วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569
กก.สอบปมขัดแย้ง‘2บิ๊กตร.’เปิดผลสอบ
ชี้‘บิ๊กโจ๊ก’ผิดจริง
คดี‘ฟอกเงินเว็บพนัน’
แต่ยังต้องสอบเพิ่มเติม
ขีดเส้นให้เสร็จใน60วัน
ยันเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
กก.สอบความขัดแย้ง 2 บิ๊กตำรวจ แถลงผลสอบเป็นครั้งแรกระบุ “บิ๊กโจ๊ก” ผิดจริงคดีฟอกเงินเว็บพนัน ยืนยันว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน โดยให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ส่วนกรณี “ทนายตั้ม” ร้องเรียนเอาผิดบิ๊กตำรวจ-ภรรยา พัวพันฟอกเงิน จะให้เข้ามาชี้แจงในวันที่ 10 เมษายนนี้ ขณะที่“ทนายตั้ม” พาตัว “พิมพ์วิไล” ผู้ทำหน้าที่โอนเงินให้บัญชีม้า พร้อมหลักฐาน เข้าให้ข้อมูลเส้นทางการเงินโยงบิ๊กตำรวจ-ภรรยา แฉเพิ่มพบมีการโอนเงินให้ตำรวจไซเบอร์เดือนละ 1 ล้านบาท
เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2567 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติพล.ต.อ.วินัย ทองสอง หนึ่งในคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีปรากฏเป็นข่าวต่อสาธารณะเกี่ยวกับความขัดแย้งในเรื่องคดีของบุคคลากรภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้แถลงความคืบหน้าการตรวจสอบเป็นครั้งแรกในวันนี้
โดยกล่าวว่า ได้เชิญผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งฝ่าย พล.ต.อ.สุรเชษฐ์หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และฝ่ายที่กล่าวหา พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เข้ามาสอบถามเกือบ 30 ราย เช่น พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พล.ต.ต.นำเกียรติ ธีระโรจนพงษ์, พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย, พ.ต.อ.ดุสิต พรหมสิน ผู้กำกับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา และทีมทนายความของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เข้าให้ข้อมูล และให้ส่งเอกสารชี้แจงข้อเท็จจริงภายในวันที่ 30 เมษายนนี้ พร้อมจะให้ฝั่ง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ส่งข้อมูลเอกสารที่เหลือทั้งหมดมา ให้คณะกรรมการภายในวัน 20 เมษายนนี้
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบเบื้องต้น ทั้งพยานหลักฐานและสอบปากคำพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เกือบ 30 คน ทางคณะกรรมการมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกับศาล ซึ่งเชื่อว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ มีส่วนร่วมในการกระทำผิดจริง โดยเป็นการฟอกเงิน ที่พบเส้นทางการเงินจากเว็บพนันออนไลน์มายังบัญชีม้าและเชื่อมโยงมายัง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จึงเชื่อว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ รู้และได้รับประโยชน์บางส่วนจากการกระทำดังกล่าว แต่ยังต้องตรวจสอบพยานหลักฐานเพิ่มเติมอีก
พล.ต.อ.วินัย ยืนยันว่า การตรวจสอบของคณะกรรมการนั้น มีผลออกมาก่อนที่ศาลจะออกหมายจับจากพล.ต.อ.สุรเชษฐ์โดยหากข้อมูลฝั่งพล.ต.อ.สุรเชษฐ์เสร็จสิ้นทั้งหมดแล้ว จะทยอยส่งให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาโดยไม่ต้องรอผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงฝั่ง พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ เนื่องจากหากไม่ทันกำหนดภายใน 60วันก็สามารถขยายขยายระยะเวลาต่อไปได้ ยืนยันว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน โดยให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
ส่วนที่มองว่าทางการตรวจสอบฝ่าย พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ แล้วเสร็จอย่างรวดเร็วนั้น เนื่องจากพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานมาเป็นเวลานานกว่า 7 เดือน อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการชุดนี้ดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานจากบุคคลที่เกี่ยวข้องเอง ไม่ได้นำข้อมูลจากพนักงานสอบสวนมาอ้างอิง
พล.ต.อ.วินัย กล่าวว่า ในพุธวันที่ 10 เม.ย.นี้ เวลา 10.30 น. จะเชิญนายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ทนายตั้ม เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ เข้าให้ข้อมูลที่บ้านมนังคศิลา หลังจากที่คณะทำงานได้เชิญมาหลายครั้งแต่ทนายตั้มอ้างว่าติดภารกิจเดินสายร้องเรียน ซึ่งจะต้องสอบถามทนายตั้ม เกี่ยวกับที่มาของเอกสารที่ได้นำไปร้องทุกข์กล่าวโทษ พล.ต.อ. และภรรยา ที่สถานีตำรวจนครบาลเตาปูน รวมทั้งที่มาของพยานบุคคล และเส้นทางการเงินอ้างว่ามีความเชื่อมโยง กับ พล.ต.อ. และภรรยา พร้อมยืนยันว่าคณะกรรมการชุดนี้มีอำนาจในการตรวจสอบทั้งข้าราชการและบุคคลทั่วไปที่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยไม่เกี่ยวข้องกับกระบวนการในชั้นศาลในอนาคต
ส่วนเรื่องหากภายหลังเกิดกรณีศาลมีคำพิพากษาว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ไม่ได้กระทำความผิดซึ่งขัดกับผลการตรวจสอบของคณะกรรมการจะถือเป็นปัญหาหรือไม่นั้น พล.ต.อ.วินัย กล่าวว่าเป็นเรื่องของอนาคต เพราะแม้ว่าศาลจะชี้ว่าไม่ผิดแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นจะไม่ผิด เป็นเรื่องที่ต้องว่ากันตามพยานหลักฐาน หากอนาคตพล.ต.อ.สุรเชษฐ์จะฟ้องกลับคณะกรรมการชุดนี้ก็ไม่กังวล และรู้สึกยินดี
พล.ต.อ.วินัยกล่าวทิ้งท้ายว่า คณะกรรมการชุดนี้ จะพยายามฟื้นความศรัทธาให้กับองค์กรตำรวจด้วยการทำงานอย่างตรงไปตรงมา
ทางด้าน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รรท.ผบ.ตร.) กล่าวถึงความคืบหน้ากรณี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ถูกออกหมายจับในข้อหาฟอกเงิน และได้เข้ามอบตัวที่ สน.เตาปูน เมื่อวันที่ 2 เม.ย. หากต้องรายงานตัวต้องรายงานตัวกับ รรท.ผบ.ตร. หรือสำนักนายกรัฐมนตรีว่า การบังคับบัญชาอยู่ที่สำนักนายกรัฐมนตรีชัดเจน แต่การเป็นผู้บังคับบัญชาตามกฎหมายนั้นคือผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แต่ย้ำว่าไม่ใช่ตนเอง ซึ่งตำรวจตั้งแต่ระดับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จเรตำรวจแห่งชาติ ลงไปจนถึงตำรวจทั้งหมด ถือเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ดังนั้นการรายงานตนต้องคดีตามระเบียบการตำรวจไม่เกี่ยวกับคดี ผู้ถูกกล่าวหาและต้องคดีอาญานั้นจะต้องรายงานตนต้องคดีภายใน 7 วัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ต้องคดีอาญาต้องปฏิบัติ
วันเดียวกันที่ สน.เตาปูน นายษิทรา หรือทนายตั้ม เดินทางมาพร้อมพยานหลักฐาน ระบุว่าเป็นแผนผังเส้นทางการเงินที่นางสาวพิมพ์วิไล โอนเงินให้กับบัญชีม้าต่างๆจำนวนกว่า 10 เส้นเงิน และหน่วยงานตำรวจจำนวนเกือบ 10 บัญชี มามอบให้พนักงานสอบสวน สน.เตาปูน โดยได้เปิดเผยว่า บุคคลที่พามาพบพนักงานสอบสวนในวันนี้ คือ นางสาวพิมพ์วิไล มาให้ข้อมูล โยงถึงเส้นทางการเงินให้กับหน่วยงานตำรวจหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะบัญชีนายคชาชาญ ซึ่งเป็นบัญชีม้าที่โยงไปถึง “พลตำรวจเอก” และภรรยา เข้าไปเกี่ยวข้อง นอกจากนี้ยังพบว่าโอนเงินให้กับตำรวจไซเบอร์เดือนละ 1 ล้านบาท รวมถึงให้การถึงตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการนำเงินไปจ่ายให้กับตำรวจที่กองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ หรือตำรวจคอมมานโด ด้วยว่ามีบุคคลไหนเกี่ยวข้องบ้าง
ส่วนอีกหนึ่งพยานสำคัญที่นายษิทรา ระบุว่า เป็นสายลับได้ประสานมาพบกับพนักงานสอบสวนวันนี้เช่นกัน โดยเข้าพบพนักงานสอบสวนไปตั้งแต่เมื่อเช้าแล้ว แต่ขอไม่ให้แสดงตัวกับสื่อมวลชนเนื่องจากกังวลเรื่องความปลอดภัย พร้อมกันนี้ยังได้ประสานกับพนักงานสอบสวนกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เข้าสอบปากคำบุคคลทั้งสอง ที่สน.เตาปูน ในวันนี้ด้วยเช่นกัน
“ฐานเส้นเงินที่นำมามอบให้กับพนักงานสอบสวนในวันนี้ นอกเหนือจากเครือข่ายที่โยงไปถึง “พลตำรวจเอก” แล้ว หากมีเส้นเงินไปถึง “พลตำรวจเอก” อีกนาย ก็พร้อมจะให้ข้อมูลและให้ตำรวจดำเนินคดีตามกฎหมายถึงแม้จะเป็นบุคคลที่สนิทกับตัวเองก็ตาม ส่วนเรื่องการออกหมายเรียก “พลตำรวจเอก” รายแรก หากพนักงานสอบสวนไม่ออกหมายเรียก ก็เชื่อได้ว่ามีขบวนการช่วยเหลืออยู่เบื้องหลัง” นายษิทรา กล่าว
ส่วนนางสาวพิมพ์วิไล เปิดเผยว่า วันนี้เพื่อต้องการให้ข้อเท็จจริงกับตำรวจ เกี่ยวกับการทำหน้าที่ของตัวเอง เส้นทางการโอนเงินต่างๆ ไปยังหน่วยงานตำรวจ ตั้งแต่ปี 2562 พร้อมยอมรับหากอนาคตต้องถูกดำเนินคดีในข้อหาเกี่ยวกับการพนันก็ทำใจไว้แล้ว และพร้อมสู้คดี
นางสาวพิมพ์วิไล ยอมรับอีกว่า อดีตตัวเองเป็นพนังงานดูแลบัญชีให้กับโรงแรมแห่งหนึ่ง ก่อนออกจากงานมารับจ้างทำบัญชีให้กับเครือข่ายเว็บการพนัน โดยได้รับการชักชวนกับคนรู้จัก มีบัญชีในชื่อของตัวเองอยู่ 6 ถึง 7 บัญชี มีบัญชีหลักที่ใช้เดินให้กับบัญชีม้าจำนวน 2 บัญชี ได้รับค่าจ้างเดือนละ 20,000 บาท พร้อมระบุว่าไม่รู้จักกับเครือข่ายเว็บการพนันว่าเป็นใครบ้าง แต่จะมีผู้หญิงคนหนึ่งคอยโทรศัพท์แจ้งว่าให้เงินโอนไปยังบัญชีต่างๆ ตัวเองก็มีหน้าที่ทำตามคำสั่ง
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี