เปิดสถานการณ์สู้รบเดือด ก่อน'เมียวดี'แตก ทหารเมียนมา 400 นายยอมวางอาวุธ

เปิดสถานการณ์สู้รบเดือด ก่อน'เมียวดี'แตก ทหารเมียนมา 400 นายยอมวางอาวุธ

วันอาทิตย์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2567, 22.54 น.

เปิดสถานการณ์สู้รบเดือดก่อนกองกำลังผสมฝ่ายต่อต้านบุกยึดเมืองเมียวดีได้เบ็ดเสร็จ หลังบุกโจมตีฐานที่มั่นทหารพม่าได้หมด ทหารตั๊ดมะดอว์กว่า 400 นายยอมวางอาวุธให้ KNU+PDF ขณะที่ KIA ยึดเส้นทางยุทธศาสตร์เชื่อมรัฐคะฉิ่น-มัณฑะเลย์ไว้ได้ ด้าน UN เผยตัวเลข #ผู้พลัดถิ่นภายในพม่า พุ่งเป็น 2.8 ล้านคน

7 เม.ย.67 สถานการณ์สู้รบอย่างดุเดือดทางฝั่งเมียนมากับฝ่ายต่อต้านถูกจับตาใกล้ชิด หลังเมืองเมียวดีถูกตีแตก และล่าสุดเมียนมาประสานทางการไทย เพื่อขอใช้สนามบินแม่สอด ในการลี้ภัยเจ้าหน้าที่ฝั่งพม่า ท่ามกลางความหวั่นไหวว่าหลังจากนี้สภาบริหารแห่งรัฐพม่า (SAC) เตรียมตลบหลังเอาคืนฝ่ายต่อต้านเพื่อยึดคืนเมืองเมียวดี ซึ่งอาจจะให้สถานการณ์ชายแดนไทยด้านอำเภอแม่สอด จ.ตาก ร้อนระอุและได้รับผลกระทบไปด้วย (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : 'เมียนมา'ประสานไทย ขอใช้สนามบินแม่สอด ลี้ภัยให้กับจนท.หลัง'เมียวดี'โดนตีแตก)


โดย สำนักข่าวชายขอบ (Transborder News)  รายงานเมื่อวันที่ 6 เม.ย.โดยอ้างถึงสำนักข่าว Voice of Spring และสำนักข่าว Chindwin News ซึ่งรายงานสถานการณ์สู้รบก่อนเมียวดีโดนตีแตกว่า  ทหารพม่าจากกองพลทหารราบเคลื่อนที่เร็วที่ 275 กว่า 400 นาย ในเมืองเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง ได้ยอมแพ้และวางอาวุธให้กับกองทัพปลดปล่อยชาติกะเหรี่ยง (Karen National Liberation Army : KNLA ) แห่งสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง(The Karen National Union: KNU) และกองทัพเพื่อประชาชน (People’s Defense Force : PDF) ซึ่งเคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่ โดยฝ่ายต่อต้านสามารถยึดอาวุธได้เป็นจำนวนมากจากฐานทัพพม่าในพื้นที่

ทั้งนี้สื่อมวลชนในพม่าอ้างว่า การวางอาวุธของทหาร 400 นาย ในเมืองเมียวดี กำลังบ่งชี้ว่า ความลดลงการสนับสนุนระบอบเผด็จการทหารพม่า และแสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถทางทหารที่ความอ่อนแอและขวัญกำลังใจที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการยอมวางอาวุธของทหารพม่า 400 นายในเมืองเมียวดีถือเป็นความสูญเสียครั้งสำคัญต่อกองทัพพม่า นอกจากนี้ยังถือว่าเป็นชัยชนะที่สำคัญอีกครั้งหนึ่ง ไม่เฉพาะแต่ทหารฝ่ายต่อต้านเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประชาชนและกองกำลังต่อต้านทั้งหมดทั่วประเทศด้วย

แหล่งข่าวด้านความมั่นคงชายแดนไทยด้านอำเภอแม่สอด เปิดเผยกับสำนักข่าวชายขอบว่า ขณะนี้กองกำลังหลักของกองทัพพม่ารอบเมืองเมียวดี ทั้งกองพัน 355 กองพัน356 และกองพัน 357 ซึ่งตั้งอยู่เขตชานเมืองเมียวดี ได้ถูกกองกำลังผสมของ KNUและ PDF ยึดได้หมดแล้ว เหลือเพียงกองพัน 275 ที่มี 2 กระแสข่าว โดยกระแสหนึ่งระบุว่าทหารพม่ายอมวางอาวุธหมดแล้ว แต่อีกกระแสหนึ่งเชื่อว่าอยู่ระหว่างการเจรจาต่อรอง

แหล่งข่าวกล่าวว่า ตลอดทั้งวันในเมืองเมียวดีมีการตัดสัญญาณการสื่อสาร ทำให้การติดต่อประสานงานเป็นไปได้ยาก ซึ่งการยึดฐานต่างๆเกือบทั้งหมดในวันนี้ทำให้เมืองเมียวดีตกอยู่ในควบคุมดูแลของฝ่ายต่อต้าน SAC อย่างเบ็ดเสร็จ ขณะเดียวกันยังคงเหลือเพียงพื้นที่ทางทหารทางตอนใต้เมียวดีฝั่งตรงข้ามกับ อ.พบพระ ที่กำลังเป็นที่จับตามองว่าเป็นเป้าหมายต่อไปของฝ่ายต่อต้านหรือไม่ เช่นเดียวกับพื้นที่ตรงข้าม อ.อุ้มผางซึ่งเหลือพื้นที่ทางทหารของกองทัพพม่าอีกเพียงเล็กน้อย ซึ่งคาดว่าอีกไม่นานฝ่ายต่อต้านจะต้องรุกคืบผลักดันทหารพม่าออกไปทั้งหมด

ขณะที่ พล.อ.มินอ่องหลาย ผู้นำสูงสุดของกองทัพพม่าอยู่ระหว่างการเยือนเมืองท่าขี้เหล็กระหว่างวันที่ 1 – 6 เมษายน 2567 เพื่อเข้าร่วมงานศพพระผู้ใหญ่โดยสำนักข่าว SHAN รายงานว่า มีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดในพื้นที่ ทำให้ประชาชนในเมืองท่าขี้เหล็กได้รับความเดือดร้อนกันถ้วนหน้า

ด้านสำนักข่าว Irrawaddy รายงานว่า ทางกองทัพเอกราชคะฉิ่น (Kachin Independence Army: KIA) ซึ่งต่อสู้เคลื่อนไหวในรัฐคะฉิ่นทางเหนือสุดของประเทศพม่า สามารถยึดเส้นทางหลวงเชื่อมระหว่างรัฐคะฉิ่นและเมืองมัณฑะเลย์ไว้ได้แล้ว โดยพื้นที่ที่ทาง KIA สามารถยึดมาได้นั้น อยู่ในบริเวณเส้นทางบะหม่อ - มัณฑะเลย์ ในเมืองม่านซี เป็นระยะทางราว 14 กิโลเมตร หลังจากที่ทาง KIA บุกโจมตีเพื่อยึดพื้นที่ดังกล่าวเป็นเวลา 3 วัน โดยทหารพม่าจำนวน 50 นาย ที่ประจำในพื้นที่ได้ทิ้งค่ายทหารและหลบหนีออกไป

เช่นเดียวกันกองทัพอาระกัน (Arakan Army- AA) ซึ่งเคลื่อนไหวอยู่ในรัฐอาระกัน ทางตะวันตกของประเทศ ล่าสุด สามารถยึดฐานบัญชาการใหญ่ของกองทัพพม่า ในเมืองบูทีดองได้เมื่อวันที่ 5 เมษายนที่ผ่านมา เหตุสู้ระหว่างทั้งสองฝ่ายในเมืองน้ำ มีทหารพม่าเสียชีวิตจำนวน 80 นาย และสามารถยึดอาวุธของกองทัพพม่าได้จำนวนหนึ่ง

ขณะที่สำนักงานเพื่อการประสานงานด้านมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNOCHA) รายงานว่า ผู้พลัดถิ่นภายใน IDPs ในพม่านั้นพุ่งเป็น 2.8 ล้านคนแล้วจากทั่วประเทศ โดยตัวเลขผู้พลัดถิ่นภายในที่อยู่ในรัฐอาระกัน หรือรัฐยะไข่เพียงแห่งเดียวนั้น เพิ่มขึ้นเป็น 157,000 คน นับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนของปีที่แล้ว หรือนับตั้งแต่กองทัพอาระกันเปิดฉากโจมตีกองทัพพม่ารอบใหม่ และสงครามรุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยขณะนี้ผู้พลัดถิ่นภายในกำลังประสบกับปัญหาการขาดแคลนขาดแคลนน้ำดื่มในช่วงที่สภาพอากาศร้อนจัด (แฟ้มภาพ)

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top