การกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรป่าไม้นั้น เป็นการกระทำความผิดที่ได้กำหนดไว้ตามกฎหมายหลายฉบับซึ่งมีโทษทางอาญา โดยเฉพาะในพระราชบัญญัติป่าไม้ ซึ่งเป็นการกระทำความผิดที่มีผลกระทบต่อระบบนิเวศสิ่งแวดล้อม
ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้นสังเกตได้ว่าแนวคำวินิจฉัยเกี่ยวกับการตีความของศาลในประเด็นสำคัญนั้นค่อนข้างจะกว้างและขยายความตามทฤษฎีของกฎหมายอาญามากขึ้น อาทิ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5861/2559 ดุลพินิจในการลงโทษเกี่ยวกับไม้หวงห้ามในคำพิพากษาดังกล่าว ได้มีการใช้ดุลพินิจในการลงโทษจำเลยผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับไม้หวงห้ามไว้ดังนี้ “ไม้พะยูงของกลางเป็นไม้หวงห้ามที่มีราคาแพงมีความต้องการในตลาดสูงแม้มีจำนวนไม่มากแต่ก็เป็นการทำลายทรัพยากรที่สำคัญของประเทศเป็นเหตุให้สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติถูกทำลาย ประกอบกับปัจจุบันปัญหาลักลอบตัดไม้ทำลายป่าเพื่อประโยชน์ส่วนตนมีมากมีผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมจึงไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกจำเลย” จะเห็นได้ว่าดุลพินิจในการลงโทษจำเลยนั้นค่อนข้างจะเข้มข้นดังนั้นกรณีจำเลยจะอ้างเหตุผลส่วนตนหรือกรณีไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน เพื่อขอลงโทษในสถานเบาหรือรอการลงโทษนั้น คงจะไม่สามารถรับฟังได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8371/2551 การตีความขยายความนิยามคำว่าป่า ในที่ดิน ส.ป.ก. โดยสารตีความและให้ความเห็นว่า สำนักงาน การปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร (ส.ป.ก.) มีอำนาจตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร ในการนำพื้นที่ป่าไปดำเนินการปฏิรูปและจัดสรรให้เกษตรกร ซึ่งศาลวินิจฉัยว่าแม้ ส.ป.ก. มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ส.ป.ก.ที่มาจากการเพิกถอนสภาพป่าสงวนแห่งชาติแต่เห็นว่าที่ดินดังกล่าวยังคงเป็นที่ดินของรัฐอยู่ เพียงแต่เปลี่ยนแปลงประเภทวัตถุประสงค์การใช้ประโยชน์ในที่ดินและเปลี่ยนหน่วยงานรัฐผู้ดูแลและใช้ประโยชน์และยังคงเป็นป่าตามมาตรา 4 (1) แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ การที่จำเลยตัดฟันโค่นไม้ประดู่อันเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ในที่ดิน ส.ป.ก. โดยไม่รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่จึงเป็นความผิดฐานทำไม้หวงห้ามโดยไม่อนุญาตตามพระราชบัญญัติป่าไม้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 353/2553 การตีความเรื่องการครอบครอง การครอบครองเป็นองค์ประกอบความผิดฐานครอบครองไม้หวงห้ามซึ่งศาลตีความกว้างไปถึงการครอบครองเพื่อตนเองและครอบครองแทนผู้อื่นด้วย โดยในกรณีดังกล่าว จำเลยรับจ้างผู้อื่นชักลากไม้สักของกลางศาลได้ตีความว่าถือว่าเป็นการครอบครองไม้สักของการแทนเจ้าของผู้ว่าจ้างการกระทำของจำเลยมีความผิดฐานร่วมกันมีไม้สักของต่างไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต
ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาทั้ง 3 ประเด็นนั้นจะเห็นว่า ศาลมุ่งเน้นหยุดยั้งการกระทำผิดที่เกี่ยวกับการทำลายสภาพแวดล้อมธรรมชาติซึ่งจะกระทบต่อสังคมในภาพรวม โดยผลของคำพิพากษาดังกล่าวจะส่งผลกระทบออกไปสู่บุคคลภายนอกคดีในแง่การคุ้มครองด้านสิ่งแวดล้อม
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี