‘บิ๊กเต่า’ถกคดีสินบนทอง  รับทำยากเหตุ ป.ป.ช.เอี่ยว

‘บิ๊กเต่า’ถกคดีสินบนทอง รับทำยากเหตุ ป.ป.ช.เอี่ยว

วันเสาร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘บิ๊กเต่า’ถกคดีสินบนทอง

รับทำยากเหตุ ป.ป.ช.เอี่ยว


 

2 บิ๊กรอง ผบช.ก. ถกเครียดรับไม้ต่อจาก ป.ป.ช.คดีสินบนทองคำ เอาผิด “บิ๊กโจ๊ก” ส่วน “บิ๊กเต่า” รับทำคดียาก เพราะต้องเอาผิด กรรมการป.ป.ช. ส่วนคดี‘บิ๊กโจ๊ก’ทำร้ายร่างกายลูกน้อง มีตำรวจที่ดูแลบ้านให้‘บิ๊กโจ๊ก’10 นาย พร้อมเข้าให้ปากคำพนักงานสอบสวนสัปดาห์หน้า

เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2569 ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) หรือ CIB พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รอง ผบช.ก. พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก.ประชุมคณะทำงานเพื่อวางแนวทางในการดำเนินคดีสำคัญ โดยมีพนักงานสอบสวน บก.ป.และ บก.ปปป.ร่วมหารือ ภายหลังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติส่งมอบสำนวนคดีสินบนทองคำ น้ำหนัก 246 บาท ซึ่งทาง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีต รอง ผบ.ตร.ตกเป็นผู้ต้องหา กลับมาให้พนักงานสอบสวน บก.ปปป.ดำเนินการตามกฎหมาย โดยคดีนี้เป็นที่จับตามอง เนื่องจากการติดสินบนดังกล่าว เป็นการแลกกับการเอื้อประโยชน์ในคดีสำคัญที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ตกเป็นผู้ต้องหา และคดีถูกส่งไปยัง ป.ป.ช. แต่มี 1 ในกรรมการ ป.ป.ช.เกี่ยวพันกับการรับสินบน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการตั้งชุดพนักงานสอบสวน ได้มีการคัดเลือกผู้เชี่ยวชาญเพื่อรองรับสำนวนที่มีความซับซ้อน การขยายผลตรวจสอบเส้นทางการเงิน และบุคคลที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมจากหลักฐานทองคำ ตามกรอบระยะเวลา การวางโครงสร้างการทำงาน เพื่อให้เกิดความรวดเร็วและรัดกุมที่สุด หลังจากได้รับสำนวนกลับมาจาก ป.ป.ช.อย่างเป็นทางการแล้ว

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวยืนยันว่าคดีสินบนทองคำดังกล่าว ไม่ได้กลั่นแกล้งใคร เรื่องนี้ได้คุยกันนอกรอบ เพราะหาก ป.ป.ช.ส่งสำนวนกลับมาจะเป็นคดีใหม่ ซึ่งตำรวจยังไม่เคยทำคดีประเภทนี้ ที่มีกรรมการ ป.ป.ช.ถูกกล่าวหา จึงต้องรอดูรายละเอียด ส่วนจะมีความยุ่งยากเกิดขึ้นหรือไม่ ยอมรับว่าเป็นความยุ่งยากเพราะเป็นเรื่องใหม่ แต่ขณะนี้คณะพนักงานสอบสวนมั่นใจในเรื่องที่ดำเนินการตั้งแต่ขั้นตอนแรก และเป็นขั้นตอนโดยชอบด้วยกฎหมาย

รอง ผบช.ก.กล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้สำนวนนี้เป็นของ ป.ป.ช. เพราะทำส่งไปให้พิจารณาตามมาตรา 61 และเมื่อ ป.ป.ช.ส่งสำนวนกลับมาให้ตำรวจทำ จึงเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่ต้องดำเนินการแทน และต้องมีการรายงานเหตุผลต่างๆ กลับไปให้ ป.ป.ช.ทราบ เมื่อถามว่า สำนวนครั้งแรกที่ส่งไปเป็นสำนวนเดียวกันหรือแยกสำนวน พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ตอบว่า ส่งไปทั้งหมด

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทนายความของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ไปร้องศาลทุจริตและประพฤติผิดมิชอบกลาง เอาผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ว่าเป็นการใช้อำนาจผิด ตั้งแต่กระดุมเม็ดแรกที่ตำรวจไม่มีอำนาจในการตั้งคณะพนักงานสอบสวนกับกรรมการ ป.ป.ช. พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวยืนยันว่า ทำโดยชอบด้วยกฎหมาย และทำตามระเบียบ ไม่ได้กังวลเรื่องนี้ ขณะเดียวกันพนักงานสอบสวน เชื่อว่าการดำเนินการของตำรวจไม่ได้กระทำนอกกฎหมาย หรือเป็นการกลั่นแกล้ง

ส่วนที่ทนายความของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ นำคำสั่งสมัย พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ อดีต ผบ.ตร.ว่าตำรวจไม่สามารถตั้งคณะกรรมการสอบสวนคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่า กฎหมายเก่าและกฎหมายใหม่มีการปรับปรุงแก้ไขมาตลอด เราดำเนินการตามที่กฎหมายให้อำนาจ และยืนยันว่าทุกอย่างอยู่ในกรอบกฎหมาย ซึ่งคณะพนักงานสอบสวนประชุมกันดีแล้ว ส่วนจะเรียกผู้ถูกกล่าวหามาให้ปากคำเพิ่มเติมหรือไม่ ยังไม่อยากให้ความเห็น

ด้านความคืบหน้าคดี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ทำร้ายร่างกาย พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ และ พ.ต.อ.อาริศ คูประสิทธิ์รัตน์ อดีตผู้ใต้บังคับบัญชา และเป็นลูกน้องคนสนิทนั้น พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวนได้สอบปากคำพยานเพิ่มอีก 4 ปาก ซึ่งเป็นตำรวจที่อยู่ในเหตุการณ์ และจะสอบพยานเพิ่มอีก เพราะมีผู้รู้เห็นเหตุการณ์อีกหลายคน ทั้งยังมีการทำหนังสือไปถึงนายแพทย์ ที่เป็นผู้ตรวจ พ.ต.ท.คริษฐ์ แล้ว น่าจะสามารถสอบปากคำในวันเดียวกันนี้ โดยเรื่องนี้ทางตำรวจ บก.ป.เป็นผู้ดำเนินการ

ผู้สื่อข่าวถามว่า นอกจาก พ.ต.ท.คริษฐ์ และ พ.ต.อ.อาริศ เข้าให้การเพิ่มเติมแล้ว มีบุคคลอื่นอีกหรือไม่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่า ได้รับการติดต่อจากอดีตตำรวจที่อยู่ภายในบ้านของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กว่า 10 นาย จะเข้ามาให้ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นทั้งหมดในช่วงที่ได้อยู่ด้วย ก็คงต้องสอบปากคำทุกคนเพราะถือเป็นพยานที่เห็นเหตุการณ์ เป็นผู้รับรู้ รับทราบ บางคนรู้จากการเล่าต่อกัน บางคนเป็นประจักษ์พยานที่เห็นตอนกระทำ ซึ่งจะเข้าพบพนักงานสอบสวนในสัปดาห์หน้า มีทั้งตำรวจที่เป็นคนขับรถ คนรับใช้ คนเฝ้าบ้านและทำสวน เรื่องนี้เกิดขึ้นมานานแล้ว คนกลุ่มนี้ถูกซ้อมทรมานมานาน

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวอีกว่า มีตำรวจบางนายต้องการที่จะกลับไปยังต้นสังกัด แต่กลับโดนข่มขู่ว่าหากกลับไปจะให้ออกจากราชการ ทำให้ไม่สามารถกระดิกตัวไปไหนได้เลย เรื่องนี้จเรตำรวจแห่งชาติ เคยสอบไว้ แต่ด้วยเหตุผลอะไรไม่ทราบ กลับมีการทำให้เรื่องนี้ยุติ แต่เชื่อว่าเมื่อสอบไป หากมีเหตุและผลสามารถที่จะให้ความเป็นธรรมกับเขาได้ ก็จะว่ากันอีกครั้งหนึ่ง

“ฝากถึง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ว่าพวกเราเป็นตำรวจและเป็นพี่เป็นน้องกัน ให้กำลังใจเขาในการต่อสู้คดี อยากให้เขาหาพยานมาหักล้างในส่วนนี้ และอยากให้กำลังใจให้กลับมารับราชการ แต่ทุกอย่างต้องว่าไปตามพยานหลักฐาน ส่วนทนายก็เป็นห่วงไปทำคดีให้กับบิ๊กโจ๊ก ก็ให้พยายามทำหน้าที่ให้เต็มที่ หากไปทำแล้ว เขาไม่สบายใจตรงไหนก็อยากให้อยู่ห่างๆ สักนิดหนึ่ง จะปลอดภัย” รอง ผบช.ก.กล่าว

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top