สสส. ผลักดันนครปฐมขับเคลื่อนทั้งจังหวัด ใช้พลังชุมชนล้อมรักษ์ แก้ปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน

สสส. ผลักดันนครปฐมขับเคลื่อนทั้งจังหวัด ใช้พลังชุมชนล้อมรักษ์ แก้ปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.09 น.

ดึงอดีตผู้ใช้สารเสพติดร่วมกระบวนการ ลดเสพซ้ำ สร้างคุณค่าใหม่ในชุมชน

เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ห้องประชุมเจดีย์ 2 โรงแรมไมด้า แกรนด์ ทวารวดี จังหวัดนครปฐม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วม มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้ (มสวร) และจังหวัดนครปฐม ร่วมจัด เวทีประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อขยายผลการขับเคลื่อนชุมชนล้อมรักษ์ในระดับอำเภอ เพื่อพัฒนาอำเภอเป็นต้นแบบในการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดระดับพื้นที่ โดยใช้กระบวนการ CBTx ผ่านกลไกคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) เพื่อพัฒนารูปแบบการขยายผลการดำเนินงาน ไปพื้นที่อื่นเพื่อสร้างเครือข่ายการบำบัดรักษา ค้นหารูปแบบการฟื้นฟูผู้ป่วยบำบัดฟื้นฟูในชุมชน เสริมสร้างศักยภาพบุคลากรและเครือข่ายในพื้นที่ ให้สามารถใช้กระบวนการ CBTx ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีผู้แทนจาก 7 อำเภอ ทั้ง กรรมการ พชอ. ผู้แทนชุมชน สาธารณสุข และผู้ผ่านการบำบัดเข้าร่วม


นางสาวอโรชา นันทมนตรี  ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม กล่าวว่า ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นในทุกจังหวัด และเป็นวาระแห่งชาติที่รัฐบาลให้ความสำคัญมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับจังหวัดนครปฐม มีบริบทเฉพาะที่ต้องให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีสถาบันอุดมศึกษากระจายอยู่หลายแห่ง ทำให้กลุ่มเด็ก เยาวชน และนิสิตนักศึกษาเป็นกลุ่มเสี่ยงที่อาจเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดได้ โดยแนวทางการทำงานของจังหวัดให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยผู้ว่าราชการจังหวัดทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการประสานความร่วมมือ ทั้งฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายอำเภอ ซึ่งดูแลพื้นที่โดยตรง ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในด้านการป้องกันและปราบปราม ขณะเดียวกัน หากผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดเข้าสู่กระบวนการบำบัด ก็จะมีการทำงานร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดในการดูแลรักษาและฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง

“การแก้ไขปัญหายาเสพติดไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม สถาบันการศึกษา และคณะสงฆ์ ที่จะช่วยกันเฝ้าระวัง ดูแล ให้ความรู้ และสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเด็กและเยาวชน เพื่อให้ห่างไกลจากยาเสพติดอย่างยั่งยืน” ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม กล่าว

ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ยังกล่าวถึงการนำเสียงสะท้อนของประชาชนมาใช้เป็นฐานข้อมูลสำคัญในการวางแผน โดยจังหวัดได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ พบว่าปัญหาเยาวชนมั่วสุม การใช้บุหรี่ไฟฟ้า และปัญหายาเสพติดในครอบครัว เป็นหนึ่งใน 10 ปัญหาสำคัญที่ชาวนครปฐมต้องการให้มีการแก้ไข จังหวัดจึงนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้เป็นกรอบการทำงานร่วมกันในทุกระดับ ตั้งแต่ชุมชน ตำบล อำเภอ ไปจนถึงระดับจังหวัด เพื่อให้ทุกภาคส่วนเห็นข้อมูลเดียวกันและขับเคลื่อนงานไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งการจัดเวทีร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ในครั้งนี้ ถือเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยเสริมกระบวนการคิด วิเคราะห์ และวางแผนการทำงานให้กับแกนนำทั้ง 7 อำเภอของจังหวัดนครปฐม เพื่อขยายผลการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดให้ครอบคลุมทั้งจังหวัด โดยมุ่งหวังให้ผู้ที่ผ่านการบำบัดสามารถกลับมาใช้ชีวิตในชุมชนได้โดยไม่หวนกลับไปเสพซ้ำ และสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง

ขณะที่ นางสาวรุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส. กล่าวว่า สสส. พยายามค้นหาและพัฒนาโมเดลต้นแบบของอำเภอที่สามารถป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้อำเภออื่น ๆ นำไปปรับใช้ตามบริบทพื้นที่ โดยใช้กลไกคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) ซึ่งรวมพลังจากฝ่ายปกครอง สาธารณสุข ตำรวจ และแกนนำชุมชน ทำงานบนแผนเดียวกันอย่างจริงจัง

“ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาที่วนซ้ำมานาน ผู้ใช้สารเสพติดจำนวนมากเข้าสู่กระบวนการบำบัดแล้วกลับไปใช้ซ้ำ แต่เมื่อใช้กระบวนการ CBTx ให้ชุมชนเข้ามาดูแลลูกหลานของตนเองอย่างใกล้ชิด มีการให้กำลังใจ ดึงเข้าร่วมกิจกรรม และพัฒนาอาชีพ จะช่วยยืดระยะเวลาการไม่กลับไปใช้สารเสพติดซ้ำ และทำให้เขากลับมามีคุณค่า เป็นเสาหลักของครอบครัวและชุมชนได้อีกครั้ง” นางสาวรุ่งอรุณ กล่าว

นางสาวรุ่งอรุณ ชี้ว่า จังหวัดนครปฐมมีอำเภอกำแพงแสนเป็นต้นแบบสำคัญ ที่เริ่มดำเนินงานในระดับชุมชนและเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม ทำให้แกนนำชาวบ้านลุกขึ้นมามีบทบาทดูแลผู้ผ่านการบำบัด เกิดการพึ่งพาและหนุนเสริมกันในชุมชน สสส. จึงขยายแนวคิดนี้ไปสู่อำเภออื่น ๆ ผ่านเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนได้มองเห็นภาพรวมสถานการณ์ของจังหวัด และร่วมกันวางแผนการทำงาน และอีกหนึ่งมิติสำคัญคือการดึงอดีตผู้ใช้สารเสพติดที่ผ่านการบำบัดแล้วเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการ โดยทำหน้าที่เป็นแรงบันดาลใจและกำลังใจให้กับผู้ที่ยังอยู่ในวงจรการเสพติด ขณะเดียวกันก็ช่วยเสริมพลังให้ผู้ที่เลิกได้แล้วไม่หวนกลับไปสู่พฤติกรรมเดิม สสส. เชื่อว่าการทำงานแบบบูรณาการที่มีชุมชนเป็นฐาน จะช่วยลดการเสพซ้ำ และนำไปสู่การแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืนในระดับพื้นที่

ด้าน พล.ต.ต.พิทักษ์ อุปพงษ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม ระบุว่า การแก้ไขปัญหายาเสพติดจำเป็นต้องมองครบทุกมิติ ตั้งแต่การสกัดกั้นและปราบปรามเครือข่ายค้ายาเสพติด การจับกุมและขยายผลไปถึงการยึดทรัพย์ ไปจนถึงการมีส่วนร่วมในกระบวนการบำบัดฟื้นฟู โดยตำรวจทำหน้าที่สนับสนุนการคัดกรองผู้ใช้สารเสพติดเข้าสู่กระบวนการบำบัดในระดับชุมชน ร่วมกับฝ่ายปกครอง สาธารณสุข และภาคีที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งสนับสนุนการให้ความรู้ การสร้างกิจกรรมในพื้นที่ และการระงับเหตุในกรณีที่เกิดปัญหาระหว่างกระบวนการฟื้นฟู ตลอดจนดูแลไม่ให้มีการนำยาเสพติดกลับเข้ามาในชุมชน เพื่อป้องกันการเสพซ้ำและตัดวงจรยาเสพติดอย่างเป็นระบบตลอดทุกขั้นตอน

นายแพทย์วิโรจน์ รัตนอมรสกุล สาธารณสุขจังหวัดนครปฐม ระบุว่า ภารกิจหลักของสาธารณสุขคือการป้องกัน ให้ความรู้ และการรักษาผู้ใช้สารเสพติดในระยะเฉียบพลัน การบำบัดทั้งผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก ตลอดจนการดูแลต่อเนื่องหลังพ้นระยะรุนแรง อย่างไรก็ตาม การรักษาทางการแพทย์เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากขาดการดูแลในระยะยาว โดยเฉพาะช่วงหลังการบำบัดซึ่งมีความเสี่ยงต่อการกลับไปเสพซ้ำ การมีชุมชน ครอบครัว และภาคีในพื้นที่เข้ามาร่วมดูแล สนับสนุนกำลังใจ ปรับสภาพแวดล้อม และส่งเสริมอาชีพ จะช่วยให้ผู้ผ่านการบำบัดสามารถหยุดยาเสพติดได้อย่างต่อเนื่อง ลดการตีตรา และกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างยั่งยืน

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top