วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569
533.jpg
ปฏิญญาโมนาโก ดีลล้มรัฐบาล ที่กลับทำให้ เขียวได้ราคา น้ำเงินได้กระสุน ส่วนส้มเสียศูนย์

ปฏิญญาโมนาโก ดีลล้มรัฐบาล ที่กลับทำให้ เขียวได้ราคา น้ำเงินได้กระสุน ส่วนส้มเสียศูนย์

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 07.36 น.

ปฏิญญาโมนาโก ดีลล้มรัฐบาล ที่กลับทำให้ เขียวได้ราคา น้ำเงินได้กระสุน ส่วนส้มเสียศูนย์

เมื่อวันที่ 5 ส.ค.2569 นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า "ปฏิญญาโมนาโก ดีลล้มรัฐบาล ที่กลับทำให้ “เขียวได้ราคา น้ำเงินได้กระสุน ส่วนส้มเสียศูนย์”


จากกระแสข่าวลือมากมาย ดูเหมือนจะเป็น “ดีลแดง–เขียว–ส้ม” เกิดขึ้นแล้ว ทั้งที่หลักฐานปัจจุบันยังไปไม่ถึงขั้นนั้น

ข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้

กระแสที่เรียกว่า “ปฏิญญาโมนาโก” เริ่มจากข่าวลือว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เดินทางไปพบคุณทักษิณ ชินวัตรที่โมนาโก เพื่อเจรจาระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคกล้าธรรม โดยมีเป้าหมายเปลี่ยนสมการรัฐบาลหรือทำให้พรรคภูมิใจไทยพ้นจากอำนาจ

ส่วนคำพูดของคุณศิริกัญญาที่ว่า “หากเพื่อไทยกับกล้าธรรมจะเจรจาตั้งรัฐบาลใหม่ ก็ต้องมาคุยกับพรรคประชาชน” และเมื่อถูกถามว่าพูดคุยได้หรือไม่ เธอตอบว่า “เรื่องพวกนี้ก็สามารถพูดคุยกันได้”

ในทางตัวเลข สมการนี้เกิดขึ้นได้จริงบนกระดาษ ผลเลือกตั้งให้ภูมิใจไทย 191 ที่นั่ง พรรคประชาชน 120 เพื่อไทย 74 และกล้าธรรม 58 ดังนั้น แดง 74 + เขียว 58 + ส้ม 120 เท่ากับ 252 เสียง เกินกึ่งหนึ่งของสภา 500 ที่นั่งเพียงเสียงเดียว ส่วนรัฐบาลปัจจุบันประกาศว่ามี 15 พรรค รวมประมาณ 291 เสียง

ตัวเลขดังกล่าวเป็นฐานจากผลเลือกตั้งและการตั้งรัฐบาล ไม่ใช่หลักฐานว่าทั้งสามพรรคตกลงกันแล้ว

มา “อ่านเกมอำนาจ” กัน

ผมมองว่านี่ไม่ใช่ภาพของ “รัฐบาลใหม่ที่ตกลงกันเสร็จแล้ว” แต่เป็นการส่งสัญญาณและสร้างอำนาจต่อรองก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ การปรับคณะรัฐมนตรี หรือวิกฤตภายในรัฐบาล อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง
ผู้ที่ได้ประโยชน์ทันทีมากที่สุดคือ พรรคกล้าธรรม จากพรรคฝ่ายค้านที่ไม่ได้ร่วมรัฐบาล กลับถูกยกระดับให้เป็นตัวแปร 58 เสียง สามารถเปิดประตูได้ทั้งสองทาง คือเข้าร่วมกับภูมิใจไทย หรือเป็นส่วนหนึ่งของสูตรต่อต้านภูมิใจไทย ยิ่งทุกฝ่ายพูดถึงกล้าธรรมมากเท่าใด อำนาจต่อรองของ ร.อ.ธรรมนัสยิ่งสูงขึ้นโดยที่ยังไม่ต้องผูกมัดตัวเองกับใคร

พรรคเพื่อไทย ได้ประโยชน์จากการปล่อยให้สมการแดง–เขียวมีชีวิตอยู่ เพราะเป็นการส่งสัญญาณไปยังภูมิใจไทยว่า เพื่อไทยไม่ได้มีทางเลือกเดียว หากถูกลดบทบาทหรือเสียพื้นที่ในรัฐบาล ก็ยังสามารถหารือกับฝ่ายค้านได้ แต่เพื่อไทยเองก็มีต้นทุนสูง หากถอนตัวจากรัฐบาล เพราะจะต้องอธิบายว่าทำไมจึงร่วมตั้งรัฐบาลกับภูมิใจไทยก่อน แล้วจึงกลับมาจับมือกับพรรคที่โจมตีตนอย่างหนัก

พรรคประชาชน ต้องการโดดเดี่ยวภูมิใจไทยและแก้ภาพจำจากการเคยสนับสนุนคุณอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี คุณศิริกัญญาจึงปิดประตูสีน้ำเงิน แต่ไม่ปิดประตูสูตรอื่น อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเกมที่อันตรายที่สุดสำหรับพรรคประชาชน เพราะหากร่วมรัฐบาลกับกล้าธรรมจริง คู่แข่งจะหยิบคำว่า “มีเรา ไม่มีเทา” กลับมาโจมตีทันที จุดอ่อนจึงไม่ใช่เรื่องตัวเลข แต่เป็นเรื่องความน่าเชื่อถือและมาตรฐานที่พรรคเคยใช้ตัดสินผู้อื่น

ส่วน ภูมิใจไทย แม้เป็นเป้าหมายของข่าวลือ แต่ไม่ได้เสียเปรียบทั้งหมด เพราะสามารถนำความย้อนแย้งของพรรคประชาชนมาโจมตีว่า สุดท้ายก็พร้อมร่วมกับพรรคที่เคยตีตราว่าเป็นการเมืองสีเทา นอกจากนี้ ภูมิใจไทยยังมีทางเลือกเชิงตัวเลข หากเพื่อไทยถอนตัว โดยภูมิใจไทย 191 เสียง รวมกล้าธรรม 58 และพรรคเล็กเดิมประมาณ 26 เสียง จะมีราว 275 เสียง จึงไม่จำเป็นต้องยอมให้เพื่อไทยใช้การขู่ถอนตัวฝ่ายเดียวเป็นเครื่องต่อรอง

ฉากทัศน์ที่เป็นไปได้

มีความเป็นไปได้สูงที่สุดว่า ยังไม่มีการเปลี่ยนรัฐบาลในทันที แต่ทุกฝ่ายจะใช้ข่าวนี้กดดันกันระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจและการต่อรองภายในรัฐบาล

ส่วนรัฐบาลแดง–เขียว–ส้ม แม้ตัวเลขถึง 252 เสียง แต่เป็นสูตรที่เปราะบางที่สุด เพราะเกินกึ่งหนึ่งเพียงเล็กน้อย ต้องควบคุมเสียงทุกคน ต้องตกลงเรื่องนายกรัฐมนตรีและกระทรวงสำคัญ และพรรคประชาชนต้องอธิบายการร่วมงานกับพรรคกล้าธรรมต่อฐานเสียงของตนเอง

บทสรุปของผมคือ ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะเรียกว่า “ปฏิญญาโมนาโก” หรือข้อตกลงล้มรัฐบาล แต่มีสัญญาณจริงว่าทุกพรรคกำลังเปิดทางเลือกสำรองและใช้ข่าวลือเป็นเครื่องมือเพิ่มอำนาจต่อรอง

ถ้าถามว่าใครได้ประโยชน์ที่สุด

คำตอบคือ…

1. ในด้านอำนาจต่อรอง พรรคกล้าธรรมได้ประโยชน์มากที่สุด

2. ในด้านการต่อสู้ทางวาทกรรม พรรคภูมิใจไทยได้ประโยชน์จากการทำให้พรรคประชาชนถูกตั้งคำถามเรื่องความสม่ำเสมอของจุดยืน

3. ผู้ที่เสี่ยงเสียหายมากที่สุด หากสูตรนี้เกิดขึ้นจริงคือ พรรคประชาชน เพราะสิ่งที่จะถูกตรวจสอบไม่ใช่เพียงว่าร่วมกับใคร แต่คือคำมั่นที่เคยใช้ขอคะแนนเสียงจากประชาชนครับ

กล่าวโดยสรุป ผู้ได้ประโยชน์จากกระแสนี้คือฝ่ายเขียวและฝ่ายน้ำเงิน

ฝ่ายเขียวได้ยกระดับตัวเองจากพรรคที่อยู่นอกสมการ ให้กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องเจรจาด้วย ขณะที่ฝ่ายน้ำเงินได้ประโยชน์จากการนำความย้อนแย้งของฝ่ายส้มมาโจมตีเรื่องจุดยืนและคำมั่นทางการเมือง

ส่วนฝ่ายส้มเสียศูนย์มากที่สุด เพราะจากเดิมที่เป็นฝ่ายกำหนดมาตรฐานว่าใครสะอาดหรือเทา กลับต้องตกอยู่ในสถานะอธิบายว่า เหตุใดคนที่เคยประกาศว่าไม่ร่วมงานด้วย วันนี้จึงกลายเป็นคนที่ “พูดคุยกันได้”

นี่จึงสะท้อนความเก๋าเกมของฝ่ายเขียวและฝ่ายน้ำเงิน ในการเปลี่ยนข่าวลือให้เป็นอำนาจต่อรอง ขณะที่ฝ่ายส้มแสดงให้เห็นถึงความอ่อนประสบการณ์ในการควบคุมจังหวะและเรื่องเล่าทางการเมือง

เขียวได้ราคา น้ำเงินได้กระสุน ส่วนส้มเสียศูนย์

กระแสปฏิญญาโมนาโกทำให้ฝ่ายเขียวมีอำนาจต่อรองสูงขึ้น ทำให้ฝ่ายน้ำเงินมีประเด็นโจมตีความย้อนแย้งของฝ่ายส้ม และทำให้ฝ่ายส้มต้องรับภาระอธิบายจุดยืนของตนเอง

นี่คือความเก๋าเกมของเขียวและน้ำเงิน เทียบกับความอ่อนประสบการณ์เชิงยุทธศาสตร์ของส้ม
 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top