วันเสาร์ ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2569
‘สิบเอก’นักรบชายแดน ลืมกินยาจิตเวช หูแว่วแพ้เสียงในหัว ขโมยจยย.ในรพ.นครพนม
ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.นครพนม ว่า เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2569 ขณะที่ พ.ต.ท.ธานินทร์ กันภัย รอง ผกก.(สอบสวน) สภ.เมืองนครพนม เข้าไปปฏิบัติภารกิจส่วนตัวในโรงพยาบาลนครพนม ระหว่างเดินผ่านบริเวณที่จอดรถจักรยานยนต์ (จยย.) หน้าศูนย์วัณโรค สังเกตเห็นพฤติกรรมน่าสงสัยของชายรายหนึ่ง ที่เดินไปเดินมาแล้วมองไปที่ช่องเสียบกุญแจของรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า เวฟ สีน้ำเงิน-ดำ ไม่ติดทะเบียน แล้วได้นั่งคร่อมใช้กุญแจไข พยายามสตาร์ทรถจักรยานยนต์คันนั้นอยู่หลายครั้ง แต่เครื่องยนต์ไม่ติด ชายคนดังกล่าวจึงละความพยายามจากรถคันแรก และเดินเลี่ยงไปทางด้านหลังรถพยาบาล
พ.ต.ท.ธานินทร์ได้เฝ้าสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ จนกระทั่งเห็นชายคนเดิม ตรงเข้าไปหาจักรยานยนต์ยี่ห้อ Honda Wave 100 สีแดง-ดำ ซึ่งจอดอยู่บริเวณนั้น โดยมีกุญแจเสียบคาไว้ที่รถ ชายคนดังกล่าวเห็นสบโอกาสจึงทำการสตาร์ทเครื่อง และได้ขับขี่หลบหนี มุ่งหน้าออกไปนอกรั้วโรงพยาบาลอย่างรวดเร็ว
เมื่อ พ.ต.ท.ธานินทร์ เห็นพฤติการณ์ดังกล่าว เชื่อว่าชายคนนี้ไม่น่าจะใช่เจ้าของรถ และเป็นการกระทำความผิดซึ่งหน้า จึงตัดสินใจขับรถจักรยานยนต์ของตนขับติดตามไปอย่างกระชั้นชิด พร้อมกับติดต่อประสานงานไปยัง ร.ต.อ.สุระชัย นครคำสิงห์ ร้อยเวรสายตรวจ พร้อมเจ้าหน้าที่สายตรวจ สภ.เมืองนครพนม เพื่อให้ช่วยไล่ติดและเข้าสกัดจับ

ชายดังกล่าวขับรถออกจากโรงพยาบาลขึ้นไปริมแม่น้ำโขง ถนนสุนทรวิจิตร แล่นจนถึงสามแยกแลนด์มาร์ค แล้วขับไปตามถนนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 22 สายนครพนม-สกลนคร จนในที่สุดเมื่อชายดังกล่าวขับมาถึงหน้าบริษัทแห่งหนึ่งใน ต.หนองญาติ เจ้าหน้าที่สายตรวจที่ตามมาสมทบ ได้เข้าแสดงตัวและส่งสัญญาณให้ชายคนดังกล่าวหยุดรถเพื่อทำการตรวจสอบเบื้องต้น
ในขณะที่ซักถามชายผู้ขับขี่มีท่าทางกระวนกระวาย พูดจาวกวน มือสั่น และให้การยอมรับว่า “เห็นรถจักรยานยนต์คันนี้เสียบกุญแจคาไว้ จึงฉวยโอกาสสตาร์ทแล้วขับออกมาโดยที่ตนไม่ได้รู้จักกับเจ้าของรถแต่อย่างใด”
จากการตรวจสอบประวัติและข้อมูลเบื้องต้น ทราบชื่อภายหลังคือ ส.อ.กฤษณพงค์ หรือ “หมู่เต้ย” อายุ 34 ปี สังกัดหน่วยทหารรบแห่งหนึ่ง จึงนำตัวไปสอบสวนมูลเหตุจูงใจในการก่อเหตุครั้งนี้ ซึ่งจากการตรวจสอบเอกสารทราบว่าหมู่เต้ยเป็นทหารจริง และเพิ่งลากลับมาจากชายแดนไทย-กัมพูชา ในกระเป๋าเสื้อผ้ามีถุงยาจิตเวชของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ และพยายามโทรศัพท์หาพ่อแม่ให้มารับตัวกลับบ้าน
หมู่เต้ย เล่าว่า พื้นเพเป็นคน จ.สมุทรปราการ รับราชการทหารร่วม 10 ปี และมีโรคเกี่ยวกับจิตเวช ต้องกินยาประจำทุกวัน โดยได้ไปปฏิบัติราชการที่ชายไทย-กัมพูชา ที่ อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ หลังเหตุการณ์สงบก็ลาเพื่อไปกรุงเทพฯ แต่รถโดยสารมาถึงนครพนมดึก จึงไปนอนที่ค่ายพระยอดเมืองขวาง 1 คืน รุ่งเช้าได้นั่งรถสองแถวเข้าตัวเมือง เพื่อให้แพทย์รักษาอาการเจ็บปวดที่ชายโครงซ้าย
แต่ขณะนั้นได้ส่งกระแสจิตไปถึงพ่อ ว่า ไม่มีรถไปสนามบินจะทำอย่างไร หมู่เต้ย อ้างว่าพ่อสั่งให้ขับรถจักรยานยนต์ที่อยู่แถวนั้นไป ตนจึงเดินหารถจักรยานยนต์รอบโรงพยาบาล กระทั่งมาเจอคันหนึ่งจอดคากุญแจไว้ จึงนั่งคร่อมสตาร์ทเครื่องขับออกไปสนามบินนครพนม แต่ถูกเจ้าหน้าที่สายตรวจติดตามจับกุมก่อน
ต่อมาได้มีเพื่อนทหารเดินทางมาหาหมู่เต้ย พร้อมเปิดเผยว่า หมู่เต้ย เข้าประจำการที่ฐาน อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 68 ปฏิบัติหน้าที่เป็นฝ่ายสนับสนุนกำลัง เสบียง อาวุธ ส่งให้ทหารที่รบแนวหน้า เมื่อเหตุการณ์สงบจึงขอลากลับบ้าน ไม่ทราบว่าจะมาก่อเหตุขโมยรถจักรยานยนต์ เชื่อว่าน้องคงขาดสติไปชั่วขณะ และต้องกินยาจิตเวชประจำ

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจ ระบุว่า จากเหตุการณ์การสู้รบไทย-กัมพูชาสงบลง หมู่เต้ยได้ขอลาราชการเพื่อกลับไปเยี่ยมบ้านที่ จ.สมุทรปราการ และสันนิษฐานว่าระหว่างเดินทาง อาจลืมทานยาจิตเวชจึงทำให้มีอาการกำเริบ หูแว่วว่าสื่อสารกับบิดาทางจิต การกระทำจึงเป็นเพราะขณะนั้นไม่รู้สึกตัว พอได้สติก็สำนึกผิด โดยหมู่เต้ยขณะปฏิบัติราชการอยู่ชายแดน อาการป่วยไม่ใช่อุปสรรค สามารถทำหน้าที่ได้อย่างแข็งขัน
เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้ทำการแจ้งข้อกล่าวหา 1.พยายามลักทรัพย์ในสถานที่ราชการ 2.ลักทรัพย์ในสถานที่ราชการ ก่อนจะควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครพนม เพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี