต จ.ยะลา เป็นต้น ซึ่งในเบื้องต้นแม้จะยังมีจำนวนน้อย เพียงหลักแสนครัวเรือนต่อประชากรทั้งหมด 24 ล้านครัวเรือน แต่ก็จะพยายามส่งเสริมต่อไป
กลับมาที่การจัดงานวันดินโลก ซึ่งมีการประกวดผลงานและมอบรางวัล King Bhumibol World Soil Day Award สำหรับบุคคล ชุมชน องค์กร หน่วยงาน สถาบันการศึกษา ที่มีผลงานและกิจกรรมเป็นที่ประจักษ์ในการส่งเสริมและการสร้างความตระหนักในความสำคัญของทรัพยากรดินและการจัดการดินอย่างยั่งยืน ซึ่ง สุทธิพงษ์กล่าวว่า การประกวดถือเป็นกุศโลบายที่ดีอย่างหนึ่งเพราะเป็นรางวัลระดับสากลที่มอบโดยองค์กรระดับโลกอย่าง FAO อีกทั้งยังใช้พระนามของในหลวงรัชกาลที่ 9 ตั้งเป็นชื่อรางวัล
“ไหนๆ เราก็ทำอยู่แล้ว และมีรางวัลของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เป็นชื่อรางวัล เราก็ได้ถือโอกาสนี้ในการปลุกระดมให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด นายอำเภอทุกอำเภอ ช่วยกันระดมสรรพกำลังทีมงานทั้งภาคประชาชน ภาควิชาการ ภาคผู้นำศาสนา ภาคธุรกิจ ภาคสื่อมวลชน อะไรทั้งหลาย ช่วยกันในการที่จะให้ความสำคัญกับการที่จะให้พี่น้องประชาชนทุกครัวเรือน ได้พลิกฟื้นผืนดินของตัวเองให้เป็นผืนดินที่อุดมสมบูรณ์ ใช้ผืนดินทุกตารางนิ้วให้เป็นประโยชน์ในการปลูกพืชผักสวนครัว ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ
คือถ้าไม่ปล่อยให้ดินมันรกร้างเตียนโล่งไม่มีการดูแล ปลูกพืชผัก พรวนดิน ไม่อะไรเลยดินมันก็เสีย แต่ว่าถ้าเราได้ใช้ประโยชน์ ได้พรวนดิน ได้รดน้ำ พวกไส้เดือน จุลินทรีย์มันก็มา เราไม่ทำให้หน้าดินมันโดนแดดโดยตรง มีร่มเงาของต้นไม้ มีเศษหญ้าเศษฟางมาปกคลุม มีการไม่ทิ้งขยะเปรอะเปื้อนไปเรื่อย แล้วยังเอาขยะเปียกมาทำปุ๋ยหมักใส่บำรุงดินอีก ฉะนั้นมันก็เข้าข่ายเข้าเกณฑ์ที่เราจะไปรณรงค์กัน” ปลัด มท. ระบุ
สำหรับการจัดกิจกรรมวันดินโลก ประจำปี 2565 โดยกระทรวงมหาดไทย ในช่วงระหว่างวันที่ 1-15 ธ.ค. 2565 นั้น สุทธิพงษ์ เปิดเผยว่าทุกกรมและรัฐวิสาหกิจในสังกัด มท. จะลงพื้นที่ไปทำงานร่วมกับประชาชนที่เป็นภาคีเครือข่าย เพื่อให้ผืนดินบริเวณนั้นกลายเป็นพื้นที่ต้นแบบ เช่น การนำวัสดุเหลือใช้ อาทิ เศษใบไม้-วัชพืชมาทำปุ๋ยอินทรีย์ การทำน้ำยา EM เพื่อเร่งปฏิกิริยาของวัสดุเหลือใช้ดังกล่าวให้เน่าเปื่อยกลายเป็นปุ๋ยเร็วขึ้น การห่มดิน การเลี้ยงดินเพื่อให้ดินเลี้ยงพืช เป็นต้น ซึ่งกิจกรรมตลอดทั้ง 15 วัน จะเป็นเหมือนการปลุกกระแส
จากนั้นตลอดทั้งปี 2566 มท. จะเดินหน้าขับเคลื่อนในเชิงปฏิบัติเพื่อทำนุบำรุงดิน ป้องกันหรือลดปัญหาการเผาตอซังข้าว รวมถึงใช้บทบาทของผู้ว่าราชการจังหวัด ประสานกับศึกษาธิการจังหวัด วางนโยบายให้เด็กทุกคนที่เข้าเรียนใหม่ในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ได้ปลูกไม้ประจำชีวิต อย่างน้อย 1 คน 1 ต้น ไม่ว่าที่บ้าน โรงเรียนหรือพื้นที่สาธารณะ โดยให้นักเรียนรายงานครูเรื่องการดูแลต้นไม้นั้นเป็นระยะๆ ว่าต้นไม้นั้นเติบโตเพียงใด ตลอดจนการขยายผลแนวทางอารยเกษตร ที่ในหลวงรัชกาลที่ 10 พระราชทานไว้และแนวทางหมู่บ้านยั่งยืน ตามพระดำริของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ให้เพิ่มขึ้น
ขณะที่การส่งผลงานประกวดรางวัล King Bhumibol World Soil Day Award นั้น ในส่วนของ มท. ต้องการให้เป็นหมุดหมายเพื่อกระตุ้นผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอและประชาชน ได้ลุกขึ้นมาดูแลแผ่นดินของเราให้อุดมสมบูรณ์ ส่วนจะได้รับรางวัลหรือไม่นั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่หากได้รับรางวัลก็นับว่าเป็นเกียรติที่หน่วยงานระดับสหประชาชาติให้การยอมรับว่าชาวไทยได้ช่วยกันดูแลแผ่นดินให้อุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งกำเนิดอาหารการกินเลี้ยงคนในครอบครัว ในชาติและในโลก อีกทั้งยังได้ภาคภูมิใจในฐานะชาวไทย ว่าได้ปฏิบัติตามคำสอนของในหลวงรัชกาลที่ 9 เรื่องการช่วยกัน“แก้ไขในสิ่งผิด” เพราะเราใช้ชีวิตกันแบบทำร้ายธรรมชาติมานาน
“กราบเรียนว่าไม่ใช่เพราะมีวันดินโลกแต่จริงๆ ชีวิตพวกเราย่ำแย่เพราะว่าพวกเราช่วยกันทำลายล้างมาเป็นระยะเวลายาวนานพอสมควร ฉะนั้นถึงเวลาที่เราต้องกลับไปทำให้แผ่นดินของเราเป็นแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ เป็นแผ่นดินที่เหมาะสมกับการที่จะเป็นแหล่งอาหาร เป็นแหล่งที่พักผ่อนหย่อนใจเป็นที่อยู่อาศัยของทั้งเราแล้วก็ของสัตว์โลกอย่างอื่นด้วย” ปลัด มท. กล่าวทิ้งท้าย
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี