วันศุกร์ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2569
‘ภาคภูมิ’เปิดหน้าสู้
ยื่นหนังสือถึง‘ประธานรัฐสภา’
ส่งศาลฎีกาฟัน‘เอกวิทย์’รับสินบน
“ภาคภูมิ” เปิดหน้า ยื่นหนังสือถึง ปธ.รัฐสภา ขอส่งเรื่อง ปธ.ศาลฎีกา ฟัน “เอกวิทย์” รับสินบนทองคำ 246 บาท เปิดฟางเส้นสุดท้ายสะบั้นสัมพันธ์ “บิ๊กโจ๊ก”ปมจัดฉากให้รับทองคำคืน ด้าน รองจเรฯ แจงสอบ “ภาคภูมิ” ในฐานะผู้กล่าวหา ส่วนทนายบิ๊กโจ๊ก ยื่นหนังสือ ป.ป.ช.ค้านส่งสำนวนคดีคืนตำรวจ
เมื่อวันที่ 7 มกราคม ที่รัฐสภา พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิสมัย อดีตรอง ผบก.สส.ภ.4 และลูกน้องคนสนิท พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร.เข้ายื่นหนังสือต่อนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ในฐานะประธานรัฐสภา ผ่านนายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เพื่อให้ยื่นเรื่องต่อศาลฎีกา เอาผิดนายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีรับสินบนทองคำน้ำหนัก 246 บาท เพื่อช่วยเหลือพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ในคดีเว็บพนันออนไลน์
นายพิสิษฐ์กล่าวว่า ขั้นตอนหลังจากนี้จะส่งเอกสารให้ สว.ทั้ง 200 คนรับทราบ และดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 มีสมาชิกรัฐสภา 1 ใน 5 หรือ 40 คน ยื่นเรื่องต่อประธานศาลฎีกา ให้ตั้งองค์คณะไต่สวนเอาผิดกรรมการ ป.ป.ช. เพราะรัฐธรรมนูญ กำหนดให้ดำเนินการผ่านประธานรัฐสภา
ขณะที่ พ.ต.อ.ภาคภูมิกล่าวว่า นำพยานเอกสารและวัตถุพยาน มายื่นต่อประธานวุฒิสภา ให้พิจารณาส่งเรื่องต่อประธานศาลฎีกา เอาผิดกรรมการ ป.ป.ช.กรณีรับสินบนทองคำ 246 บาท การที่ตนเปิดหน้าออกมาเปิดเผยความจริงทุกอย่าง มีฟางเส้นสุดท้าย คือการ
ที่ผู้บังคับบัญชาโยนความผิดเกี่ยวกับเรื่องการติดสินบนทองคำ 246 บาทต่อป.ป.ช. มาให้ตน อะไรที่เกินขีดจำกัด และเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูง ก็ต้องหยุดยั้งกระบวนการเหล่านี้ และก่อนหน้านี้ยังมีเหตุการณ์วันแถลงข่าว 19 มีนาคม 2567 เกี่ยวกับเส้นเงินเว็บพนัน BNK 38 ล้านบาท ที่เชื่อมโยงถึงอดีต ผบ.ตร.วันนั้นตนและน้องชาย ไม่เห็นด้วยที่จะแถลงข่าวกล่าวหาใครโดยไม่มีข้อมูล จึงมีปากเสียงทะเลาะกับผู้บังคับบัญชาอย่างรุนแรง
พ.ต.อ.ภาคภูมิกล่าวต่อว่า รวมถึงหลายครั้งที่มีพฤติกรรมโยนความผิดเรื่องอื่นๆ ให้ผู้ใต้บังคับบัญชา เป็นผู้รับผิดแทน ลูกน้องบางคนถูกทำร้ายร่างกาย มีทั้งที่เห็นกับตา และคนอื่นเล่าให้ฟัง การให้คนอื่นรับโทษแทน โดยสัญญาถ้าได้กลับมาจะช่วยเหลือภายหลังแต่ในความจริงเมื่อคดีความเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เรื่องไม่ได้จบง่ายๆ ยืนยันว่าการออกมาเปิดเผยข้อมูลครั้งนี้ไม่ได้มีผลประโยชน์แลกเปลี่ยนกับทางตำรวจ คดีของตนมีเรื่องแค่เว็บพนันมินนี่อย่างเดียว คดีนี้อยู่ในชั้น ป.ป.ช.ถ้าไปดีลกับตำรวจจะช่วยเหลืออะไรได้ เพราะคดีอยู่ที่ป.ป.ช.
“หลังจากเปิดหน้าออกมา มีความพยายามจาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ติดต่อผ่านตำรวจรุ่นพี่ แต่ไม่มีอะไรต้องคุย เพราะคดีดำเนินไปแล้ว ส่วนคดีถ่ายคลิปที่บ้านนายวันมูหะมัดนอร์ มะทาอดีตประธานสภาฯ มีความพยายามจะให้ผมยอมรับว่าเป็นผู้ถ่ายคลิป เพื่อไปกดดันนายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข ประธาน ป.ป.ช.ทำให้พ่อของผมรับไม่ได้ โกรธมาก และตัดกันเด็ดขาดตั้งแต่วันนั้น” พ.ต.อ.ภาคภูมิกล่าว
และว่า กรณีที่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก.ระบุว่า การทำงานของพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เป็นวิธีที่ไร้ร่องรอยนั้น ผู้บังคับบัญชาระดับสูงมักใช้ลูกน้องทำงานทำธุรกรรมแทนให้ทุกอย่าง จึงไม่มีหลักฐานไปเกี่ยวข้องกับคนสั่งการ ทำให้เป็นเรื่องยากที่จะบอกว่ามีความเกี่ยวข้อง จึงจำเป็นต้องเก็บหลักฐาน ตนติดใจ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ตั้งแต่เรื่องคลิปนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา กระทั่งมาถึงเรื่องคดีสินบนทองคำ ที่มีความพยายามจะคืนเงิน เพราะตนกับนายเอกวิทย์ไม่รู้จักกัน จึงติดต่อให้คนกลางมาคุยกับตนตามในคลิป
พ.ต.อ.ภาคภูมิกล่าวอีกว่า ตอนแรกไม่อยากอัดคลิป ครั้งแรกโทร.มาขอให้ตนรับว่าเป็นเจ้าของเงิน เพื่อให้ไปรับเงินคืน แต่ปฏิเสธเพราะไม่ได้เป็นเงินตน เงินใครให้ไปรับเอง รู้สึกแปลกใจให้ไปรับแทน แต่ยังมีความพยายามโทร.ติดต่อให้ตนไปรับเงิน และบอกจะยกเงินดังกล่าวให้ ก็ยิ่งไม่เอา เพราะไม่ใช่ของตน ถ้าไปรับก็เท่ากับเป็นคนให้ แสดงว่าทองเป็นของตน ก็ปฏิเสธไป จนในที่สุดเขาก็ไปคืนกันเอง
“ส่วนที่ศาลปกครอง นัดตัดสินคดีที่จะให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กลับเข้ารับราชการตำรวจหรือไม่นั้น วันที่ 9 มกราคมนี้ ก็อยากให้ได้กลับมา ไม่ต้องค้างคาใจว่ามีส่วนทำให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้รับผลกระทบ ส่วนเรื่องคดีให้ว่าไปตามกระบวนการยุติธรรม ทั้ง ป.ป.ช. อัยการศาล ถ้าทุกหน่วยทำตรงไปตรงมา ไม่มีใครไปสั่งคดีได้ เพราะเป็นคดีที่มีคนสนใจ จับตามอง ส่วนกระแสสังคมที่โจมตีการออกมาแฉข้อมูลครั้งนี้ ไม่เกินความคาดหมาย เตรียมรับอยู่แล้ว ทางกฎหมายอาจต้องเป็นผู้ต้องหา เตรียมใจไว้อยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับป.ป.ช.ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการ
เมื่อถามว่าการออกมาเปิดเผยข้อมูลถือว่าจบแล้วครับนาย เป็นการแตกหักหรือไม่ พ.ต.อ.ภาคภูมิกล่าวว่าไม่ถึงขั้นนั้น ยังเคารพในฐานะผู้บังคับบัญชา แต่ต้องแยกกันระหว่างความถูกต้องเพื่อคนส่วนรวมเพื่อตนเอง องค์กร แม้จะถูกกล่าวหาทรยศหักหลัก ก็เตรียมรับไว้อยู่แล้ว เรื่องนี้คนที่ถูกหักหลังคนแรกคือนายเอกวิทย์ ถูกถ่ายคลิปเพื่อแบล็กเมล์ คนที่สองคือตน ที่พยายามให้ไปรับเงินคืน เพื่อจัดฉากว่าเป็นเจ้าของเงิน ถ้าสองสิ่งนี้ที่เรียกว่าหักหลัก ก็ไม่ต่างจากสิ่งที่ออกมาเปิดเผยข้อมูล ขึ้นอยู่กับใครหักหลังใครก่อน
วันเดียวกัน พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า การสอบปากคำ พ.ต.อ.ภาคภูมิ ได้สอบสวนในฐานะผู้กล่าวหา ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาซึ่งเป็นดุลพินิจของพนักงานสอบสวน พ.ต.อ.ภาคภูมิ ถือเป็นประจักษ์พยานที่ระบุถึงการกระทำผิดของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กับพวก สำหรับคดีติดสินบนเจ้าพนักงานเป็นคดีที่หาพยานหลักฐานได้ยาก ศาลฎีกามีแนวคำพิพากษาวางหลักไว้
รองจเรฯ กล่าวถึงกระแสข่าวที่ระบุว่า พ.ต.อ.ภาคภูมิ เป็น 1 ใน 7 บุคคลที่อาจเข้าข่ายตกเป็นผู้ต้องหา ว่าการพิจารณาจะต้องดูทั้งพยานหลักฐานและเจตนา การกระทำเป็นเครื่องชี้เจตนา จากการสอบสวน พ.ต.อ.ภาคภูมิ ให้การว่า ไม่ทราบตั้งแต่ต้นว่าจะมีการติดสินบนทองคำ และเป็นผู้ที่นำพยานหลักฐานมามอบให้พนักงานสอบสวน ซึ่งการจะเป็นผู้กล่าวหาหรือผู้ต้องหา เป็นดุลพินิจของพนักงานสอบสวน และท้ายที่สุดศาลจะเป็นผู้วินิจฉัย นอกจากนี้ยืนยันว่าการนำคลิปภาพและเสียงมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน เพื่อแสดงให้เห็นข้อเท็จจริงอย่างชัดเจน โดยจะมีการเปิดเผยอีกในวันที่ 8 มกราคมนี้
วันเดียวกัน นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เดินทางเข้ายื่นหนังสือคัดค้านการที่ ป.ป.ช.จะส่งสำนวนคดีติดสินบนทองคำ คืนให้พนักงานสอบสวน โดยต้องการให้ ป.ป.ช.ทำคดีต่อไป โดยนายสัญญาภัชระ กล่าวว่า ได้ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.โดยแสดงเจตจำนงคัดค้านการส่งสำนวนคดีกลับไปให้พนักงานสอบสวน ตามมาตรา 61 วรรค 2 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 โดยเหตุผลการคัดค้านการส่งสำนวนกลับไปยังคณะพนักงานสอบสวนมี 4 ประเด็น ได้แก่ 1.เนื่องจากที่มาของพยานหลักฐานในคดีนี้อาจมีข้อโต้แย้งทางกฎหมายหรือมีที่มาที่มิชอบด้วยกฎหมาย
2.พยานบุคคลในคดีนี้อาจถูกจูงใจด้วยสัญญาหรือผลประโยชน์อื่นใด รวมทั้งอาจจะถูกขู่เข็ญบังคับเพื่อให้ถ้อยคำกับคณะพนักงานสอบสวนเป็นการปรักปรำให้ร้ายผู้ถูกกล่าวหา 3.เนื่องจากคณะพนักงานสอบสวนไม่พิจารณาดำเนินคดีกับ พ.ต.อ.ภาคภูมิ ที่ยอมรับในข้อเท็จจริงว่าเป็นผู้ให้ทองกับกรรมการ ป.ป.ช.และ 4.เรื่องความชอบธรรมของคณะพนักงานสอบสวนที่นายตำรวจบางนาย เป็นคู่กรณีขัดแย้งกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ รวมทั้งตั้งข้อสังเกตว่าการที่คณะพนักงานสอบสวน แถลงและเปิดพยานหลักฐานในคดีนี้ อาจเป็นการเปิดเผยข้อมูลในชั้นสอบสวนของ ป.ป.ช.อาจเข้าข่ายเป็นการเปิดเผยความลับทางราชการ
นายสัญญาภัชระ กล่าวว่า เพิ่งได้เข้าพบ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ และพูดคุยเพื่อให้เซ็นเอกสาร โดยท่านเองไม่ได้มีความกังวลอะไร ยืนยันจะต่อสู้คดีให้ถึงที่สุด พร้อมพิสูจน์ในกระบวนการยุติธรรม เพียงแต่พยานหลักฐานในชั้นสอบสวนต้องชอบด้วยกฎหมาย
“ย้ำว่าคดีที่เกิดขึ้นไม่มีข้อเท็จจริงอะไรที่เกี่ยวข้องกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ และตัวท่านเองก็ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ยังยืนยันในความบริสุทธิ์และยังอยู่ในประเทศไทยเพื่อต่อสู้คดีตามกระบวนการ โดยจะไม่หนีไปไหนแน่นอน แต่ถ้าจะให้ออกมาให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนในตอนนี้ ตัวท่านมองว่าคดีอยู่ในชั้น ป.ป.ช.แล้ว ก็ควรต้องให้ ป.ป.ช.เป็นผู้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายไปก่อน” นายสัญญาภัชระ กล่าว
ส่วนนายสุรพงษ์ อินทรถาวร รองเลขาธิการ ป.ป.ช.เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ยังไม่ได้หารือถึงคดีที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบคดี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ติดสินบนทองคำหนัก 246 บาท แก่นายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ กรรมการ ป.ป.ช.เพื่อช่วยเหลือคดี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ไว้พิจารณา หรือจะส่งสำนวนกลับไปให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือไม่ ยังไม่ได้บรรจุวาระนี้เข้าที่ประชุม เนื่องจากเห็นว่า ยังมีข้อเท็จจริงที่ต้องตรวจสอบอย่างละเอียดรอบคอบก่อน
นายสุรพงษ์ เปิดเผยอีกว่า การที่ยังไม่ได้บรรจุเรื่องนี้เข้าวาระการประชุม ไม่ได้เป็นเพราะความกดดัน เพราะตนและกรรมการ ป.ป.ช.ทำเรื่องลักษณะนี้มานาน แต่เราดูหน้างานเห็นว่ามีลักษณะที่ต่างจากเรื่องทั่วไป โดยเหตุแห่งคดีมีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย อย่างน้อย 3 ฝ่าย จึงต้องดูข้อกฎหมายเยอะ อย่างไรก็ตาม คาดว่าสัปดาห์หน้าก็น่าจะมีความคืบหน้าในเรื่องนี้
อีกด้านหนึ่ง พ.ต.อ.เขมรินทร์ พิศมัย น้องชายของ พ.ต.อ.ภาคภูมิ เปิดเผยว่า ความสัมพันธ์ของตนกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ มีเฉพาะในมิติของการทำงานไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องส่วนตัวใดๆ ไม่เคยรับใช้เรื่องส่วนตัวและท่านทราบดีว่าตนไม่มีวันรับงานที่ไม่ถูกต้องหรือไปกลั่นแกล้งใคร ท่านเรียกตนไปใช้งานเพราะความรู้ความสามารถด้านการสืบสวนคดีสำคัญ ตนไม่ได้เป็นฝ่ายวิ่งเข้าหาเสนอตัวรับใช้เพื่อหวังประโยชน์
พ.ต.อ.เขมรินทร์ กล่าวว่า เมื่อตนกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ มีแนวทางในการต่อสู้คดีไม่สอดคล้องกัน ก็ขอแยกตัว ซึ่งแยกกันเดินมาเกือบ 2 ปีแล้ว ยืนยันว่าไม่เคยไปก้าวล่วงให้ร้ายอะไร ทั้งที่ก็มีผู้พยายามจะให้ตนให้ร้ายในยามที่ท่านเพลี่ยงพล้ำ แต่ไม่มีวันที่ใครจะมาโน้มน้าวให้ตนให้ไปให้ร้ายรังแกท่านได้
พ.ต.อ.เขมรินทร์ กล่าวต่อว่า บุคคลรอบตัวท่านมีหลายกลุ่ม ต่างบทบาทหน้าที่ เช่น กลุ่มรับใช้ใกล้ชิดแบบข้าเก่าเต่าเลี้ยง กลุ่มสายเอ็นเตอร์เทน ฯลฯ สุดท้ายพวกตนกลุ่มคนทำงาน รับมอบหมายงานไปทำให้สำเร็จ ท่านต้องแยกยะว่าใครกลุ่มใดที่ทำให้ท่านเดือดร้อน ตนมีวุฒิภาวะและประสบการณ์ เป็นมือไม้เป็นสมองของท่าน ซึ่งศัตรูของท่านย่อมต้องประเมินว่าอาจเป็นภัยคุกคามที่จะต่อต้านปฏิบัติการโค่นล้มท่าน จึงต้องอยู่ในลิสต์บุคคลรอบตัวท่าน เป็นเทียร์ 1 ที่จะต้องถูกกำจัด แต่ท่านกลับเห็นตรงข้าม ว่าที่ท่านต้องเดือดร้อนโดนคดีต่างๆ เป็นเพราะพวกตน ซึ่งความคิดเช่นนี้ทำให้ตนรับไม่ได้
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี