วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569
ศาลพิพากษาประหารชีวิต
‘แอม.ไซยาไนด์’
คดีวางยาฆ่าเพื่อน-ชิงทรัพย์
อดีตสามี-ทนายพัชจำคุก2ปี
ไม่รอลงอาญา/ชดใช้2.4ล.
ศาลอาญาพิพากษาสั่งประหารชีวิต“แอม ไซยาไนด์” คดีวางยาฆ่าเพื่อน-ชิงทรัพย์ พบติดหนี้พนันนับ 10 ล้าน ชี้กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา ส่วนอดีตสามีตำรวจและทนายพัช สั่งจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา ฐานช่วยเหลือแอมให้ไม่ต้องรับโทษ สั่งชดใช้เงิน 2.4 ล้านบาท ด้านแม่เหยื่อขอบคุณศาลให้ความเป็นธรรม ส่วนตร.กองปราบฯ
เตรียมส่งสำนวนคดีที่เหลือให้อัยการพิจารณา26พ.ย.นี้
เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาคดีที่อัยการฝ่ายคดีอาญา 5 และมารดาผู้เสียชีวิต เป็นโจทก์ฟ้อง นางสรารัตน์ รังสิตวุฒาภรณ์ หรือ ‘แอม ไซยาไนด์’ อายุ 36 ปี จำเลยที่ 1 ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เพื่อตระเตรียมการหรือเพื่อสะดวกในการที่จะกระทำความผิดอย่างอื่น , ชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย , ปลอมปนอาหาร ยา หรือเครื่องอุปโภคอื่นใด เพื่อบุคคลอื่นเสพหรือใช้ และการปลอมปนนั้นเป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย , พ.ต.ท.วิฑูรย์ รังสิวุฒาภรณ์ อายุ 40 ปี อดีต รอง ผกก.สภ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี และอดีตสามีแอม จำเลยที่ 2 และ น.ส.ธันย์นิชา เอกสุวรรณวัตร์ หรือทนายพัช อายุ 36 ปี จำเลยที่ 3 ในความผิดฐาน ช่วยเหลือจำเลยที่ 1 มิต้องรับโทษหรือรับโทษน้อยลง และซ่อนเร้นทำลายหลักฐาน พร้อมเรียกค่าเสียหาย รวม 30 ล้านบาท
สำหรับคดีนี้โจทก์ระบุฟ้องพฤติการณ์ความผิดจำเลยต่อศาลอาญาเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2566 สรุปว่าเมื่อวันที่ 14 เมษายน 2566 จำเลยที่ 1 มีเจตนาฆ่า น.ส.ศิริพร ขันวงษ์ หรือก้อย อายุ 32 ปี โดยนำสารโพแทสเซียมไซยาไนด์ ซึ่งเป็นสารพิษปลอมปนใส่ลงในอาหาร หรือน้ำดื่ม ปริมาณเท่าใดไม่ปรากฏชัด ให้ผู้ตายดื่มหรือรับประทาน ระหว่างที่จำเลยที่ 1 กับผู้ตาย ซึ่งเป็นเพื่อนกัน เดินทางไปปล่อยปลาที่ท่าน้ำ ต.บ้านโป่ง อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี จนผู้ตายหมดสติและเสียชีวิตในเวลาต่อมา โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้ให้การช่วยเหลือและนำทรัพย์สินผู้ตาย 9 รายการ มูลค่า 154,630 บาทของผู้ตายไป เพื่อซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหาย หรือไร้ประโยชน์ ตามที่จำเลยที่ 3 ได้ใช้ หรือยุยงส่งเสริมจำเลยที่ 2 เพื่อมิให้เจ้าพนักงานตำรวจติดตามหาทรัพย์ของผู้ตาย เพื่อเป็นการช่วยเหลือจำเลยที่ 1 มิให้ต้องรับโทษตามกฎหมาย หรือให้ได้รับโทษน้อยลงอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย
จำเลยทั้ง 3 ให้การปฏิเสธ ต่อสู้คดี โดยจำเลยที่ 1 ถูกคุมขังในทัณฑสถานหญิงกลาง ส่วนจำเลยที่ 2-3 ได้รับการประกันตัว โดยศาลตีราคาประกันคนละ 1 แสนบาท ทั้งนี้ ก่อนจะอ่านคำพิพากษา ศาลให้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ใส่กุญแจมือจำเลยทั้ง 3 ทันที
ศาลพิเคราะห์คำเบิกความและพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่าย ที่นำสืบหักล้างกันแล้ว เห็นว่าคดีแม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยาน เข้าสืบ แต่รับฟังได้ว่าช่วงระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2563 ถึง 5 พฤษภาคม 2566 จำเลยที่ 1 มีเงินหมุนเวียนในบัญชีมากกว่า 95 ล้านบาท และมีเส้นทางการเงินเชื่อมโยงอีก 10 บัญชี ที่ตรวจสอบพบว่าเป็นบัญชีม้า และเกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ พร้อมกับมีหนี้สินจำนวนมาก
กระทั่งในปี 2564-2565 พบว่าจำเลยที่ 1 เสียพนันออนไลน์เป็นจำนวนนับ 10 ล้านบาท ดังนั้นจึงมีผู้เสียชีวิตมากขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว ต่อมามีพยานที่เป็นผู้เสียหายถูกจำเลยที่ 1 หลอกลวง ลอบใส่สารไซยาไนด์ในน้ำดื่มและในยาเม็ดแคปซูล ต่อมามีการตรวจพิสูจน์พบว่าเป็นสารไซยาไนด์
ส่วนการเสียชีวิตของ น.ส.ศิริพร หรือก้อย มีการกระทำหลายอย่างของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นพิรุธ ที่แสดงให้เห็นถึงเจตนาและความคาดหมายว่าจะให้เสียชีวิตในช่วงเวลาใด รวมถึงจำเลยที่ 1 คอยอยู่ใกล้ผู้ตายที่ล้มฟุบเพราะสารไซยาไนด์ โดยไม่เข้าช่วยเหลือทันที เพื่อขโมยทรัพย์สินของผู้ตาย ก่อนจะกวักมือให้ผู้ที่อยู่ใกล้เคียง เข้ามาช่วยเหลือแทน ซึ่งหากจำเลยที่ 1 บริสุทธิ์ใจจริง ควรอยู่ช่วยชีวิตจนถึงที่สุด หรือโทร.ติดต่อญาติของผู้ตาย หรือโทร.แจ้งเจ้าหน้าที่ ให้ทราบ
จากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบ เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 มีการวางแผนตระเตรียมการล่วงหน้า มาตั้งแต่ต้น ยังพบข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 ได้สั่งสารไซยาไนด์ อย่างเร่งรีบ ทั้งที่ไม่มีอาชีพเกี่ยวกับสารเคมี และพบว่ามียาไซยาไนด์ซ่อนอยู่ภายในรถยนต์ของผู้ตาย หลายจุด รวมถึงพบยาเม็ดแคปซูลที่ภายในประกอบด้วยสารไซยาไนด์ ซ่อนอยู่ในห้องโดยสารรถยนต์ ถือได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นเครื่องชี้เจตนา
มีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า พ.ต.ท.วิฑูรย์ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ แต่กลับนำหลักฐานสำคัญซึ่งเป็นกระเป๋าของผู้ตาย ซึ่งเป็นของกลางในคดี ไปส่งให้กับจำเลยที่ 1 แทนที่จะนำไปให้พนักงานสอบสวน ส่วน น.ส.ธันย์นิชา จำเลยที่ 3 ในฐานะเป็นทนายความ ซึ่งเป็นอาชีพมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ที่จำเลยที่ 1 ให้ความเชื่อถือ แต่กลับยุยงให้จำเลยที่ 1 ปกปิดเรื่องกระเป๋าของกลางในคดี เพื่อเป็นชี้แนะ และแนะนำแนวทางในการชนะคดี ประกอบกับส่งคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ชนะคดีได้โดยไม่มีของกลางในคดี ให้จำเลยที่ 1 และ 3 อ่าน ในกลุ่มไลน์ที่สร้างขึ้น
จากพยานและหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วม มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ศาลรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1-3 กระทำผิดตามฟ้อง ส่วนทางคดีแพ่ง โจทก์ร่วมขอให้ชดใช้ ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าควรชำระให้รวมโจทก์ร่วม เป็นเงิน 2,343,588 ล้านบาท พยานหลักฐานจำเลยไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้
พิพากษาว่าจำเลยทั้ง 3 กระทำผิดตามฟ้อง โดยจำเลยที่ 1 กระทำผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเพื่อสะดวกต่อการชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย พิพากษาประหารชีวิต ส่วนจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 มีความผิดฐานช่วยเหลือจำเลยที่ 1 มิให้ต้องรับโทษหรือรับโทษน้อยลง และซ่อนเร้นทำลายหลักฐาน ลงโทษจำคุกคนละ 2 ปี เเต่จำเลยที่ 2 ให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา ลดโทษ 1 ใน 3 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน และให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายค่าเเก่โจทก์ร่วม 2.3 ล้านบาทเศษ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีนี้ศาลใช้เวลาอ่านคำพิพากษาประมาณ 3 ชั่วโมงเศษ ตั้งแต่ช่วงเวลา 09.30-12.30 น.เศษ โดยบรรยากาศการพิพากษาคดี ทางเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ เบิกตัวแอม จากทัณฑสถานหญิงกลาง เจ้าตัวมีสีหน้าเรียบเฉย สวมแว่นตา สวมหน้ากากอนามัยสีน้ำเงิน ร่างกายซูบผอม และตลอดการฟังคำพิพากษา แอม หันมาคุยกับทนายพัช ตลอด โดยไม่หันไปทาง พ.ต.ท.วิฑูรย์ อดีตสามี และทันทีที่ศาลอ่านคำพิพากษาจบ จำเลยทั้ง 3 ก็ไม่มีท่าทีสลดหรือแสดงอาการเสียใจแต่อย่างใด ขณะที่มารดาและครอบครัวของ น.ส.ก้อย ผู้เสียชีวิต ภายหลังฟังคำพิพากษาต่างร่ำไห้ โผเข้ากอดกันด้วยความดีใจ โดยนางพิน มารดาของ น.ส.ก้อย เปิดใจทั้งน้ำตา กล่าวขอบคุณศาลที่ให้ความยุติธรรม และอยากบอกลูกสาวว่าได้รับความเป็นธรรมแล้ว ขอให้นอนหลับให้สบาย ไม่มีอะไรที่ต้องห่วง
ด้านนายเดชา กิตติวิทยานันท์ ทนายความ เปิดเผยว่า ศาลได้ให้ความเป็นธรรมกับผู้เสียหาย ซึ่งถือเป็นคดีแรกที่ศาลพิพากษา แต่มีการพูดถึงพยานจากคดีอื่นด้วย จึงสามารถนำคำพิพากษาในคดีนี้เป็นแนวทางในการพิพากษาคดีอื่นที่เกี่ยวกับแอม และมีการเสียชีวิตของผู้เสียหายรายอื่น ส่วนคดีอื่นที่เกี่ยวข้องกับการกระทำของแอม พนักงานสอบสวน บก.ป.เตรียมส่งสำนวนอีก 14 คดี ให้อัยการพิจารณาในวันที่ 26 พฤศจิกายนนี้
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี