วันพฤหัสบดี ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2569
“ไตรรงค์” แถลงข่าวจัดเต็มคลิป-เสียง พ.ต.อ.ภาคภูมิ อดีตลูกน้อง “บิ๊กโจ๊ก”หิ้วทองน้ำหนัก 246 บาท ติดสินบนกรรมการป.ป.ช.ยันพยานหลักฐานแน่นหนา ด้าน “บิ๊กเต่า” ย้ำพร้อมให้ความเป็นธรรม
เมื่อวันที่ 6 มกราคม ที่กองบังคับการปราบปรามพล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) แถลงข่าวกรณีการสอบสวนคดีสินบน ป.ป.ช.ที่มี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร.เป็นผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้สั่งการให้นำทองคำแท่งน้ำหนัก 246 บาท ไปมอบให้แก่กรรมการ ป.ป.ช.ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบดูแลคดีของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หลายคดีที่อยู่ระหว่างพิจารณา
พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า จากการที่ พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย อดีตรองผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 4 และอดีตลูกน้องคนสนิทของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ นำหลักฐานสำคัญมามอบให้ ต่อมาจึงมีการตั้งคณะพนักงานสอบสวน เพื่อแสวงหาข้อเท็จจริง ซึ่งพนักงานสอบสวนได้นำหลักฐานจาก พ.ต.อ.ภาคภูมิ มาตรวจสอบจนพบว่าสอดคล้องกับพยานหลักฐานต่างๆ อย่างแน่นหนา นำไปสู่การร้องทุกข์กล่าวโทษผู้กระทำผิด 6 ราย ซึ่งสิ่งที่พิสูจน์ได้คือทองคำ 200 กว่าบาทมีจริง เพราะสอบสวนถึงแหล่งที่มามีทั้งพยานบุคคลและใบเสร็จ และทองนี้มีลักษณะพิเศษทำให้จดจำได้ รวมถึงทองคำชุดนี้มาอยู่ในมือของ พ.ต.อ.ภาคภูมิ จริง และมีการส่งมอบทองคำที่สมาคมชาวปักษ์ใต้ โดยผู้รับคือ รปภ.ประจำตัวของกรรมการ ป.ป.ช.และรถยนต์ที่เข้ามานั้นเป็นรถประจำตำแหน่งของกรรมการ ป.ป.ช.จริง
พล.ต.ท.ไตรรงค์กล่าวอีกว่า แนวทางการต่อสู้คดีของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ปัจจุบันอยู่ในฐานะผู้ถูกกล่าวหาในคดีอาญาหลายคดี ซึ่งส่วนใหญ่ถูกส่งไป ป.ป.ช.โดยขณะนี้คดีอยู่ที่พนักงานสอบสวน ทั้งคดีมินนี่และคดีพิมพ์วิไลซึ่งการออกหมายจับมีเส้นเงินชัดเจนจนถึง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ นำไปสู่การออกหมายจับ ให้ข้อสังเกตว่าคดีนี้ผ่านมา 2 ปี คดียังอยู่ในชั้น ป.ป.ช.โดยยังอยู่ในชั้นตรวจสอบ หรือเทียบเคียงกับการสอบสวนของตำรวจ กระบวนการสอบสวนนานมาก ข้อเท็จจริงคือผู้กล่าวหานำหลักฐานมามอบให้ตำรวจโดยสมัครใจ และ ตร.ได้แต่งตั้งพนักงานสอบสวนมาสืบสวนอย่างละเอียดรอบคอบ โดยมีทั้งประจักษ์พยาน มีพยานบุคคล เอกสารและหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ นำมาสู่การร้องทุกข์กล่าวโทษ และการให้สินบนทองคำแท่งจึงเกี่ยวกับกรรมการ ป.ป.ช.ท่านหนึ่ง ซึ่งเรื่องนี้ควรเข้าไปสู่กระบวนการศาล
พล.ต.ท.ไตรรงค์กล่าวต่อว่า พ.ต.อ.ภาคภูมินำพยานหลักฐานเข้ามาให้ตำรวจและยืนยันว่าได้รับคำสั่งจาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ในการไปรับทองคำและนำไปมอบที่สมาคมชาวปักษ์ใต้ โดยฝ่ายสืบสวนได้ตรวจสอบและพบที่มาของทองคำ ซึ่งผู้ซื้ออยู่ในกลุ่มผู้ถูกกล่าวหามาเป็นผู้เสนอให้สินบน ซึ่งผู้ซื้อทองไม่ได้รู้จักกับ พ.ต.อ.ภาคภูมิ นอกจากนี้ยังมีประจักษ์พยานและพยานแวดล้อมหลายปากที่ยืนยันได้ว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์เป็นผู้มอบหมาย ไปหาทองมาโดยบุคคลที่เป็นนอมินี ซึ่งเป็นแผนประทุษกรรมเพื่อตัดตอนไม่ให้ถึงตัวเอง ซึ่งร้านค้ายืนยันจำได้และยืนยันบุคคลที่มาซื้อได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการแถลงข่าวมีการนำคลิปเสียงและวิดีโอ พ.ต.อ.ภาคภูมินำทองคำน้ำหนัก 246 บาท ไปส่งมอบให้ ป.ป.ช.เพื่อติดสินบน 1 ในกรรมการ ป.ป.ช.ที่ลานจอดรถสมาคมชาวปักษ์ใต้ โดยระบุผู้ที่ใช้ให้นำไปมอบคือ ‘บิ๊กโจ๊ก’ แลกกับการวิ่งเต้นคดี ทั้งนี้คลิปดังกล่าวเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการนำทองใส่กระเป๋าทะเบียนรถยนต์ ประจำตำแหน่งของกรรมการ ป.ป.ช.ภาพคนขับรถและ รปภ.ประจำตัวกรรมการ ป.ป.ช.จนถึงคลิปเสียงขณะที่ผู้เกี่ยวข้องโทรศัพท์สั่งการ พ.ต.อ.ภาคภูมิ ซึ่งบันทึกไว้หลายคลิป
ด้าน พล.ต.ต.จรูญเกียรติกล่าวว่า คดีนี้เป็นคดีที่สะเทือนความยุติธรรมขององค์กรต่างๆ อย่างมาก ทั้งศาลอัยการป.ป.ช.และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำให้กระบวนการยุติธรรมสั่นคลอน เราดำเนินการตามพยานหลักฐาน ซึ่งคดีติดสินบนเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.เป็นแค่ส่วนหนึ่ง แต่การที่พยานกล้าสู้ความจริง แล้วเอาพยานหลักฐานมามอบให้ ยังพบว่าพยานหลักฐานเกี่ยวข้องกับคดีต่างๆ
“สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะสืบสวนทุกเรื่องที่มีข้อเท็จจริงเกิดขึ้น เพื่อดำเนินการทุกเรื่อง จึงขอให้กำลังใจทุกหน่วยงานกระบวนการยุติธรรม ว่าพวกเราในฐานะตำรวจหรือผู้ที่ดำเนินการตามกฎหมาย ขอให้กำลังใจทุกหน่วยงาน เพราะเชื่อว่าทุกหน่วยงานมีทั้งคนดีและคนไม่ดี มันมีปัจเจกคนที่ไปยุ่งเกี่ยวกับการดำเนินการ เพราะฉะนั้นตนเองยังเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม” พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าว
รอง ผบช.ก.กล่าวอีกว่า ฟางเส้นสุดท้ายที่ พ.ต.อ.ภาคภูมิ ออกมาเป็นพยานนั้น เกิดจากพ่อของ พ.ต.อ.ภาคภูมิ เป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 25 ท่านรักองค์กร ท่านพูดคุยและโทร.หาบิ๊กโจ๊ก แต่ถูกตัดสาย จึงพูดคุยกับลูกถึงขั้นจะฆ่าตัวตาย เนื่องจากมีข่าวทำให้ครอบครัวเสื่อมเสีย นี่คือปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ พ.ต.อ.ภาคภูมินำหลักฐานที่มีทั้งหมดมามอบให้พนักงานสอบสวน พร้อมทิ้งท้ายว่า “เปิดประตูให้กับน้องๆ ที่ถูกจองจำมานานหลาย 10 ปี ออกมา”เชื่อว่าหากคดีมีความชัดเจนมากขึ้น ส่วนตัวเชื่อว่าบิ๊กโจ๊กจะหนี และทราบว่าวันเดียวกันนี้ได้ส่งทนายความดำเนินคดีในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
วันเดียวกัน ที่ สน.พหลโยธิน นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีต รอง ผบ.ตร.ยื่นกล่าวโทษคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนรวม 2ชุด เพื่อปกป้องกระบวนการยุติธรรม และเรียกร้องความเป็นธรรม ให้กับลูกความ นายสัญญาภัชระ เปิดเผยว่า การมาแจ้งความครั้งนี้สืบเนื่องมาจาก การที่ตนได้ร่วมรับฟังการสืบสวนเมื่อวันที่ 26ธ.ค.ที่ผ่านมา และพบข้อเท็จจริงว่าพนักงานสอบสวนไม่ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาหรือดำเนินคดีกับ พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิสมัย ซึ่งเป็นบุคคลที่กล่าวอ้างว่าตนเองได้นำทองคำไปมอบให้กับกรรมการ ป.ป.ช.ท่านหนึ่ง ซึ่งตามระเบียบแล้วหากจะกันบุคคลใดเป็นพยาน จะต้องมีการแจ้งข้อกล่าวหาเป็นผู้ต้องหาก่อน แต่ในกรณีนี้คณะพนักงานสืบสวนสอบสวนทั้ง 2 ชุด กลับไม่ดำเนินการกับ พ.ต.อ.ภาคภูมิ จึงถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157 โดยชุดที่ถูกกล่าวโทษประกอบด้วย 1.ชุดพนักงานสืบสวนตามคำสั่ง ตร. ที่ 580/2566 นำโดย พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ 2.ชุดคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนตามคำสั่งบัญชาการสอบสวนกลาง ที่ 343/2566 นำโดย พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม และพล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี