533.jpg
หลายองค์กรร่วมเสวนา หาแนวทางสร้าง‘เมืองฉลาดและน่าอยู่’

หลายองค์กรร่วมเสวนา หาแนวทางสร้าง‘เมืองฉลาดและน่าอยู่’

วันจันทร์ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.
Tag :

เมื่อเร็วๆ นี้ มีการจัดเสวนาเรื่อง “ความท้าทายจากนโยบายสู่การปฏิบัติ (Policy in Action) ของการพัฒนาเมืองที่น่าอยู่และฉลาด”ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน “Thailand Smart City Expo 2022” จัดขึ้นที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดย ชณกช ชสิธภนญ์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์การพัฒนาเมือง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.-สภาพัฒน์) กล่าวว่า ในปัจจุบันแผนการพัฒนาขับเคลื่อนเสร็จแล้ว แต่จะทำอย่างไรให้ขับเคลื่อนแล้วได้ผลที่เป้าหมายกำหนดไว้

ซึ่งกรณีของ “หมุดที่ 8” จะมีเป้าหมายอยู่ 3 เป้าหมาย ได้แก่ 1.การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของภาค ซึ่งจะเป็นหมุดเดียวกับภาคพื้นที่และเมือง โดยการที่จะทำให้มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจะต้องมีการจ้างงาน เพื่อมีเศรษฐกิจและกิจกรรมต่างๆ ให้เกิดขึ้น ดังนั้น จะเป็นสิ่งที่เป็นผลต่อเนื่องทั้งรัฐบาลและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องทำ ก็คือรัฐบาลมีนโยบายสร้างให้เกิดกำลังคนที่พร้อมที่จะผลักดันให้เกิดเศรษฐกิจรูปแบบใหม่เช่น EEC มีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม และมีกฎระเบียบที่เอื้ออำนวย


2.การกระจายรายได้ให้ทั่วถึง การกระจายรายได้เกิดขึ้นได้จะต้องมีการจ้างงานเกิดขึ้นในพื้นที่ ถ้าหากกระจายรายได้ไม่ทั่วถึงจะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำเกิดขึ้น และ 3.การพัฒนาเมืองให้น่าอยู่อย่างยั่งยืน ซึ่งเมืองอัจฉริยะ (DEPA) จะเกิดขึ้นได้ จะต้องมีแผนที่ดี มีการปฏิบัติซึ่งมีทรัพยากร กลไกต่างๆ ต้องพร้อม มีติดตามประเมินผลและมีการปรับเปลี่ยนแผนเมื่อจำเป็น

“โดยแผนการพัฒนาที่ 13 เป็นแผนระดับที่ 2 ซึ่งหมายความว่าเป็นระดับนโยบาย การกระทำจะเกิดขึ้นในระดับที่ 3 ซึ่งเป็นแผนที่หน่วยงานต่างๆ ทุกระดับเป็นผู้ทำ จะเห็นได้ว่าเป้าสำคัญที่กำหนดไว้ เช่น การพัฒนาเมืองให้น่าอยู่ คนจะต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีทั่วถึง เมืองที่ดีจะต้องเป็นเมืองที่มีความยั่งยืนและพร้อมปรับตัวซึ่งทุกคนจะต้องได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน” ผอ.กองยุทธศาสตร์การพัฒนาเมือง สภาพัฒน์ ระบุ

ภาสกร ประถมบุตร รองผู้อำนวยการกลุ่มงานโครงการพิเศษและศูนย์พัฒนาดิจิทัลและนวัตกรรม สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) กล่าวว่า ความท้าทายในการทำ “สมาร์ทซิตี้” คือการเปลี่ยนความคิดของคน โดยเฉพาะผู้นำเมืองหรือนายกเทศมนตรีที่เกิดความกลัวจึงทำให้ปิดกั้นสิ่งต่างๆ นอกจากนี้สิ่งที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีผู้นำรุ่นเก่าจะรับได้ยากจึงทำให้เกิดช่องว่าง และเรื่องของงบประมาณก็เป็นความท้าทายเช่นกัน

“ในส่วนของกฎหมายก็ปรับเปลี่ยนตามเทคโนโลยีไม่ทัน ซึ่งจำเป็นต้องสร้างองค์ความรู้เข้าช่วย โดยการร่วมมือกับเอกชนเข้ามาเพื่อไม่ให้ทางหน่วยงานท้องถิ่นรับภาระเพียงคนเดียวนอกจากนี้การนำคนรุ่นใหม่เข้ามาเพราะจะรับรู้เรื่องเทคโนโลยีได้เร็ว ซึ่งคนรุ่นใหม่ที่นำมาเทรนเรื่องของสมาร์ทซิตี้ก็เป็นคนในพื้นที่” รอง ผอ.กลุ่มงานโครงการพิเศษและศูนย์พัฒนาดิจิทัลและนวัตกรรม DEPA กล่าว

ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) กล่าวว่า ความท้าทายคือการหาจุดสมดุลระหว่างการส่งเสริมให้ใช้เทคโนโลยี และการกำกับดูแลการใช้เทคโนโลยี โดยปัจจุบันจะมุ่งเน้นส่งเสริมมากกว่ากำกับดูแล ตัวอย่างเช่น ถ้าเมืองต้องการทำตลาดกลางขายสินค้าเกษตร โดยตลาดต้องการคนขายและคนซื้อ และตัวแพคฟอร์มออนไลน์เป็นหนึ่งในทางแก้ ซึ่งเครื่องมือในการวิเคราะห์ข้อมูล

“เช่น AI นำมาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลการซื้อขายและการขึ้นลงของราคาสินค้า แต่เมื่อนำ AI มาใช้จะมีปัญหาหรือไม่ ข้อมูลที่นำมาวิเคราะห์มีการกรองเอาข้อมูลส่วนบุคคลออกหรือไม่ ซึ่งมีเรื่องกฎหมายและระเบียบที่ต้องทำตาม และอาจจะทำให้กีดกันคนบางกลุ่มออกไป ซึ่งเป็นมุมของธรรมาภิบาลที่ต้องเข้าไปกำกับดูแล” ผอ.ETDA ยกตัวอย่าง

ขวัญพัฒน์ สุทธิธรรมกิจ เจ้าหน้าที่ธนาคารโลก (World Bank) ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ในส่วนของธนาคารโลกมีบทบาทส่งเสริมสมาชิกมากถึง 177 ประเทศ ซึ่งไทยเป็นผู้ถือหุ้นในธนาคารโลกด้วย เป้าหมายคือส่งเสริมให้ประเทศเกิดการพัฒนา เพื่อลดความยากจนและความเหลื่อมล้ำ ดังนั้น การพัฒนาเมืองจึงตอบโจทย์ในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งคำว่า “สมาร์ทซิตี้” ไม่ได้มีแค่ประเทศไทยเท่านั้น จึงได้นำประสบการณ์จากต่างประเทศมาเล่าให้กับหน่วยงานต่างๆ ว่าทิศทางในการขับเคลื่อนควรจะทำอย่างไรและควรจะไปทิศทางไหน

“เมื่อพูดถึงสมาร์ทซิตี้จะเป็นการขับเคลื่อนด้วยข้อมูล โดยประเทศไทยมีข้อมูลดิจิทัลเป็นรหัส 13 หลัก แต่ยังไม่มีการแบ่งปันข้อมูลและใช้ข้อมูล การที่จะทำให้เป็นสมาร์ทซิตี้ได้ เครื่องมือและข้อมูลต่างๆ จะต้องเชื่อมโยงกันเพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นไปวิเคราะห์ นอกจากนี้โจทย์สำคัญคือจะทำอย่างไรให้สามารถจัดการความแออัดให้น่าอยู่และยั่งยืนได้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือประเทศสิงคโปร์และเกาหลีใต้ ที่สามารถจัดการเมืองที่แออัดให้น่าอยู่เป็นผลสำเร็จได้” เจ้าหน้าที่ธนาคารโลกประจำประเทศไทย กล่าว

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top