วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2569
วานนี้ 14 มกราคม พ.ศ. 2569 นายยุทธพงค์ ดำศรีสุข นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการพิเศษ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี เปิดเผยว่า ช่วงปี พ.ศ.2567-68 เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาแหลม ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหารหน่วยเฉพาะกิจลาดหญ้า กองกำลังสุรสีห์ เจ้าหน้าที่ร้อย ตชด.135 รวมถึงเจ้าหน้าที่ ตร.สภ.ปิล๊อก และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอทองผาภูมิ ได้ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาคดีลักลอบเข้าไปขุดดินเพื่อร่อนหาแร่ทองคำในพื้นที่ป่าเขาซึ่งเป็นลุ่มน้ำชั้น 1A ในเขตอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ ท้องที่บ้านปิล๊อกคี่ หมู่ 4 ต.ปิล๊อก อ.ทองผาภูมิ ห่างจากชายแดนไทย-เมียนมาประมาณ 4 กิโลเมตร
โดยผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมได้ตลอดช่วงเวลาดังกล่าวมากกว่า 40 ราย ของกลางที่ใช้ในการกระทำผิดหลายร้อยรายการ บางรายถูกศาลพิพากษาจำคุกโดยไม่รอลงอาญา ที่สำคัญผู้ต้องหาส่วนใหญ่เป็นชาวกะเหรี่ยงและพม่า บางรายมีบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน บุคคลตามยุทธศาสตร์ (กลุ่มเด็กนักเรียน)บัตรขึ้นต้นด้วยเลข 0 อาศัยอยู่ในพื้นที่อำเภอทองผาภูมิ บางรายเป็นเป็นชาวกะเหรี่ยงและพม่าที่ลักลอบเข้ามาตามช่องทางธรรมชาติแล้วมาหลบอาศัยอยู่กับญาติภายในหมู่บ้านปิล๊อกคี่ หมู่ 4 ต.ปิล๊อก อ.ทองผาภูมิ ทุกคนล้วนมีความชำนาญเส้นทาง และมีชาวบ้านบางรายคอยเป็นหูเป็นตาแจ้งความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ให้กลุ่มผู้กระทำผิดทราบ ทำให้ยากต่อการเข้าไปจับกุม
.jpg)
โดยพื้นที่ที่กลุ่มผู้ต้องหาเข้าไปลักลอบขุดดินเพื่อร่อนหาแร่ทองคำนั้น เป็นยอดภูเขาสูง ป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ถูกทำลายและนำอุปกรณ์ขุดเจาะปากหลุมกว้าง 1-2 เมตร ลึก 10-15 เมตร จำนวนหลายหลุม พื้นที่ป่าบนเขาถูกทำลาย 2 แปลง แปลงแรกประมาณ 14 ไร่เศษ และแปลงที่ 2 ประมาณ 13 ไร่เศษ
ที่ผ่านมานายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และนายราชันย์ บัวตรี เป็นผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) ได้มอบนโยบายเน้นย้ำให้พื้นที่ป่าอนุรักษ์บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการบุกรุกพื้นที่ ทำไม้และล่าสัตว์ป่า และให้เพิ่มความเข้มข้นในการลาดตระเวนเพื่อพิทักษ์ผืนป่าอย่างจริงจัง ส่วนอำเภอทองผาภูมิ ได้มีประกาศห้ามร้านทองรับซื้อแร่ทองคำ รวมถึงห้ามจำหน่ายอุปกรณ์ร่อนแร่ทองคำโดยเด็ดขาด แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าทีควร
.jpg)
นายยุทธพงค์ ดำศรีสุข หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ กล่าวว่า ล่าสุดเมื่อวันที่ 11 ม.ค.69 เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ เจ้าหน้าที่ทหารหน่วยเฉพาะกิจลาดหญ้า กองกำลังสุรสีห์ และเจ้าหน้าที่ร้อย ตชด.135 ได้ร่วมกันออกลาดตระเวนเพื่อป้องกันการทำลายทรัพยากรด้านป่าไม้และสัตว์ป่า ด้วยการใช้เรือตรวจการไปขึ้นบกที่บ้านปิล๊อกคี่ หมู่ 4 จากนั้นใช้รถจักรยานยนต์วิบากลาดตระเวนไปตามเส้นทางทำไม้เก่า ลัดเลาะไปตามร่องห้วยและไหล่เขา ซึ่งเป็นป่ารกทึบ ไม่มีหมู่บ้าน ผ่านพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาแหลมไปทางทิศตะวันตก ประมาณ 16 กิโลเมตร
กระทั่งเวลาประมาณ 19.00 น.เจ้าหน้าที่ชุดลาดตระเวนได้รับสัญญาณแจ้งเตือนจากกล้องวงจรปิดที่ติดเอาไว้บริเวณแปลงตรวจยึด 13 ไร่เศษ จากการตรวจภาพจากกล้องวงจรปิดพบกลุ่มบุคคลเดินเข้าออกมากกว่า 15-20 คน และเวลาประมาณ 18.30 น.ของวันที่ 13 ม.ค.ได้รับแจ้งเตือนจากกล้องวงจรปิดอีกครั้งหนึ่ง เจ้าหน้าที่จึงได้วางแผนเข้าจับกุม แต่กว่าจะไปถึงต้องใช้เวลานานกว่า 3 ชั่วโมง ซึ่งเป็นช่วงกลางคืนแล้ว เมื่อไปถึงเจ้าหน้าที่สังเกตพบแสงสว่างจากไฟฉายคาดหัวนับ 10 ดวง และมีการพูดคุยกันอยู่ภายในหลุมขุดเจาะร่อนแร่ทองคำ เจ้าหน้าที่จึงส่งสัญญาณพร้อมแสดงตัวเข้าจับกุม แต่กลามบุคคลดังกล่าวเห็นเจ้าหน้าที่เสียก่อนจึงอาศัยความชำนาญเส้นทางวิ่งหลบหนีลงจากภูเขาท่ามกลางความมืด เจ้าหน้าที่ได้พยายามวิ่งติดตามแต่ไม่ทัน
.jpg)
แต่อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ยังสามารถจับกุมผู้ต้องหาเป็นชายจำนวน 3 ราย เนื่องจากหนีขึ้นมาจากหลุมที่มีความลึกประมาณ 10-15 เมตรไม่ทัน โดยมีของกลางที่ใช้กระทำผิดหลายรายการ เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงกลางคืน เจ้าหน้าที่จึงรอจนถึงรุ่งเช้าของวันที่ 14 ม.ค.จึงนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางเดินเท้าออกมาจากป่าแล้วลงเรือมาสอบปากคำเพิ่มเติมที่อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ
สำหรับผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ประกอบด้วย 1.นายอ่อง (ไม่มีนามสกุล)ชาวพม่า อายุ 50 ปี 2. นายไปร์ (ไม่มีนามสกุล)ชาวพม่า อายุ 31 ปี และ 3. นายเต้ (ไม่มีนามสกุล)ชาวพม่า อายุ 20 ปี ตรวจสอบพบว่าผู้ต้องหาทั้ง 3 เป็นบุคคลที่มีรายชื่ออยู่ในบัญชีควบคุมคนต่างด้าว อาศัยอยู่ภายในเขตควบคุมของหมู่บ้าน พื้นที่บ้านไร่ หมู่ 6 ต.ห้วยเขย่ง อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ที่ลักลอบออกมาจากเขตควบคุมมาก่อเหตุดังกล่าว สำหรับของกลาง 11 รายการ เช่น ไฟฉายคาดหัว เป้กระสอบสะพายหลังสำหรับบรรจุดินแร่ทองคำ มีดเหน็บ แชลง สิ่วสกัด ที่ใช้สำหรับขุดเจาะ เป็นต้น
.jpg)
หลังจากผู้ต้องหาให้การยอมรับสารภาพ เจ้าหน้าที่จึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ปิล๊อก อ.ทองผาภูมิ ดำเนินคดีตามกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้
1. ฐาน “ร่วมกันก่อสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่า หรือเข้ายึดถือครอบครองป่า เพื่อตนเองหรือผู้อื่นโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่” ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 มาตรา 54 และมาตรา 72 ตรี และมาตรา 55
.jpg)
2. ฐาน “ร่วมกันยึดถือ ครอบครอง ทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติและก่อให้เกิดความเสียหายแก่ต้นน้ำลำธาร โดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่” ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 17 และมาตรา 31 วรรคสอง (3)
3. ฐาน “ร่วมกันยึดถือหรือครอบครองที่ดิน รวมตลอดก่อสร้าง แผ้วถาง เผาป่าหรือกระทำด้วยประการใดๆให้เสื่อมสภาพหรือเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ไปจากเดิม ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 ภายในเขตอุทยานแห่งชาติ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่” ตามความในมาตรา 19 (1) ประกอบมาตรา 41 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562
.jpg)
4. ฐาน “ร่วมกันเก็บหา กระทำด้วยประการใดๆ ให้เป็นอันตราย หรือทำให้เสื่อมสภาพ ซึ่ง ดิน หิน กรวด ทราย แร่ หรือทรัพยากรอื่น หรือกระทำการอื่นใดอันส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่” ตามความในมาตรา 19 (2) และมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562
5. ฐาน “ร่วมกันเข้าไปดำเนินกิจการใดๆ เพื่อหาผลประโยชน์ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามความในมาตรา 19 (6) และมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติพ.ศ. 2562"
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี