546.jpg
โทษจำคุกคนละ5ปี  4ตำรวจห้วยขวาง  รีดเงินสาวไต้หวัน

โทษจำคุกคนละ5ปี 4ตำรวจห้วยขวาง รีดเงินสาวไต้หวัน

วันพฤหัสบดี ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

โทษจำคุกคนละ5ปี

4ตำรวจห้วยขวาง

รีดเงินสาวไต้หวัน

แลกจับบุหรี่ไฟฟ้า

ห้วยขวาง รีดเงินนักแสดงสาวชาวไต้หวัน กับพวก 2.7 หมื่น แลกไม่ต้องถูกจับกุม มีบุหรี่ไฟฟ้า-ไม่พก passport ส่วนตำรวจอีก 2 นายรอดคุก

เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติ มิชอบกลาง ถนนเลียบทางรถไฟ ย่านตลิ่งชัน อ่านคำพิพากษา คดีรีดทรัพย์นักท่องเที่ยวไต้หวัน หมายเลขดำ อท 54/2566 ที่พนักงานอัยการ สํานักงานคดีปราบปรามการทุจริต 3 เป็นโจทก์ ฟ้องอดีตเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ห้วยขวางรวม 6 คน เป็นจําเลยในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบฯ


โดยโจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2566 เวลากลางคืน จําเลยทั้งหก สังกัด สน.ห้วยขวาง ปฏิบัติหน้าที่ตั้งจุดตรวจบริเวณหน้าสถานทูตจีน โดยจำเลยที่ 5 สังเกตเห็นรถยนต์ลักษณะต้องสงสัยจึงส่ง สัญญาณให้จอดเพื่อให้จําเลยที่ 4-5 ตรวจค้น โดย มีจําเลยที่ 1-3 อยู่ด้วย พบว่า กลุ่มคนโดยสารมีบุหรี่ไฟฟ้าไว้ในครอบครอง 3 อัน ซึ่งเป็นสินค้าต้องห้ามนำเข้ามาใน ราชอาณาจักรไทย ตามพ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 และเป็นชาวต่างชาติไม่สามารถแสดงหนังสือ เดินทาง (Passport) หรือหลักฐานอื่นใดว่าได้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

จากนั้นจําเลยที่ 1-5 ได้ร่วมกันเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินเป็นเงินสดจํานวน 27,000 บาท จากนาย ป. ชายชาวต่างชาติเพื่อไม่ต้องถูกดำเนินคดี นาย ป. จึงจํายอมส่งมอบเงิน จํานวนเงินดังกล่า ให้กับจําเลยที่ 3 จากนั้นจําเลยที่1-2 จึงสั่งให้ปล่อยตัวนาย ป. กับพวก ไปโดยไม่ได้ ดำเนินการตามกฎหมายแต่อย่างใด จึงขอให้ลงโทษตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 83, 249, 157 พ.ร.ป.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172, 173และขอให้สั่งริบเงินจํานวน 27,000 บาท ที่ ได้มาจากการกระทําความผิดให้ตกเป็นของแผ่นดิน หากจําเลยทั้งหกไม่สามารถส่งมอบเงินจํานวนดังกล่าวได้ให้ร่วมกันชำระเงินจำนวน27,000บาทแทน

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า จําเลยทั้งหกกระทําความผิดตามฟ้อง หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีนาย ป. ผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานสำคัญเบิกความสอดคล้องกับบันทึกคำให้การที่ได้ ให้การไว้ได้ความว่า ในคืนวันเกิดเหตุพยานกับเพื่อนถูกเจ้าพนักงานตำรวจที่ตั้งจุดตรวจอยู่บริเวณหน้าสถานทูตจีนตรวจค้นตัว จากการตรวจค้นตัวพยานและเพื่อนพบบุหรี่ไฟฟ้า

3 อัน และ ส่วนที่เหลือ

เมื่อถูกขอตรวจดูหนังสือเดินทางในกลุ่มของพยานมีเพียงคนเดียวที่พกพาหนังสือเดินทางฉบับจริง มีภาพถ่ายในโทรศัพท์เคลื่อนที่ เจ้าพนักงานตำรวจแจ้งว่า พยานกับพวกทำผิดกฎหมายคือมีบุหรี่ไฟฟ้าไว้ ในครอบครอง และไม่พกพาหนังสือเดินทางต้องถูกนำตัวไปที่สถานีตำรวจอาจถูกควบคุมตัวไว้ 2-3 วัน หรือ อาจถูกจำคุก พยานพยายามพูดคุยต่อรองให้เจ้าพนักงานตำรวจปล่อยตัวพยานกับพวก จนในที่สุดเจ้าพนักงาน ตำรวจได้บอกให้พยานจ่ายเงินกรณีที่มีบุหรี่ไฟฟ้าไว้ในครอบครอง 3 อันๆละ 8,000 บาท และผู้เสียหายกับพวก 3 คน ไม่พกหนังสือเดินทางอีกคนละ 1,000 บาท รวม 27,000 บาท เพื่อแลกกับการปล่อยตัวพยานจึงจ่ายเงินจำนวนดังกล่าว ให้แก่พวกจำเลยไป

ทั้งนี้พยานสามารถจดจำใบหน้าเจ้าพนักงานตำรวจที่เข้ามาพูดคุยต่อรองกับพยานได้ 3 คน คือ จำเลยที่ 2-4 นอกจากนี้ขณะที่มาเบิกความเป็นพยานที่ศาล นาย ป. ได้ชี้ตัวจำเลยที่ 2-4 ผ่านระบบประชุมทางจอภาพได้ถูกต้องแม่นยำ

ส่วนจำเลยที่ 1 แม้จะอ้างว่าขณะเกิดเหตุปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่รถยนต์สายตรวจห่างออกไป 30 เมตร ไม่ได้เข้ามาพูดคุยหรือรับรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ปรากฎข้อเท็จจริงจากคำเบิกความของจำเลยที่ 3 ว่า ขณะตรวจค้นตัวนาย ป. จำเลยที่ 3 เดินไปหาจำเลยที่ 1 เพื่อรายงานให้

จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหัวหน้าชุดปฏิบัติการทราบ หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 บอกว่า ให้จำเลยที่ 2 ใช้ดุลยพินิจตัดสินใจได้เพราะจำเลยที่ 2 เป็นหัวหน้าชุดเหมือนกัน ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะหัวหน้าชุดปฏิบัติการย่อมต้องรับรู้และ รับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและไม่อาจปฏิเสธความรับผิดได้

ส่วนจำเลยที่ 4 นั้น ปรากฎข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 4 เป็นผู้ตรวจค้นตัวกลุ่มผู้เสียหาย ประกอบกับการที่ นาย ป. ตอบคำถามของทนายจำเลยที่ 4 ที่ขออนุญาตศาลถามว่า ระหว่างที่นาย ป. พูดคุยเจรจาอยู่กับจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 นั้น จำเลยที่ 4 เดินไปเดินมาและบางครั้งก็เข้ามาพูดกับนาย ป. กับพวกว่าคนสิงคโปร์เดินทางเข้าประเทศไทยต้องขอวีซ่าจึงเชื่อว่าจำเลยที่ 4 รับรู้และมีส่วนร่วมเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดด้วย

การกระทำของจำเลยที่ 1-4 จึงเป็นความผิดฐาน ในหลายมาตรา

สำหรับจำเลยที่ 5-6 ไม่ปรากฎข้อเท็จจริงในการกระทำผิด

พิพากษาว่า จำเลยที่ 1-4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 173ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

การกระทำของจำเลยที่ 1-4 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 อันเป็นบทที่มีโทษหนัก

ที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 5 ปี ส่วนจำเลยที่5-6 ให้ยกฟ้องโจทก์

ริบเงิน 27,000 บาท ที่จำเลยที่ 1-4 ได้มาจากการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการคดีนี้ให้ตกเป็นของแผ่นดิน หากจำเลยที่ 1-4 ไม่สามารถส่งมอบเงินจำนวนดังกล่าวได้ จำเลยที่ 1-4 ร่วมกันชำระเงิน 27,000 บาทด้วย

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top