วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
เตรียมเปิดเวทีถกปัญหาถูกเลือกปฏิบัติ สมัชชชนเผ่าครั้งที่ 7 ให้น้ำหนักพลังเยาวชนสร้างสรรค์
สภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย (สชพ.) เตรียมจัดกิจกรรมงานสมัชชาระดับชาติ ครั้งที่ 7 ในวันที่ 8-10 สิงหาคม 2566 ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ตลิ่งชัน กทม. โดยนอกจากจะมีการจะมีการรับรองสมาชิกสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทยชุดใหม่แล้ว ยังมีเวทีเสวนาสาธารณะนำเสนอและแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ปัญหา ศักยภาพ และบทเรียนการขับเคลื่อนกิจการสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทยในระดับภูมิภาคและเครือข่ายเชิงประเด็น โดยมีผู้แทนเครือข่ายเด็กและเยาวชนต้นกล้าชนเผ่าพื้นเมือง (TKN) ผู้แทนทั้ง 5 ภูมิภาคอีสาน กลาง ตะวันออก ตะวันตก ใต้ ร่วมกับภาคเหนือพื้นราบ และภาคเหนือพื้นที่สูง เข้าร่วมพูดคุย
เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2566 นายศักดิ์ดา แสนมี่ เลขาธิการ สชพ. กล่าวถึงภาพรวมการจัดงานว่า เนื้อหาหลักของปีนี้คือประเด็นเยาวชนภายใต้กิจกรรม “พลังเยาวชนชนเผ่าพื้นเมือง ร่วมสร้างสรรค์สังคมสู่การเปลี่ยนแปลง” ซึ่งจะมีเยาวชนมาร่วมงานกิจกรรมเป็นจำนวนมาก
“ในงานวันที่ 9 สิงหาคม เยาวชนจะมีการนำเสนอทั้งในลักษณะการแสดงละคร การแสดงวัฒนธรรม มีเวทีเท็ดทอล์คพูดคุยในประเด็นที่เยาชนต้องการเปลี่ยนแปลงในสังคม มีเวทีเสวนาสาธารณะที่มีตัวแทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมเข้าร่วมพูดคุยสนับสนุนชนเผ่าพื้นเมือง รณรงค์เน้นนวัตกรรมทางอาหาร ชุดแต่งกาย ดนตรีร่วมสมัย ให้เห็นความสำคัญในตัวตนพื้นเมือง ส่วนวันที่ 8 กับ 10 สิงหาคมนั้นจะเป็นกิจกรรมของสมาชิกสภาชนเผ่าฯชุดปัจจุบันจะหมดวาระ รายงานผลการดำเนินงานของสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทยในรอบ 4 ปี ที่ผ่านมา แล้วจะมีการเสนอสมาชิกสภาชุดใหม่ให้สมัชชากลุ่มพิจารณาและรับรอง หลังจากนั้นสมาชิกสภาชุดใหม่นำเสนอแผนงานการบริหารสภาชนเผ่าพื้นเมืองฯ ที่จะเกิดขึ้นในอีก 4ปีข้างหน้า” นายศักดา กล่าว
ทั้งนี้ฐานข้อมูลกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย ของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ระบุว่าประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งหมด 46 กลุ่ม กับอีก 3 สมาพันธ์ โดยจะมีตัวแทนของทุกกลุ่มชาติพันธ์มากกว่า 200 คน เดินทางมาเข้าร่วมประชุมสภาชนเผ่าพื้นเมืองในครั้งนี้ด้วย
เลขาธิการ สชพ. กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาสภาชนเผ่าพื้นเมืองฯ มีข้อเสนอประเด็นกฎหมายหลายลักษณะให้กับตัวแทนพรรคการเมืองต่างๆ บนเวทีเสวนาตั้งแต่ก่อนจะมีการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 สาระสำคัญคือรณรงค์ให้ความสำคัญกับการยอมรับการมีตัวตนของคนชาติพันธุ์
“ข้อเสนอด้านกฎหมายนี้รอให้รัฐบาลชุดใหม่ผลักดันร่วมกับเรา โดยพิจารณาร่างกฎหมายเข้าไปอยู่ในระเบียบวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ถ้ารัฐบาลชุดใหม่เห็นชอบก็เดินต่อได้เลย นอกจากนี้ยังมีกฎหมายส่งเสริมคุ้มครองวิถีชีวิตของกลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองอีก 4 ร่างซึ่งอยู่ในมือของนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันแล้ว ส่วนปัญหาเชิงนโยบาย เช่น กฎหมายป่าไม้ ที่ดิน เราเสนอให้มีการปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตกลุ่มชนเผ่า คุ้มครอง ยอมรับในตัวตนชนเผ่าพื้นเมืองฯ ทั้งในเขตป่า บนดอยสูง เกาะแก่ง ทะเล ต้องมีการจัดการให้อยู่ได้โดยใช้ฐานภูมิปัญญา เน้นการมีส่วนร่วมในขุมชน หน่วยงานต่างๆต้องร่วมกันเปิดพื้นที่มากขึ้น” นายศักดา กล่าว
อย่างไรก็ตาม สภาชนเผ่าพื้นเมืองฯ ยังจะเร่งผลักดันประเด็นเด็กชนเผ่าพื้นเมืองต้องเข้าถึงสวัสดิการ จากกรณีติดขัดเรื่องสถานะบุคคลหรือการมีสัญชาติไทย เพราะขั้นตอนระเบียบมีหลายส่วนรับผิดชอบตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด และกระทรวง ข้อเสนอเชิงนโยบายคือต้องลดขั้นตอนกลไกตั้งแต่ระดับอำเภอ
“ข้อเสนอประเด็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่เป็นคนเผ่าพื้นเมืองสูญหาย ครอบครัวควรได้รับความเป็นธรรม เช่น ชัยภูมิ ปะแส หรือ บิลลี่ รักพอจงเจริญ การนำกฎหมายมาบังคับใช้กับคนชนเผ่าพื้นเมือง หลายเรื่องสะท้อนให้เห็นการถูกเลือกปฏิบัติ อย่างไรก็ตามกิจกรรมงานสมัชชาระดับชาติครั้งนี้ยังมีกิจกรรมดีๆของเยาวชนที่มีโอกาสสืบสานสืบทอดการเข้ามาเป็นแกนนำชุมชนชาติพันธุ์ของเขา รวมถึงการสุ่มเสี่ยงสูญหายของภาษาและวัฒนธรรมบางอย่างของ 15 กลุ่มภาษา ซึ่งเป็นวิกฤติชาติพันธุ์ที่สภาชนเผ่าพื้นเมืองฯ ร่วมกับพลังภาคีชนเผ่าพื้นเมืองเข้าไปดำเนินการหาแนวทางสนับสนุนให้มีการอนุรักษ์ต่อไป" เลขาธิการ สชพ. กล่าว
ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถติดตาม กิจกรรมงานสมัชชาระดับชาติว่าด้วยสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ได้ทางเฟซบุ๊กเพจ @IMN เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี