กกล.บูรพาประกาศกฎอัยการศึก
คุม‘บ้านหนองจาน’
ห้ามพกพาอาวุธเข้าพื้นที่
ใช้ไม้แข็งฟันเขมรบุกป่วน
“กกล.บูรพา” ประกาศ “กฎอัยการศึก” ควบคุมพิเศษพื้นที่“บ้านหนองจาน” ขีดเส้น“ถ.ศรีเพ็ญ” เป็นแนวรักษาความสงบ ห้ามพกพาอาวุธ-ห้ามใช้เครื่องขยายเสียงโดยพลการ “ทบ.”กางกฏอัยการศึก ดำเนินคดีคนกัมพูชา ก่อความไม่สงบ บุกรุกรื้อลวดหนามคุก 5 ปี ปรับ 1 แสน ฟันกฎหมายอาญา กรณี ทำร้ายร่างกาย-พยามฆ่า ส่วนบรรยากาศที่บ้านหนองจาน ตั้งด่านตรวจคัดกรองประชาชนเข้มข้น “โฆษก ทบ.”ย้ำ ยิงตอบโต้ทันที หาก“ทหารกัมพูชา”รุกล้ำลอบวางทุ่นระเบิด ชี้มีโอกาสบานปลายหากยิงสวนกลับมา ยันคดีคลิปเสียงนายกฯ ไม่ส่งผลกระทบดูแลชายแดนไทย-กัมพูชา เผย ส่งมือถือทหารเขมร 20 เครื่อง ตรว ใช้เป็นหลักฐาน ทหารเขมร วางทุ่นระเบิดใหม่
เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา (ศบ.ทก.) รายงานว่า สถานการณ์ชายแดน 11 จุด ใน 7 จังหวัด ยังไม่มีเหตุการณ์ใดๆ ด้าน ศบ.ทก. และกองทัพไทย ยังคงตรึงกำลังและเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการรุกล้ำอธิปไตยในทุกรูปแบบของกัมพูชา
ขณะที่รัฐบาลไทย ได้ประณามอย่างรุนแรง ต่อเหตุการณ์ลักลอบเข้ามาวางกับระเบิดในพื้นที่อธิปไตยของประเทศไทย เป็นเหตุให้กำลังพลปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนได้เหยียบกับระเบิด PMN-2 ในเขตประเทศไทย จนได้รับบาดเจ็บ ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 6 ที่กัมพูชาลักลอบเข้ามาวางกับระเบิดสังหารบุคคลอย่างไร้มนุษยธรรม
ใช้เวทีสหประชาชาติกดดันกัมพูชา
โดย นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งได้เข้าร่วมประชุมกับผู้แทนของประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกรอบอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (Anti-Personnel Mine Ban Convention: APMBC) เมื่อวันพุธที่ 27 สิงหาคม 2568 ที่สำนักงานสหประชาชาติ UN ในนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยได้เน้นย้ำต่อที่ประชุมฯ ว่า รัฐบาลไทยเสียใจต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจากการที่ทหารไทยได้รับบาดเจ็บสาหัสจนถึงทุพพลภาพ จากระเบิด PMN-2 ที่กัมพูชา ยังมีอยู่ในครอบครอง นับเป็นการละเมิดอธิปไตยและกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจน โดยประเทศไทยได้ยื่นเรื่องนี้ต่อ UN พร้อมเรียกร้องให้ประชาคมโลกกดดันกัมพูชา ให้ยอมรับการแก้ไขปัญหาในการมีและวางกับระเบิดดังกล่าว
ทั้งนี้ รัฐบาลไทยพร้อมให้ความร่วมมือในระดับทวิภาคีและกับสหประชาชาติ UN เพื่อสร้างสันติภาพและแนวชายแดนที่ปลอดภัยและปราศจากกับระเบิด
ประกาศกฎอัยการศึก‘บ้านหนองจาน’
วันเดียวกัน พลตรี เบญจพล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา ผู้บัญชาการกองกำลังบูรพา ลงนามในประกาศกองกำลังบูรพา เรื่อง กำหนดพื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อย โดยที่ปรากฏว่าประเทศกัมพูชา ได้นำประชาชนเข้ามาก่อเหตุจลาจลในราชอาณาจักรไทยพื้นที่บ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว จึงมีความจำเป็นโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ที่ต้องใช้กำลังทหาร ตำรวจ พลเรือน ตลอดจนประชาชนชาวไทยทุกคนเพื่อป้องกันประเทศ ให้พ้นจากภัยคุกคามดังกล่าว เพื่อรักษาไว้ซึ่งอธิปไตยของชาติและบูรณภาพแห่งดินแดน ตลอดจนชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนชาวไทยและจำเป็นต้องกำหนดพื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อย รวมถึงมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อย
ห้ามใช้อาวุธ-เครื่องขยายเสียงโดยพลการ
โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11แห่งพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พุทธศักราช 2557จึงให้กำหนดพื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อย แนวรักษาความสงบเรียบร้อย และมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อย ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้พื้นที่บ้านหนองจาน ตำบลโนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เป็นพื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อย ข้อ 2 ให้ถนนศรีเพ็ญ ในพื้นที่บ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้วเป็นแนวรักษาความสงบเรียบร้อย ข้อ 3 มาตรการในการเข้าไปในพื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อย ดังนี้ 3.1 ห้ามพกพาอาวุธทุกชนิด หรือสิ่งเทียมอาวุธเข้ามาในพื้นที่ 3.2 ห้ามปิดเส้นทางที่ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และการดำรงชีวิต 3.3 ห้ามถ่ายภาพฐานปฏิบัติการทางทหาร 3.4 ห้ามทะเลาะวิวาท และดื่มของมึนเมา 3.5 ห้ามนำเครื่องขยายเสียงเข้าในพื้นที่โดยไม่ได้รับอนุญาต ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ.2568 พลตรี เบญจพล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา ผู้บัญชาการกองกำลังบูรพา
ทบ. เปิดมาตรการรักษาความสงบ
ที่กองบัญชาการกองทัพบก พันเอก ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก กล่าวว่า กองกำลังบูรพาได้ออกประกาศกำหนดพื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อยในเขตบ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ภายหลังปรากฏเหตุประชาชนจากฝั่งกัมพูชาลักลอบเข้ามาก่อความไม่สงบในเขตแดนไทย อันเป็นภัยต่อความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่
โดยเพื่อคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนไทย และรักษาอธิปไตยของชาติ กองกำลังบูรพา จึงอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พศ. 2457 กำหนดมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อย ซึ่งมีสาระสำคัญ ดังนี้ มาตรการรักษาความสงบเรียบร้อย
1. กำหนดพื้นที่บ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เป็นพื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อย
2. กำหนดถนนศรีเพ็ญ ในพื้นที่บ้านหนองจาน เป็นแนวรักษาความสงบเรียบร้อย
3. กำหนดมาตรการควบคุมเพื่อความปลอดภัยใน พื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อย ดังนี้
3.1 ห้ามนำอาวุธหรือสิ่งเทียมอาวุธเข้ามาในพื้นที่
3.2 ห้ามปิดกั้นเส้นทางที่กระทบต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และการดำรงชีวิตของประชาชนในพื้นที่
3.3 ห้ามถ่ายภาพหรือบันทึกข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับฐานปฏิบัติการทางทหาร
3.4 ห้ามก่อเหตุทะเลาะวิวาท หรือดื่มสุราและของมึนเมาในพื้นที่
3.5 ห้ามนำเครื่องขยายเสียงเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่
ซึ่งมาตรการดังกล่าวนี้ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับความปลอดภัยสูงสุด และยืนยันชัดเจนต่อฝ่ายกัมพูชาว่า เขตแดนไทยเป็นพื้นที่อธิปไตยที่ไม่อาจถูกล่วงละเมิดได้
กางกฏอัยการศึกดำเนินคดีผู้ฝ่าฝืน
ทั้งนี้ เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับสถานการณ์ กองกำลังบูรพาได้กำหนดแนวทางดำเนินคดีในกรณีที่มีชาวกัมพูชาละเมิดต่อมาตรการดังกล่าว ดังนี้
1. กรณีบุกรุกข้ามเขตแดนเข้ามาฝั่งไทย จะถูกดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง โดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง
2. กรณีบุกรื้อลวดหนาม
- มีความผิดฐานทำลายทรัพย์สินราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- หากมีการเอาทรัพย์ไปด้วย เช่น ขโมย ลวดหนาม จะมีความผิดฐานลักทรัพย์ของทางราชการ ตามมาตรา 335 (10)
- หากเข้าข่ายเป็นการกระทบต่อเอกราชของไทย อาจมีความผิดตามมาตรา 119 หรือเป็นผู้สนับสนุนตามมาตรา 119 ประกอบมาตรา 129 ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต
- เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 119 หรือเป็นผู้สนับสนุนตามมาตรา 119 ประกอบ มาตรา 129 ฐานกระทำการใดๆ ที่ทำให้เอกราชของไทยเสียไป ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือ จำคุกตลอดชีวิต
3. กรณีก่อเหตุทะเลาะวิวาทในพื้นที่ฝั่งไทย
- หากมีการทำร้ายร่างกาย, ฆ่าหรือพยายามฆ่า จะถูกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา และจะต้องรับโทษตามบทบัญญัติของกฎหมายอาญาอย่างเคร่งครัด
กองกำลังบูรพา ขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนทุกท่านในการปฏิบัติตามข้อกำหนด เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัย ในพื้นที่อธิปไตยของไทย ซึ่งหากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่กองกำลังบูรพา อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว
‘บ้านหนองจาน’ตั้งด่านตรวจเข้ม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังพลตรี เบญจพล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา ผู้บัญชาการกองกำลังบูรพา ลงนามในประกาศกองกำลังบูรพา เรื่องกำหนดพื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อย โดยใช้กฎอัยการศึก คุมพื้นที่ “ บ้านหนองจาน” ขีดเส้น ถ.ศรีเพ็ญ เป็นแนวรักษาความสงบ
โดยบรรยากาศล่าสุดเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อยโดยกลุ่มมวลชนในพื้นที่ที่เคยมาชุมนุมวันนี้บางตา และไม่มีเวทีปราศรัย ไม่มีรถเครื่องเสียง แต่ยังคงมีประชาชนจากนอกพื้นที่เดินทางเข้าไปที่บ้านหนองจานในลักษณะตั้งใจไปทำคอนเทนท์เพื่อลงโซเชียลทั้งการเช็คอินใน Facebook หรือถ่ายคลิปวิดีโอเพื่อต้องการเผยแพร่ลงใน TikTok
ทั้งนี้ หลังใช้กฎการควบคุมพื้นที่ได้มีการสับเปลี่ยนกำลังทหารจากปกติมาเป็นสารวัตรทหารในการควบคุมบริเวณถนนศรีเพ็ญที่เคยเป็นจุดชุมนุมรวมถึงมีการตั้งจุดตรวจของสารวัตรทหารและชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านเป็นระยะเพื่อสอบถามและคัดกรองบุคคลที่ต้องการเดินทางเข้าไปในพื้นที่บ้านหนองจานด้วย
ทบ.ย้ำพร้อมรักษาอธิปไตย
ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก แถลงข่าวสถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชา ว่า ในพื้นที่ของกองทัพภาคที่ 2 ยังต้องเฝ้าระวัง และกำลังพลยังคงมีความพร้อมในการรักษาอธิปไตย ไม่ต่างกับห้วงที่ผ่านมา แต่ในห้วงนี้ ในพื้นที่ที่อยู่ในการควบคุม ยังมีการลักษณะในการลอบเข้ามาวางทุ่นระเบิด หลังจากมีข้อตกลงหยุดยิง ยังคงมีการใช้อาวุธทำร้ายฝ่ายไทย จำนวน 3 ครั้ง
ทั้งนี้ การลาดตระเวน แม้จะเป็นพื้นที่ที่เราควบคุมได้ แต่ก็ยังต้องใช้ความระมัดระวัง เพราะงานด้านการข่าวยังพบว่าฝ่ายกัมพูชายังลอบเข้าพื้นที่เพื่อมาทำร้ายฝ่ายไทยด้วยการลอบวางทุ่นระเบิด นอกจากนี้ การคุกคามด้วยการใช้โดรนก็ยังคงมีอยู่ แต่มีความหนาแน่นน้อยลง ตลอดจนบิดเบือนข้อมูล
ซึ่งกองทัพบกยังคงเน้นการสื่อสารในเรื่องของการใช้ทุ่นระเบิด แต่ฝ่ายกัมพูชาพยายามบิดเบือนข้อมูลว่าเป็นของเก่าจากสงครามในอดีต ซึ่งเรามีหลักฐานชี้ชัดว่าเป็นการวางใหม่ โดยเฉพาะข้อมูลในหลักฐานในโทรศัพท์ของทหารกัมพูชาประมาณกว่า 20 เครื่อง แบ่งเป็น 2 ส่วน ของผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ และผู้ที่เสียชีวิต ซึ่งมีทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวเป็นการสอนการใช้ทุ่นระเบิด ซึ่งไม่สามารถไปปลอมแปลงได้อยู่แล้ว และผู้ที่สืบค้นข้อมูลเชิงลึกให้กับกองทัพคือสำนักงานนิติวิทยาศาสตร์ ของกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเราสามารถนำสิ่งเหล่านี้ไปยืนยันกับองค์กรต่างประเทศได้
“กองทัพบกจะเน้นย้ำในเรื่องของทุ่นระเบิด เนื่องจากมีความสำคัญและมีผลกระทบต่อประเทศไทยมาก ไม่ใช่เพียงเฉพาะหน่วยงานของกองทัพ ยังรวมถึงประชาชนที่ยังกังวลต่อเรื่องนี้” โฆษกกองทัพบก กล่าว
ยิงตอบโต้ทันทีหากทหารกัมพูชารุกล้ำ
เมื่อถามว่า คำสั่งอนุมัติให้ยิงตอบโต้ทันที หากพบทหารกัมพูชารุกล้ำเข้ามาวางระเบิด จะสามารถป้อมปรามได้หรือไม่ และเป็นไปได้หรือไม่จะเกิดการยิงสวนกลับมา ทำให้สถานการณ์บานปลาย พลตรี วินธัย กล่าวว่า ถือว่าอยู่ในเรื่องของกฎการใช้กำลังหรือกฎการปะทะ เนื่องจากมีความชัดเจน ว่าทหารกัมพูชาเข้ามาเพื่อคุกคามชีวิต ทำอันตรายต่อทหารไทย เพราะฉะนั้นแนวทางในการป้องกันตัวสามารถทำได้อยู่แล้ว และยอมรับว่าหากฝ่ายไทยยิงตอบโต้ ก็มีโอกาสที่ฝ่ายกัมพูชาจะยิงสวนกลับมา ขึ้นอยู่กับสถานการณ์เฉพาะ แต่หากมีการรุกล้ำ สิ่งบ่งชี้ทุกอย่างค่อนข้างชัดเจน เข้ามาเพื่อทำอันตรายกับทหารไทย เพราะฉะนั้นหลักของการป้องกันตัว เมื่อภัยคุกคามนั้นมาถึงที่กระทบต่อชีวิต หลักทั่วไปของสากล ก็สามารถทำได้
ส่วนจะถูกมองว่าฝ่ายไทยละเมิดการหยุดยิงหรือไม่นั้น พลตรี วินธัย กล่าวว่า เราเคารพในข้อตกลงอยู่แล้วอย่างเคร่งครัด และให้ความสำคัญ เนื่องจากเป็นการดำเนินการจากรัฐบาลสองประเทศ แต่ไม่ปิดโอกาสในการป้องกันตัวเอง ต้องแยกกัน
คดีคลิปเสียงไม่กระทบการทำงาน
ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลตรี วินธัย กล่าวถึง สถานการณ์การเมืองที่ศาลศาลรัฐธรรมนูญตัดสินคดีคลิปเสียงของนายกรัฐมนตรี จะส่งต่อสถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชา หรือไม่ ว่า ไม่น่าจะกระทบ เพราะในส่วนของกองทัพได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายบริหารจากรัฐบาลอยู่แล้ว การทำงานในกรอบฝ่ายทหารเป็นไปตามบทบาทหน้าที่อยู่แล้ว ซึ่งฝ่ายรัฐบาลคอยให้การสนับสนุนอยู่ตลอด ไม่มีผลกระทบอะไรเกี่ยวกับงานด้านการเมืองเลย
เมื่อถามว่า จะเป็นรัฐบาลชุดเดิมหรือรัฐบาลชุดใหม่ จะไม่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของกองทัพใช่หรือไม่ พลตรี วินธัย กล่าวว่า “ไม่ เพราะกองทัพบกอยู่ในกรอบของหน่วยปฏิบัติ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับงานบริหาร”
เมื่อถามถึงการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารชั้นนายพล มีเปลี่ยนตำแหน่งภายในกองทัพบก เช่น แม่ทัพภาคที่ 1 - 2 จะทำให้เกิดรอยต่อการปฏิบัติงานหรือไม่ พลตรี วินธัย กล่าวว่า ไม่น่าจะมีผลกระทบอะไร เพราะว่ากองทัพภาคที่ 1 - 2 - 3 - 4 ก็ต้องปฏิบัติตามนโยบายกองทัพบก มีผู้บัญชาการทหารบกเป็นผู้รับผิดชอบ และการทำงานภายในหน่วยทหาร เป็นการทำงานตามตำแหน่ง ใครได้รับตำแหน่งผู้บัญชาการกองกำลัง ก็มีกรอบบทบาทหน้าที่การทำงาน และในฐานะที่เป็น ผบ.กองกำลัง หากเป็นแม่ทัพภาค ตำแหน่งความรับผิดชอบก็อยู่กับตำแหน่งเช่นกัน เพราะฉะนั้นตัวบุคคลจะไม่มีผลต่อการทำงาน
เมื่อถามว่า ได้ประเมินสถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชา จะยืดเยื้อไปถึงเมื่อใด พล.ต.วินธัย กล่าวว่า ตอนนี้ตอบยาก ยอมรับว่าสถานการณ์มีความไม่แน่นอน เพราะจากช่วงที่สถานการณ์ตึงเครียดมา จะเห็นหลายสิ่งเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด แต่ก็ไม่ได้น่ากังวล เพราะกองทัพบกถือว่ามีความพร้อม รวมถึงกองทัพภาคที่ 1 - 2 ก็มีความพร้อมที่จะเผชิญสถานการณ์ทุกรูปแบบอยู่แล้ว
ส่งมือถือทหารเขมรหลักฐานวางระเบิด
พลตรี วินธัย เปิดเผยว่า ฝ่าย ทหารไทย ได้ตรวจพบโทรศัพท์มือถือของ ทหารเขมร ทั้งของคนที่มีชีวิต และ คนที่เสียชีวิตไป รวมราว 20 เครื่อง โดยส่ง ให้ผู้เชี่ยวชาญ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ตรวจสอบในรายละเอียด เพื่อใช้ เป็นหลักฐาน นอกเหนือจาก มือถือที่ตรวจพบ บนภูมะเขือ โดยมีทั้งภาพถ่ายนิ่ง คลิปวิดีโอ สอนใช้ทุ่นระเบิด และการพูดภาษาเขมร ชัดเจนคงไม่มีใครไปทำปลอม ได้
อีกทั้งมีหลักฐาน หลายอย่าง ยืนยันว่า ทหารกัมพูชา วางทุ่นระเบิดใหม่ เพราะลักษณะยังใหม่ สี และตัวอักษร ยังชัด ถือว่า ละเมิดอนุสัญญา ออตตาวา
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี