ทนาย'บิ๊กโจ๊ก'ยื่น 4 เหตุผล ขอ ป.ป.ช.ทำคดีต่อ ค้านส่งสำนวนกลับไปให้ตำรวจ

ทนาย'บิ๊กโจ๊ก'ยื่น 4 เหตุผล ขอ ป.ป.ช.ทำคดีต่อ ค้านส่งสำนวนกลับไปให้ตำรวจ

วันพุธ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.20 น.

ทนาย"บิ๊กโจ๊ก"ยื่น 4 เหตุผล ขอ ป.ป.ช.ทำคดีต่อ คัดค้านส่งสำนวนกลับไปให้ตำรวจ ยืนยัน"พล.ต.อ.สุรเชษฐ์"ยังอยู่ประเทศไทย พร้อมโชว์ลายเซ็นต์เอกสารเช้าวันนี้ ระบุเจ้าตัวพร้มต่อสู้คดีเต็มที่สุดซอย

เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางมายื่นหนังสือคัดค้านการที่ ป.ป.ช.จะส่งสำนวนคดีติดสินบนทองคำน้ำหนัก รวม 246 บาท คืนคณะพนักงานสอบสวนของตำรวจ โดยต้องการให้ ป.ป.ช.ทำคดีนี้ต่อไป ภายหลังจากที่คณะพนักงานสอบสวนได้นำสำนวนมาส่งให้กับ ป.ป.ช.เมื่อวันจันทร์ที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งคดีนี้มีการกล่าวหาว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เป็นผู้กระทำความผิด ตามที่ พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย อดีตลูกน้องของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เป็นผู้กล่าวโทษ


ขณะที่เช้าวันนี้ นายสัญญาภัชระ ได้เดินทางมายังสำนักงาน ป.ป.ช.เพื่อยื่นหนังสือคัดค้านการส่งสำนวนคดีนี้คืนสู่คณะพนักงานสอบสวนของตำรวจ เพื่อให้ ป.ป.ช.ทำคดีนี้ต่อไป หลังจากที่คณะพนักงานสอบสวนส่งสำนวนให้กับ ป.ป.ช.เมื่อวันจันทร์ที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา

โดย นายสัญญาภัชระ กล่าวว่า วันนี้ได้เดินทางมาเพื่อยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.ที่จะดำเนินการตรวจสอบพิจารณาในคดีดังกล่าว รวมทั้งแสดงความเจตจำนงคัดค้านต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.ไม่ให้ส่งสำนวนกลับไปยังคณะพนักงานสอบสวนของตำรวจ ตามมาตรา 61 วรรค 2 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 โดยระบุเหตุผลในการคัดค้านการส่งสำนวนกลับไปยังคณะพนักงานสอบสวนของตำรวจใน 4 ประเด็น

ประเด็นที่ 1 เนื่องจากที่มาของพยานหลักฐานในคดีนี้อาจมีข้อโต้แย้งทางกฎหมายหรือมีที่มาที่มิชอบด้วยกฎหมาย

ประเด็นที่ 2 พยานบุคคลในคดีนี้อาจถูกจูงใจด้วยสัญญาหรือผลประโยชน์อื่นใด รวมทั้งอาจจะถูกขู่เข็ญบังคับเพื่อให้ถ้อยคำกับคณะพนักงานสอบสวนเป็นการปรักปรำให้ร้ายผู้ถูกกล่าวหา

ประเด็นที่ 3 เนื่องจากคณะพนักงานสอบสวนไม่พิจารณาดำเนินคดีกับ พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย ที่ยอมรับในข้อเท็จจริงว่าเป็นผู้ให้ทองกับกรรมการ ป.ป.ช.

และประเด็นที่ 4 เรื่องความชอบธรรมของคณะพนักงานสอบสวนที่นายตำรวจบางนายเป็นคู่กรณีขัดแย้งกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ รวมทั้งตั้งข้อสังเกตว่า การที่คณะพนักงานสอบสวนแถลงและเปิดพยานหลักฐานในคดีนี้เมื่อวานนี้นั้น อาจเป็นการเปิดเผยข้อมูลที่อยู่ในชั้นการสอบสวนของ ป.ป.ช.ต่อสื่อมวลชน จึงเข้าข่ายว่าอาจเป็นการเปิดเผยความลับทางราชการ อันขัดมาตรา 36 และ 37 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 และข้อ 6 แห่งระเบียบ ป.ป.ช.ในเรื่องการไต่สวน รวมทั้งมาตรา 164 แห่งประมวลกฎหมายอาญา

นายสัญญาภัชระ กล่าวอีกว่า คดีนี้เมื่อคณะพนักงานสอบสวนเลือกที่จะส่งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2569 ซึ่งเป็นการส่งล่วงหน้าก่อนที่จะครบกำหนดให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยื่นคำให้การเพิ่มเติม ต่อคณะพนักงานสอบสวนภายในวันที่ 15 มกราคม 2569 กระบวนการสอบสวนก็ต้องเดินหน้าต่อไปตามขั้นตอนของกฎหมาย จึงควรให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ดำเนินการไต่สวนตามขั้นตอนต่อไปถึงชั้นพนักงานอัยการและศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

"การพิจารณาส่งสำนวนกลับไปยังตำรวจนั้น ถือว่าเป็นการถอยหลังทางคดีและเกรงว่าจะก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ด้วยเหตุผลทั้ง 4 ข้อที่กล่าวมาข้างต้น ยิ่งนายตำรวจในคณะพนักงานสอบสวนบางคนเป็นคู่กรณีกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ก็ยิ่งทำให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรมในทางคดี อย่างไรก็ตาม หากคณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาส่งสำนวนกลับไปยังคณะพนักงานสอบสวนตำรวจ ก็คงจะไม่สามารถก้าวล่วงอะไรได้ เพราะถือเป็นอำนาจของ ป.ป.ช.แต่มองว่าคดีนี้เราต้องเดินหน้าต่อไป ไม่ใช่ถอยหลังย้อนกลับ"

ผู้สื่อข่าวสอบถามว่า หากคดีดังกล่าวยังอยู่ในมือ ป.ป.ช.ต่อไปจะเกิดข้อเคลือบแคลงสงสัยหรือไม่ เพราะหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาก็เป็นกรรมการ ป.ป.ช.ด้วย นายสัญญาภัชระ กล่าวว่า ตนเป็นทนายความมากว่า 32 ปี และเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยที่ยังสามารถพึ่งหวังได้ ดังนั้น ตนจึงเชื่อแน่นอนว่าจะไม่มีการช่วยเหลือกันในชั้น ป.ป.ช.มั่นใจว่า ป.ป.ช.คงไม่เสียหลักการด้วยเรื่องเพียงแค่นี้

สำหรับตัว พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ นั้น เมื่อเช้านี้ตนก็เพิ่งเข้าพบและได้พูดคุยกับท่านเพื่อเซ็นเอกสาร ตัวท่านเองก็ไม่ได้มีความกังวลอะไรและยืนยันว่าจะต่อสู้คดีนี้ถึงที่สุดหรือสุดซอย พร้อมพิสูจน์ในกระบวน การยุติธรรมตามกฎหมาย เพียงแค่พยานหลักฐานในชั้นสอบสวนต้องชอบด้วยกฎหมาย ยังย้ำว่า คดีที่เกิดขึ้นนั้นไม่มีข้อเท็จจริงอะไรที่เกี่ยวข้องกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ และตัวท่านเองก็ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยยังยืนยันในความบริสุทธิ์และไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งตัวท่านเองยืนยันว่ายังอยู่ในประเทศไทยเพื่อต่อสู้คดีตามกระบวนการ โดยจะไม่หนีไปไหนแน่นอน แต่ถ้าจะให้ออกมาให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนในตอนนี้นั้น ตัวท่านมองว่าตอนนี้คดีอยู่ในชั้น ป.ป.ช.แล้ว ก็ควรจะต้องให้ ป.ป.ช.เป็นผู้ดำเนินการตามกระบวนการขั้นตอนของกฎหมายไปก่อน

นายสัญญาภัชระ ยังกล่าวอีกว่า ตนเองเป็นเพียงแค่ทนายความให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ส่วนผู้ถูกกล่าวหาที่เหลืออีก 5 คนนั้น ตนไม่ทราบในเรื่องของกระบวนการต่อสู้และขอไม่เปิดเผยในเรื่องข้อเท็จจริงทางคดี เพื่อไม่อยากให้มีการต่อยอดประเด็นไปไกลมากกว่านี้ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช.แต่ขอยืนยันว่าคดีนี้มีอัตราโทษที่สูง การจะลงโทษบุคคลใดบุคคลหนึ่งนั้นจะต้องมีพยานหลักฐานที่ชัดเจน

ส่วนประเด็นที่ทางคณะพนักงานสอบสวนแถลงชี้แจงว่า พ.ต.อ.ภาคภูมิ เป็นเพียงแค่ผู้กล่าวโทษ ยังไม่ถูกกันเป็นพยานในคดีนั้น ตนมองว่าตอนนี้ต้องพิจารณาว่าเป็นอำนาจของ ป.ป.ช.ที่จะกัน พ.ต.อ.ภาคภูมิ เป็นพยานหรือไม่ หรือจะพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหาด้วย แม้ในชั้นพนักงานสอบสวนจะไม่มีการตั้งข้อหา พ.ต.อ.ภาคภูมิ ก็ตาม ขณะที่ประเด็นที่อ้างว่า พ.ต.อ.ภาคภูมิ อยู่ในสภาวะจำยอม จึงต้องทำตามคำสั่งไปมอบทองคำนั้นประเด็นนี้ขอให้ต่อสู้กันด้วยพยานหลักฐาน และตนขอไม่ก้าวล่วง เมื่อถามว่า ไม่ว่าจะพิจารณาตีกลับหรือไม่ตีกลับก็ยอมรับได้ใช่หรือไม่ นายสัญญาภัชระ กล่าวว่า ต้องดูเหตุผลว่าคณะกรรมการมีความเห็นว่าอย่างไร ถ้าเป็นไปตามขั้นตอนที่ถูกต้องเรายอมรับได้เพราะอะไรที่ถูกต้องไม่มีใครที่จะยอมรับไม่ได้

- 006

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top