วันเสาร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568
‘แม่ทัพ1’สั่งลุยกู้ทุ่นระเบิดก่อนส่งมอบ ปชช.
ปกป้องแผ่นดินถึงที่สุด
‘หนู’ส่งหนังสือตอบ‘ทรัมป์’
ทุกอย่างอยู่ภายใต้หลักสากล
ย้ำไทยไม่เพลี่ยงพล้ำเวทีโลก
ลั่นไม่มีวันทำปท.เสียเปรียบ
“ผบ.ตร.”ลงพื้นที่“บ้านหนองจาน”เกาะติดสถานการณ์ชายแดน ยืนยันตำรวจพร้อมสนับสนุนการปฏิบัติงานของฝ่ายทหาร รอเพียงคำสั่งเท่านั้น ส่วน “แม่ทัพภาคที่ 1” ลงพื้นที่ชายแดนจ.สระแก้ว ตรวจความพร้อมยุทธวิธีร่วมกับ “ผบ.ตร.” ย้ำทหารปกป้องแผ่นดินไทยอย่างถึงที่สุด พร้อมติดตามความคืบหน้าเก็บกู้ทุ่นระเบิด ทำพื้นที่ให้ปลอดภัย ก่อนส่งมอบให้ประชาชน “แม่ทัพภาคที่2” ตรวจเยี่ยมขวัญกำลังใจกำลังพล ยืนหยัดปกป้องอธิปไตย ตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา “กกล.บูรพา” เคลียร์ทุ่นระเบิด บ้านหนองหญ้าแก้ว วันที่ 4 พบเพิ่มอีก 2 ทุ่น ด้าน“นายกฯ” เชื่อประเด็นเปิดเสียงหลอน ชายแดนสระแก้ว ไม่ทำให้ไทยเพลี่ยงพล้ำในเวทีโลก เผยส่งหนังสือตอบ“ทรัมป์”กรณีขอเป็นคนกลางในการเจรจายุติความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาแล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงเช้าวันที่ 13 ตุลาคม 2568 พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร.ลงพื้นที่ตรวจความเรียบร้อยพร้อมตรวจเยี่ยมกำลังพล บริเวณบ้านหนองจาน จ.สระแก้ว เพื่อให้ขวัญกำลังใจแก่ตำรวจที่ร่วมปฏิบัติภารกิจกับกองทัพ ทั้งฝ่ายปฏิบัติการและส่วนสนับสนุน พร้อมรับฟังสถานการณ์
โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐให้สัมภาษณ์ว่าวันนี้ต้องการที่จะมาพบกำลังพลที่เป็นหน้าแนวของบ้านหนองจาน เพื่อให้กำลังใจและนำสิ่งของมามอบให้ เพื่อดำรงชีพอยู่ที่นี่ และมาสอบถามว่ามีสิ่งใดที่ยังต้องการเพิ่มเติมหรือไม่ ทั้งอุปกรณ์และสาธารณูปโภคต่างๆ รวมไปถึงพูดคุยกันในเรื่องที่ต้องทำงานร่วมกับทหาร ที่ต้องปฏิบัติภายใต้ตามยุทธการทหาร
กำลังพลมีกำลังใจดีมาก
โดยเรื่องกำลังใจ ถือเป็นสิ่งแรกที่เราต้องถามเขา ซึ่งตอนนี้ทุกคนมีกำลังใจดีมาก และมีความพร้อมในการปฎิบัติ ส่วนอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ก็มีการสลับเปลี่ยนที่มีประสิทธิภาพเข้ามาเป็นที่เรียบร้อยหมดแล้ว ตอนนี้จึงไม่มีอะไรที่ต้องเป็นกังวล
ส่วนที่เข้าไปดูความเรียบร้อยภายในบริเวณบ้านหนองจานก็พบว่ามีบ้านอยู่ประมาณ 5 หลัง ที่มีการเคลื่อนย้ายคนกัมพูชาไปแล้ว แต่ในแนวลึกไปกว่านั้น ก็เป็นชุมชนที่มีบ้านหนาแน่นพอสมควร และเราก็กั้นแนวไว้ แต่คงยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น ส่วนวันที่ 17ก.ย.ที่มีการปะทะ ก็มีการถอดบทเรียนทุกขั้นตอน เพราะเชื่อว่าฝ่ายนั้น ก็ถอดบทเรียนเช่นเดียวกัน และน่าจะมียุทธวิธีที่สลับซับซ้อนมากขึ้น
พร้อมรักษาและบังคับใช้ก.ม.
ผบ.ตร.กล่าวอีก แล้ว ตอนนี้ทางตำรวจมีความพร้อม แต่เราอยู่ภายใต้ยุทธการของทหาร ก็รอคำสั่งต่างๆ ตามกฎอัยการศึก เพื่อรักษาพื้นแผ่นดินไทยและอธิปไตยของเรา อะไรที่สามารถเจรจาได้ ก็ควรเจรจา แต่หากเจรจาไม่ได้ ก็ต้องใช้กฎหมายนำ ซึ่งตำรวจเองต้องทำงานเป็น 2 ส่วน ทั้งแนวหน้า และแนวหลัง ที่ต้องดูแลและ เคลื่อนย้ายประชาชน ขณะเกิดสถานการณ์ ส่วนเรื่องการจับแรงงานลักลอบข้ามแดนก็จะดำเนินตามกฎหมายไทย ก่อนที่จะผลักดันกลับทันที จะได้ไม่เป็นภาระในการดูแล
ส่วนเรื่องการผลักดันกัมพูชาออกจากในพื้นที่นั้น ผบ.ตร.กล่างว่าเป็นอำนาจของทหาร เราเตรียมความพร้อมรอรับคำสั่ง เพื่อปกป้องอธิปไตย
“อยู่มานาน พูดกันรู้เรื่องก็รู้เรื่อง ไม่รู้เรื่องก็ต้องบังคับใช้กฎหมาย เพราะนี่คือพื้นที่แผ่นดินไทยของเรา ซึ่งไม่ได้อยู่ในเขตพิพาทด้วย เราจำเป็นต้องผลักดันและรักษาอธิปไตย พื้นแผ่นดินไทย ตำรวจก็พร้อมที่จะปฏิบัติในการรักษากฎหมายและบังคับใช้กฎหมาย” ผบ.ตร. กล่าว
แม่ทัพภาคที่1 ลงชายแดนสระแก้ว
วันเดียวกัน พล.ท.วรยส เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 1/ผบ.ศปก.ทภ.1 ลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว เพื่อติดตามสถานการณ์ ความคืบหน้าของการปฏิบัติภารกิจในทุกภาคส่วน ซึ่งแม่ทัพภาคที่ 1/ผบ.ศปก.ทภ.1 ได้ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าของภารกิจเก็บกู้ระเบิดในพื้นที่ปฏิบัติการ บ.หนองหญ้าแก้ว โดย ผบ.ช.พัน.2 ฉก.12 กกล.บูรพา ได้ชี้แจงแผนการปฏิบัติและความคืบหน้าตลอดจนรายงานการตรวจพบทุ่นระเบิดในพื้นที่ ตลอดห้วง 3 วันที่ผ่านมา ร่วมกับกองบัญชาการกองทัพไทย โดยศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) ซึ่งแม่ทัพภาคที่ 1/ผบ.ศปก.ทภ.1 ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้ทุ่นระเบิดและทีมสนับสนุน ปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวัง ย้ำว่าภารกิจการเก็บกู้ทุ่นระเบิดนี้เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยในพื้นที่อธิปไตยของไทย ก่อนส่งมอบให้พี่น้องประชาชนได้ดำเนินชีวิตอย่างปกติสุข มีพื้นที่ทำกินต่อไปได้อย่างปลอดภัย
จากนั้นได้ไปตรวจเยี่ยมและติดตามการปฏิบัติงานของหน่วยทหารม้าและหน่วยทหารปืนใหญ่ในพื้นที่ในการเตรียมความพร้อมทางยุทธวิธี โดยแม่ทัพภาคที่ 1/ผบ.ศปก.ทภ.1 ได้มอบสิ่งของเป็นขวัญและกำลังใจพร้อมสอบถามถึงความห่วงใยเกี่ยวกับของครอบครัวของกำลังพล เพื่อหาแนวทางในการให้ความช่วยเหลือคลายความกังวลใจพร้อมทำหน้าที่อย่างดีที่สุด
หารือ ผบ.ตร./ให้กำลังใจกำลังพล
นอกจากนี้ แม่ทัพภาคที่ 1/ผบ.ศปก.ทภ.1 ได้มีโอกาสหารือร่วมกับ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. และร่วมตรวจเยี่ยมมอบสิ่งของเป็นกำลังใจให้กับชุดควบคุมฝูงชนและหน่วยทหารที่ปฏิบัติร่วมกัน เพื่อประสานความร่วมมือในการปฏิบัติการ ยืนยันความพร้อมในการบูรณาการกับทุกส่วนราชการในการปฏิบัติและการบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงการดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนในภารกิจปกป้องอธิปไตยของชาติ
ทั้งนี้ แม่ทัพภาคที่ 1/ผบ.ศปก.ทภ.1 ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รับทราบความห่วงใยและความคาดหวังของมวลชนทั้งภายนอกพื้นที่และประชาชนในพื้นที่ขอบคุณที่เชื่อมั่นและให้กำลังใจการปฏิบัติงานของกองทัพภาคที่ 1 และทุกส่วนราชการตลอดประชาชนจิตอาสา ถือเป็นพลังใจที่มีค่าให้ทหารเดินหน้าปกป้องแผ่นดินไทยอย่างถึงที่สุด
มทภ.2 ตรวจเยี่ยม กกล.สุรนารี
ขณะที่ พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยทหารตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ในพื้นที่กองกำลังสุรนารี เพื่อติดตามสถานการณ์ ตรวจเยี่ยมขวัญกำลังใจ และกำชับแนวทางการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามนโยบายของกองทัพบกและรัฐบาล
กองทัพภาคที่ 2 ดำเนินการเฝ้าตรวจและเตรียมความพร้อมตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ตลอด 24 ชั่วโมง กำลังพลทุกนายมีขวัญกำลังใจดี ได้รับการดูแลสวัสดิการ อาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นอย่างเพียงพอ มีแผนการสนับสนุนครบทุกมิติ เพื่อให้การปฏิบัติภารกิจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
ไม่ยอมเสียอธิปไตยแม้ตารางเซ็นฯเดียว
ในทุกสถานการณ์ กองทัพภาคที่ 2 ดำเนินการด้วยความรอบคอบและระมัดระวัง เพื่อป้องกันความสูญเสียที่ไม่จำเป็น และหากตรวจพบการล่วงล้ำเข้ามาในเขตอธิปไตยไทย จะดำเนินการตอบโต้ตามกฎการใช้กำลังโดยทันที เพื่อปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ
กองทัพภาคที่ 2 ขอให้คำมั่นว่า “จะไม่ยอมให้เสียอธิปไตยของชาติแม้แต่ตารางเซนติเมตรเดียว”
“หนองหญ้าแก้ว”พบทุ่นระเบิดเพิ่ม
รายงานข่าวจากหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด เปิดเผยว่า วันนี้ส่งชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด ได้ตรวจพบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ในพื้นที่ปฏิบัติการ บ้านหนองหญ้าแก้ว อีกจำนวน 2 ทุ่น เป็นระเบิดชนิดระเบิดอยู่กับที่ MN79 จำนวน 1 ทุ่น สภาพพร้อมทำงาน ที่พิกัด 48PTA 55209 29042 และใกล้กันพบ ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลมชนิดระเบิดอยู่กับที่ PMN จำนวน 1 ทุ่น สภาพพร้อมทำงานที่พิกัด 48PTA 55208 29044
โดยทั้ง 2 ลูก ทางเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด ได้การดำเนินการ เก็บกู้ทุ่นระเบิดทั่ง 2 ทุ่น ตามขั้นตอนเรียบร้อย
โดยตั้งแต่เริ่มปฏิบัติภารกิจ มาตั้งแต่ วันที่ 10 ต.ค. 68 - 13 ต.ค.68 ตรวจพบ ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล รวมแล้ว 7 ทุ่น แยกเป็น ชนิดระเบิดอยู่กับที่ PMN สภาพพร้อมใช้งาน ทั้ง 6 ทุ่น และ ทุ่นระเบิดชนิดอยู่กับที่ MN79 สภาพพร้อมใช้งาน 1 ทุ่น
เปิดจอใหญ่ฉายสารคดี“แคมป์511”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังเปิดเสียงหลอนมา 2 วัน ล่าสุด เมื่อคืน ชายแดนบ้านหนองจาน จ.สระแก้ว เปิดฉาย “สารคดีแคมป์ 511 “ เล่าเรื่องชาวกัมพูชาอพยพหนีเขมรแดง และฝ่ายไทยเปิดชายแดนช่วยเหลือ บรรยายเสียงเป็นภาษาเขมร ให้รับรู้ถึงน้ำใจคนไทย
เมื่อคืนที่วันที่ 12 ต.ค.ผ่านมา ชายแดนบ้านหนองจาน ฝ่ายไทยฉายหนังกลางแปลง สารคดี แคมป์ 511 เล่าเรื่องราว “ค่ายผู้อพยพหนองจาน” หรือที่รู้จักกันในชื่อ แคมป์ 511 ที่ไทยได้เปิดรับผู้อพยพชาวกัมพูชาที่หนีภัยสงครามกลางเมือง เมื่อประมาณ 40 ปีก่อน ด้วยหลักมนุษยธรรม
สารคดีนี้ถูกอ้างอิงเพื่อยืนยันความเป็นเจ้าของดินแดนไทย และเน้นย้ำถึงประเด็นปัญหาความมั่นคงชายแดน เนื่องจากมีการกล่าวอ้างว่า ผู้อพยพบางส่วนที่เคยพึ่งพาอาศัยแผ่นดินไทย กลับพยายามรุกล้ำหรืออ้างสิทธิ์ในพื้นที่ดังกล่าว พร้อมตั้งคำถามว่า นี่หรือคือการตอบแทนน้ำใจที่คนไทยมอบให้
เวลา 01.02 น. ทหารกัมพูชา โพสต์คลิปพร้อมแคปชัน “คืนนี้ออกเดินทางกลางดึก หลังเที่ยงคืน กำลังง่วงนอน ผบ.สั่งสมทบกำลังที่แนวหน้า”
นายกฯเชื่อปมเสียงไม่ทำไทยเพลี่ยงพล้ำ
ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวรีกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงการเปิดสารคดีและซาวด์หลอน บริเวณชายแดนจังหวัดสระแก้ว ถือเป็นการดำเนินตามมาตรการเบาไปหาหนักหรือไม่ว่า เรื่องการปฏิบัติตนได้มอบอำนาจให้กับกองทัพตัดสินใจเต็มที่ ส่วนเรื่องของการเจรจาทางการทูตก็เป็นหน้าที่ของกระทรวงการต่างระเทศ ซึ่งเมื่อวานนี้ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ ได้เดินทางไปยังกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย และได้พบกับฝ่ายกัมพูชาและมาเลเซีย วันนี้จะเดินทางกลับมา โดยทั้ง 2 ฝ่ายต่างได้รับอำนาจจากรัฐบาล สนับสนุนให้ดำเนินการได้อย่างเต็มที่
ส่วนกรณีการเปิดสารคดีและเสียงหลอนจะกระทบกับสิทธิมนุษยชนหรือไม่ เนื่องจากมีการทักท้วงจาก สว.บางคน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขอไปฟังก่อน ยังไม่มีเวลาฟัง เนื่องจากช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาลงพื้นที่ตลอด แต่ยืนยันว่าทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ทั้งกฎหมายไทยและกฎหมายสากล เชื่อว่าเหตุการณ์นี้จะไม่ทำให้ไทยเพลี่ยงพล้ำในเวทีโลก เพราะเรารักษาอธิปไตยของไทย
ส่วนกรณีนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา แสดงเจตจำนงขอเป็นคนกลางในการเจรจายุติความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชานั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้ส่งหนังสือตอบกลับไปแล้ว
ขอรอผลศึกษาแนวทางล้มMOU43-44ก่อน
นายอนุทิน กล่าวถึงกรณีที่นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย เตรียมประชุมพิจารณาแนวทางการจัดทำประชามติยกเลิกการลงนามบันทึกความเข้าใจ ระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน หรือ MOU 43 และการลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทย-รัฐบาลกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทย-กัมพูชาอ้างสิทธิ์ในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน หรือ MOU 44 จะมีการมอบแนวทางอย่างไร ว่าต้องดูผลการศึกษาของทั้งสองคณะกรรมาธิการ ซึ่งเป็นทั้งของสภาล่างและสภาสูง โดยนายบวรศักดิ์ คงรวบรวมและสรุปผลออกมา
เมื่อถามว่าจะมีทางออกในเรื่องนี้ใช่หรือไม่ เพราะหลายฝ่ายกังวล นายกฯกล่าวว่า ทุกอย่างต้องมีทางออก
ส่วนเมื่อได้สรุปแล้วต้องให้คณะรัฐมนตรีตัดสินใจ หลังนายบวรศักดิ์สรุปผลเสร็จสิ้นใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีคือคนที่จะยกเลิกหรือไม่ยกเลิก ซึ่งต้องมีการรวบรวมข้อมูลให้มากที่สุด
ลั่นรัฐบาลนี้ไม่มีวันทำให้ไทยเสียเปรียบ
ส่วนที่ขณะนี้ยังมีข้อถกเถียงว่า MOU ดังกล่าวสามารถยกเลิกฝ่ายเดียวได้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องมานั่งดู ซึ่งเราต้องคำนึงถึงผลได้ผลเสียให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่สิ่งที่ยืนยันคือ สำหรับรัฐบาลนี้ไม่มีวันที่จะทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบ ซึ่งตนได้ให้หลักไปแบบนี้ เพราะมีคนทำงาน มีคนเจรจา และมีคนศึกษาอยู่ สุดท้ายแล้วค่อยมาตัดสินใจ
ส่วนการศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU 43 และ MOU 44 ที่มีนายไชยชนก ชิดชอบ เป็นประธานกรรมาธิการ จะส่งผลการศึกษามาที่นายบวรศักดิ์ด้วยใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นการศึกษา โดยผลการศึกษาก็ต้องส่งมาที่คณะรัฐมนตรี จากนั้นคณะรัฐมนตรีจะมอบหมายให้ใครคนใดคนหนึ่งไปสรุปผลการศึกษามา ซึ่งอาจจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย ร่วมอยู่ด้วยก็ได้
ส่วนเรื่องดังกล่าวจำเป็นต้องทำเร่งด่วนหรือไม่ เพราะแม้แต่รัฐธรรมนูญยังทำไว้ได้ นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นไปตามกระบวนการ
เมื่อถามว่าแต่ตอนนี้ต้องเป็นไปตามแนวทางที่แถลงไว้ต่อรัฐสภาใช่หรือไม่ คือการเดินหน้าทำประชามติ จนกว่าจะมีผลศึกษาจากคณะกรรมาธิการชุดต่างๆ ออกมา นายอนุทิน ยืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปตามที่ได้แถลงนโยบายไว้ต่อรัฐสภาเมื่อถามย้ำว่าหมายถึงจะเดินหน้าการทำประชามติ ใช่หรือไม่นายอนุทิน กล่าวย้ำว่า ยืนยันตามนโยบาย
ยันข่าวตำหนิ ‘รอง มทภ.2’ไม่ใช่เรื่องจริง
นายอนุทินกล่าวถึงการเผยแพร่ข่าวในโซเชียล นายกรัฐมนตรีตำหนิ พล.ต.ณัฏฐ์ ศรีอินทร์ รองแม่ทัพภาคที่ 2 ขอเงินบริจาคจากวัด 15 ล้านบาท ว่าเสนอข่าวแบบนี้แย่ ที่บอกว่า ตนไปตำหนิรองแม่ทัพภาคที่ 2 ตนยังไม่รู้จักท่านเลย แล้ววันนี้ใช่หรือไม่ที่จะไปตำหนิคนนั้นคนนี้ ทุกคนทำงานเพื่อบ้านเมืองกันหมด การเสนอข่าวแบบนี้ ก็ชัดเจนว่าเป็นความประสงค์ร้าย ซึ่งน่ากลัว เพราะการนำเสนอข่าวแบบแพร่หลายและหลายข่าว ซึ่งเรื่องนี้ต้องแยกแยะ และเราก็ต้องฟ้อง ส่วนให้ทีมทนายไปฟ้องร้องแล้วหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “ครับ แต่วันนี้เป็นวันหยุด”
“จตุพร”ย้ำเสียงหลอนไม่ได้ละเมิดสิทธิ์
นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชนเฟซบุ๊กไลฟ์รายการประเทศไทยต้องมาก่อนว่า “กัน จอมพลัง” ในฐานะอินฟลูเอนเซอร์ช่วยเหลือประชาชนเปิดเสียงซาวด์ผีหลอนใส่กัมพูชากลางดึกนั้น กัมพูชาย่อมมีสิทธิ์เปิดเสียงหลอนใส่ไทยได้เช่นกัน
“การเปิดเสียงหลอนกลางดึกเป็นการทำสงครามจิตวิทยารบทางเสียง ยังดีกว่าทำสงครามฆ่ากันตาย และไม่ได้ละเมิดสิทธิมนุษยชนกันตรงไหน”
พร้อมอพยพไม่เกินความจริง
นายจตุพรกล่าวว่าส่วนจังหวัดสระแก้วซ้อมแผนอพยพประชาชนใน 4 อำเภอ คือ ตาพระยา โคกสูง วัฒนานคร และคลองหาด เพื่อเตรียมพร้อมยามฉุกเฉิน สะท้อนว่าสถานการณ์ผลักดันกัมพูชารุกล้ำดินแดนไทยที่บ้านหนองจานและหนองหญ้าแก้ว อาจขยายผลไปถึงขั้นต้องทำสงครามต่อกัน
การให้ชาวบ้านเตรียมความพร้อมอพยพ จึงไม่เกินความจริงไปได้ เพราะถ้ารบกันแล้ว คงไม่ได้อยู่แค่ดินแดนไทยถูกรุกล้ำเท่านั้น แต่จะขยายไปในพื้นที่ส่วนอื่นตั้งแต่ชายแดนกองทัพภาค 1 ถึงกองทัพภาค 2 ด้วย คงหนีกันไม่พ้นการปะทะกันทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบ
‘พุทธิพงษ์’ฉะ‘เสียงผี’ทำเป็นกลัว
นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับ “เสียงผี” ที่ชายแดน ระบุว่า...”เสียงผี…ทำเป็นกลัว แล้วเสียงคนบริสุทธิ์ที่ทำกับเรา เค้าไม่มีโอกาสแม้แต่ “จะร้องขอชีวิต… ” #ใครลืมเราไม่ลืม
ตะครุบ38แรงงานเขมรลอบเข้าไทย
ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.สระแก้ว ว่า เมื่อเวลา 04.30 น.วันที่ 13 ต.ค.68 กองกำลังบูรพา, หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 12 (ฉก.ร.12) , ชค. ตชด.12 (ร้อย ฉก.ตชด.4) เข้าจับกุม แรงงานต่างด้าวชาวกัมพูชาครั้งใหญ่ ขณะลักลอบเข้าสู่ประเทศไทยในพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้ว
ปฏิบัติการครั้งนี้ สื่อเนื่องจาก ร้อย ฉก.ตชด.4 นำกำลังพลออกลาดตระเวนในพื้นที่รับผิดชอบ และตรวจพบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยขนาดใหญ่บริเวณไร่อ้อยท้ายหมู่บ้านหนองจาน หมู่ 3 ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว จากการเข้าตรวจสอบพบว่าเป็นแรงงานต่างด้าวชาวกัมพูชา 38 คน แบ่งเป็น ชาย 22 คน หญิง 15 คน และมีผู้ติดตามอีก 1 คน
โดยแรงงานทั้งหมดให้การยอมรับว่าลักลอบข้ามแดนจากประเทศกัมพูชาเข้ามายังราชอาณาจักรไทยโดยใช้ช่องทางธรรมชาติ เพื่อมุ่งหน้าเข้ามาหางานทำในประเทศไทยจริง เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้แจ้งข้อกล่าวหาพร้อมสิทธิ์ตามกฎหมาย และนำตัวผู้ถูกจับกุมทั้งหมดไปทำบันทึกการจับกุม ก่อนจะส่งตัวให้พนักงานสอบสวน สภ.โคกสูง ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี