วันพุธ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2569
ซุบซิบกทม.
ประชาชนคน กทม.ตั้งคำถามว่า ทำไมนักการเมืองหลายพรรคหาเสียงแล้วต้องแดกดันประชดประชันขุดคุ้ยเอาแต่เรื่องไม่ดีของพรรคอื่นออกมาโจมตีกัน หรือให้ความสำคัญกับการใส่ร้ายกันมากกว่าการนำเสนอนโยบายที่สัมผัสได้ตามรัฐธรรมนูญ...ประเด็นคำถามดังกล่าวแสดงให้แลเห็นว่าประชาชนเริ่มเข้าใจนักการเมือง พร้อมทั้งการปกครองและกฎหมายรัฐธรรมนูญดีขึ้น เพราะเขาเริ่มแยกแยะออกว่า “ทองคำแท้กับผ้าขี้ริ้วห่อทอง” มันต่างกันสิ้นเชิง ยิ่งไปกว่านั้นพรรคการเมืองไหนมีนโยบายดีสัมผัสได้ทำได้จริงไม่เพ้อฝัน หรือพรรคไหน“อีแอบ”อยู่ใต้รักแร้อำนาจเผด็จการ โดยสภาพภายนอกฉาบทาด้วยสีกลิ่นประชาธิปไตย ตรงนี้ประชาชนเขาก็กระจ่างชัด ดังนั้นสิ่งที่เขาอยากฟังอยากสัมผัส แม้ว่าหลายพรรคหรือนักการเมืองหลายคนจะ “นั่งอมยืนอม” ท่องคัมภีร์ประชาธิปไตยไว้เป็นเครื่องมือหาเสียงวาดหวังให้ตัวเองเข้าสภาผู้แทนราษฎรก็ตาม คือ ช่วงที่สถานการณ์ต่างๆมีปัญหา กฎหมายรัฐธรรมนูญถูกละเมิด หรือองค์กรนั่นนี่มีปัญหา พรรคการเมือง นักการเมืองจะทำกันอย่างไร เพราะแม้ว่าหลายพรรคมีนโยบายที่ดี แต่ถ้ารายละเอียดในรัฐธรรมนูญปกพร่องไม่สอดคล้องกับนโยบาย หรือแนวทางนโยบายพรรคเมื่อขับเคลื่อนทำงานให้ประชาชนสะดุด พรรคการเมืองคนการเมืองจะทำวิธีใด และต้องแก้ไขข้อกฎหมายหรือไม่ ตรงนี้ถือเป็นปมใหญ่ที่นักการเมืองต้องกล้าพูดกล้าอธิบายโดยไม่ทำลาย “รากเหง้า” ฐานใหญ่ของสังคม...อย่างไรก็ตาม“ไผ่ฎำ” ก็อยากบอกพี่น้องประชาชนคนทั่วไปว่า วิธีการหาเสียงของนักการเมืองที่นำข้อปกพร่องหรือภาพ“กาละกินี” ฝ่ายตรงกันข้ามออกมาเปิดประเด็นตอกย้ำไม่ว่าประเทศไหนที่มีการปกครองตามครรลองของระบบประชาธิปไตย ต่างล้วนมีเหมือนกันแทบทั้งสิ้น จะผิดกันตรงที่เมื่อเขาชี้บอกหรือย้ำเตือนข้อบกพร่องหรือสิ่งที่ฝ่ายตรงกันข้ามสัญญา “ให้น้ำลาย” เอาไว้ ทว่าพรรคนั้นนักการเมืองคนนั้นไม่ทำ เขาจะพุ่งเป้าตำหนิเป็นเรื่องหลัก ส่วนประเทศที่ประชาธิปไตยครึ่งๆกลางๆลูกคน ทำรัฐประหารซ้ำซาก อำนาจประชาชนถูกบั่นทอน รัฐธรรมนูญกฎหมายสูงสุดถูกฉีกถูกทำลายมาเป็นนิจศีล นักการเมืองคนการเมืองเหล่านั้นส่วนใหญ่หลายพรรคจะเล่นแร่แปรธาตุทำตัวเหมือน “จิ้กจกเปลี่ยนสี” เข้าข้างเผด็จการ ลักษณะเหมือนคล้ายเอาตัวรอดยอมเป็นทาสรับใช้เห็นด้วยกับเผด็จการสุดน่าสมเพทเวทนา ขณะที่ประชาชนแค่องค์ประกอบเมื่อยามจะรณรงค์หาเสียงเท่านั้น...สรุปสำหรับพฤติกรรมของพรรคการเมืองดังกล่าวที่ผู้คนตั้งคำถามกันนั้นให้ถือเป็นสิ่งธรรมดา แต่ที่ไม่ธรรมดา คือ ความตั้งใจของพรรคการเมืองนักการเมือง อันต้องนำระยะเวลาความเป็นพรรคการเมือง ความเป็นการเมืองมาพิจารณาประกอบด้วยว่า ที่ผ่านมาทั้งที่สามารถแก้ปัญหาได้ทำได้ แต่ทำไมเพราะอะไร และเหตุใดเขาจึงไม่ทำ หนำซ้ำไม่แตะไม่นำเสนอ ขณะเดียวกันพรรคไหนชอบ “หาวเป็นดาวเดือน” ตรงนี้ประชาชนก็ต้องระมัดระวังเช่นกัน ...ทิ้งท้ายการเลือกตั้งวันที่ 8กุมภาพันธ์ 2569 บัตรสามใบสามสี โดยเฉพาะใบที่สาม(ลงประชามติยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ) พรรคการเมืองหลายหลายพรรคแทบจะไม่ให้ความสำคัญกันเลย เหมือนจงใจเจตนาให้ประชาชนเข้าใจผิดๆว่า การประชามติเพื่อเข้าไปแก้ มาตรา.112 ทั้งๆในข้อเท็จจริงไม่ใช่เช่นนั้นเลย เหตุใดนักการเมืองจึงไม่ตอกย้ำประชาชนให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ ว่ารัฐธรรมนูญฉบับ “ขอเวลาอีกไม่นานมันมีปัญหา”...
ไผ่ฎำ
036
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี