533.jpg
'ศึกมรดก'จบด้วยดี!!! พี่ชายยอมแบ่งที่ดินพิพาทให้น้องๆ หลังยืดเยื้อมานาน 15 ปี

'ศึกมรดก'จบด้วยดี!!! พี่ชายยอมแบ่งที่ดินพิพาทให้น้องๆ หลังยืดเยื้อมานาน 15 ปี

วันอังคาร ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2568, 23.02 น.

คืบหน้าศึกมรดกปม"น้องสาว"พิการตาบอด ร้องขอความช่วยเหลือถูก"พี่ชาย"ฮุบที่มรดก 15 ไร่ ชนะคดีแล้ว แต่กลับไม่ยอมแบ่งที่ดินตามคำสั่งศาล ปล่อยยืดเยื้อมา 15 ปี  หลังรองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ มอบหมายให้ยุติธรรมจ.บุรีรัมย์ ร่วมกับ"ทนายอั๋น"นัดทั้งสองฝ่ายเจรจาไกล่เกลี่ยสุดท้าย ลูกชายจำเลยที่อ้างครอบครองสิทธิในที่ดินยอมแบ่งที่ตามคำสั่งศาลให้น้องชายพ่อทั้ง 4 คนแล้ว และจะไม่ฟ้องร้องกันอีก ต่างฝ่ายต่างยกมือไหว้ขอโทษ ป้าร่ำไห้ดีใจเผยไม่โกรธพี่ชายยังไงก็สายเลือดเดียวกัน

28 ม.ค.68 ความคืบหน้ากรณีที่นางสัมฤทธิ์ อายุ 66 ปี พิการตาบอด และนางทองดี อายุ 59 ปี สองพี่น้องชาวบ้านประดู่ ต.เมืองโพธิ์ อ.ห้วยราช จ.บุรีรัมย์ ได้หอบเอกสารหลักฐานและคำพิพากษาศาลที่ชนะคดีแล้วตั้งแต่ปี 2557 กอดกันร้องไห้ขอความช่วยเหลือกับนายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ หลังจากพ่อแม่เสียชีวิตแล้วนายสวัสดิ์ พี่ชายคนโต  จากจำนวนพี่น้องทั้งหมด 8 คน ได้ฮุบที่ดินมรดกเนื้อที่ประมาณ 17 ไร่เศษ ซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิ์ครอบครองทำกินเพียงผู้เดียว ทั้งที่แม่สั่งเสียไว้ก่อนตายให้แบ่งแก่พี่น้องทุกคนเท่ากัน


จากนั้นปี 2552 น้องชายและน้องสาวจำนวน 5 คนจึงร่วมกันเป็นโจทย์ยื่นฟ้องพี่ชายคนโตที่ฮุบเอาที่ดินมรดกคนเดียว ต่อมาปี 2553 ศาลจังหวัดบุรีรัมย์มีคำพิพากษา ให้พี่ชายคนโตซึ่งเป็นจำเลย แบ่งที่ดินแปลงพิพาทดังกล่าวให้แก่น้องทั้ง 5 คน ที่เป็นโจทย์ยื่นฟ้องคนละ 1 ใน 7 ของจำนวนที่ดินที่พิพาท  และให้ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทย์ทั้ง 5 ด้วย   ต่อมาจำเลยยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น แต่จำเลยยังได้ยื่นฎีกาอีกเมื่อปี 2557 แต่ศาลไม่รับฎีกาของจำเลย ถือว่าคดีสิ้นสุด

ขณะที่ นายสุชาติ ลูกชายของนายสวัสดิ์ จำเลยในคดีก็ได้งัดหลักฐานออกมายืนยันว่า ครอบครัวจ่ายเงินไถ่ที่แปลงพิพาทที่ปู่นำไปจำนำไว้ และให้เงินส่วนต่างญาติพี่น้องทุกคน เมื่อปี 2532 จึงเข้าครอบครองทำกินและเสียภาษีบำรุงท้องที่มาตลอด ไม่เคยมีใครโต้แย้งผ่านไป 20 ปีกลับยื่นฟ้องศาล ยันไม่ได้ขัดคำสั่งศาลแต่มันขัดกับข้อเท็จจริง

จากกรณีที่เกิดขึ้น นายธีรยุทธ แก้วสิงห์ รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ จึงได้มอบหมายให้ทางยุติธรรมจังหวัดบุรีรัมย์ นัดทั้งสองฝ่ายมาพูดคุยไกล่เกลี่ยกัน

โดยล่าสุด ทางยุติธรรมจังหวัดบุรีรัมย์ได้เชิญทั้งสองฝ่ายมาเจรจาไกล่เกลี่ยกันที่สำนักงายุติธรรมจังหวัด โดยมีนายธนิชพนธ์ ธนศักดิ์สุธี เป็นผู้ไกล่เกลี่ย และนายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋น ในฐานะผู้รับเรื่องร้องกรณีดังกล่าว ร่วมในการพูดคุยไกล่เกลี่ย หลังจากการพูดคุยไกล่เกลี่ยกันประมาณ 2 ชั่วโมง ได้ข้อสรุปว่า นายสุชาติ ลูกชายนายสวัสดิ์ จำเลยในคดีที่อ้างสิทธิเป็นผู้ครอบครองทำกินในที่ดินดังกล่าว ยอมยกที่ดินพิพาทจำนวน 6 ไร่ ให้กับน้องสาว พ่อและลูกหลานทายาทของน้องชายพ่อ ที่เป็นโจทย์ในคดี จำนวน 4 คน ส่วนที่เหลืออีก 9 ไร่ นายสุชาติ ไว้ทำกิน คู่กรณีทั้งสองฝ่ายไม่ติดใจเรียกร้องหรือใช้สิทธิ์ทางกฎหมายต่อไปและทั้ง 4 คนจะต้องชดใช้ค่าจัดงานศพให้นายถูกทายาทที่เสียชีวิตไปคนละ 5,000 บาทให้กับนายสุชาติ

จากนั้น ผู้ไกล่เกลี่ยได้อ่านบันทึกข้อตกลงการไกล่เกลี่ยระงับข้อพิพาทให้ทั้งสองฝ่ายฟัง  ทั้งสองฝ่ายยอมรับและได้ลงนามในบันทึกข้อตกลง และหลังเสร็จสิ้นการไกล่เกลี่ยทั้งสองฝ่ายต่างก็ยกมือไหว้ขอโทษซึ่งกันและกัน

นางทองดี  กล่าวทั้งน้ำตาว่า ดีใจมากโล่งใจมากที่ได้ข้อยุติในวันนี้ เพราะสู้มาหลายปีแล้ว ที่ผ่านมาอาจจะไม่สามารถพูดคุยกันได้แต่วันนี้พูดคุยกันเข้าใจและหลานก็ยอมแบ่งที่ให้แล้ว ก็ไม่ได้ถือโกรธอะไรแล้วยังไงก็สายเลือดเดียวกัน  ก็ตั้งใจว่าจะหาโอกาสไปหาไปขอโทษพี่ชายหลังจากทุกได้ข้อยุติ อยากไปกอดพี่ชายแม้ที่ผ่านมาจะเคยฟ้องร้องสู้คดีกัน แต่ด้วยความที่เป็นสายเลือดเดียวกันก็ให้ตัดกันไม่ขาดยังไงก็ยังรักและเคารพพี่ชาย ก็อยากขอบคุณทุกคนที่มีส่วนช่วยเหลือในครั้งนี้จนจบปัญหาที่เรื้อรังมา 15 ปีได้

ด้าน นายสุชาติ ลูกชายนายสวัสดิ์ ก็บอกว่า ความตั้งใจของตัวเองคือไม่อยากให้พี่น้องทะเลาะกันอีก จึงยอมแบ่งที่ดินให้น้องของพ่อ หลังจากนี้ก็จะได้ไปเดินเรื่องออกโฉนดเพื่อให้มีเอกสารสิทธิ์ในที่ดินถูกต้องตามกฎหมาย  และต่างคนก็ต่างทำมาหากิน   แต่ก็อยากจะบอกกับสังคมให้เข้าใจว่าจริงแล้ว พ่อและครอบครัวไม่มีเจตนาจะขัดคำพิพากษาศาล แต่อยากให้เข้าใจถึงข้อเท็จจริงว่า สมัยนั้นพ่อแม่เป็นคนหาเงินไปไถ่ถอนที่ดินดังกล่าวมาไม่งั้นก็คงไม่มีที่ดินแปลงนี้อยู่ แต่ปัญหาคือไม่มีหลักฐานแต่ทุกคนก็รับรู้ แต่เมื่อต่อสู้ในกระบวนการกฎหมายมันขัดแย้งกับข้อเท็จจริง ก็ยอมรับในกระบวนการตัดสินของศาล แต่ก็อยากให้เข้าใจและให้ความเป็นธรรมกับครอบครัวตนบ้าง แต่วันนี้ได้ข้อยุติก็สบายใจ

ขณะที่ ทนายอั๋น บอกว่า การเจรจาไกล่เกลี่ยกรณีดังกล่าวถือว่าจบลงอย่างสวยงาม ไม่ต้องการเสียเวลาเสียเงินเสียทองไปเข้าสู่กระบวนการใหม่อีกเพราะหากฝ่ายจำเลยไม่ยอมทางโจทย์ก็จะต้องดำเนินการฟ้องขับไล่ หรืออาจจะเข้าไปแบ่งเอาเลยตามคำพิพากษาศาล ซึ่งก็จะไม่เป็นผลดีกับทุกฝ่าย แต่วันนี้ก็จบลงด้วยการตกลงเจรจากันได้ โดยที่ตนเองก็เป็นส่วนหนึ่งในการนำความยุติธรรมที่ 15 ปีเขาขาดหายไป  แต่วันนี้จบลงด้วยการหันหน้าพูดคุยกันก็ดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งที่ทุกฝ่ายตกลงกันได้ด้วยดี.
  
 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

494.gif

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top