กทม. แจงสภาฯ ปัญหาฝุ่น ตอนนี้แนวโน้มดีขึ้น ยังไม่สร้าง หอปรับอากาศขนาดใหญ่ ไม่คุ้มทุนมหาศาล

กทม. แจงสภาฯ ปัญหาฝุ่น ตอนนี้แนวโน้มดีขึ้น ยังไม่สร้าง หอปรับอากาศขนาดใหญ่ ไม่คุ้มทุนมหาศาล

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.04 น.

“ชัชชาติ” แจงสภากทม. ปัญหาฝุ่น แนวโน้มดีขึ้น เดินหน้าพัฒนาทุกมิติก่อฝุ่น ยังไม่สร้าง “หอปรับอากาศขนาดใหญ่” ไม่คุ้มทุนมหาศาล

วันที่ 21 มกราคม 2569 ในการประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยแรก (ครั้งที่ 3) ประจำปีพุทธศักราช 2569 ณ ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกทม. 2 ดินแดง  นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ตอบคำถามจากกระทู้ถามสด เรื่องมาตรการรองรับและแนวทางการแก้ไขปัญหาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จากสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) เขตจอมทอง นายสุทธิชัย วีรกุลสุนทร โดยกล่าวว่า สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในปีนี้ พบว่ามีแนวโน้มดีขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ทั้งในด้านจำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานและค่าเฉลี่ย ความเข้มข้นของฝุ่น โดยเป็นผลจากการดำเนินมาตรการเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดโดยรอบ 


“ก็ยังคงต้องทำงานหนักต่อไป และขอให้ทุกท่านช่วยกันประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบว่ากรุงเทพมหานครมีมาตรการต่างๆ ที่ออกมาช่วยทำให้ค่าฝุ่นดีขึ้น ด้วยความตั้งใจจริง และจริงจังในการแก้ปัญหาดังกล่าว ต้องขอขอบคุณทุกๆ หน่วยงาน ทุกๆ ภาคส่วน ที่ได้ให้ความร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร ผมเชื่อว่าเรามาถูกทางแล้ว ถึงแม้ว่าจะยังไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ค่าฝุ่นของปีนี้ที่สถานการณ์ดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมามาก กรุงเทพมหานครเองจะยังไม่หยุดพัฒนาเพื่อให้ประชาชนได้มีอากาศสะอาดต่อไป” ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าว

ส่วนเรื่องการสร้างหอปรับอากาศติดตั้งในพื้นที่ที่มักมีค่าฝุ่นสูง เช่น เขตปทุมวัน ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวว่า อาจยังไม่คุ้มกับการลงทุน เนื่องจากต้องใช้เงินทุนมหาศาล ซึ่งคำนวณจากขนาดพื้นที่ที่เป็นพื้นที่เปิด และมีขนาดใหญ่ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการเปลี่ยนไส้กรองขนาดใหญ่ที่อาจเป็นไปได้ยาก แต่หากมีเทคโนโลยีหรืออุปกรณ์ใหม่ๆ ที่คุ้มค่า ก็จะไม่รีรอที่จะนำมาปรับประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาฝุ่นในกรุงเทพมหานครแน่นอน ซึ่งขณะนี้การต่อสู้กับปัญหาฝุ่นยังคงเป็นสงครามที่ต้องต่อสู้กันทุกวัน เรื่องการดูแลและป้องกันฝุ่นของแต่ละบุคคลก็ต้องการ์ดอย่าตก และเชื่อว่าทุกหน่วยงานก็มีความเข้มข้นในการเร่งแก้ปัญหาฝุ่นกันอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว

นอกจากนี้ การแก้ไขปัญหาฝุ่นของ กทม. จำแนกเป็นประเด็นต่างๆ ดังนี้ 

1.ตัวเลขสะท้อนผลลัพธ์ที่ดีขึ้น
จากการติดตามและประมวลผลข้อมูลคุณภาพอากาศ พบว่า จำนวนวันที่ค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐาน ลดลงร้อยละ 40 ขณะที่ค่าเฉลี่ยความเข้มข้นของ PM2.5 ลดลงร้อยละ 12 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงประสิทธิผลของมาตรการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษและการบริหารจัดการสถานการณ์ฝุ่นของกรุงเทพมหานครในภาพรวม

2.ความร่วมมือข้ามจังหวัด ลดฝุ่นจากต้นทาง
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้สถานการณ์ฝุ่นดีขึ้น คือความร่วมมือระหว่างกรุงเทพมหานครกับจังหวัดในภาคกลางและภาคตะวันออก ในการควบคุมการเผาในพื้นที่เกษตร โดยข้อมูลจุดความร้อน (Hotspot) พบว่า จำนวนจุดเผาในพื้นที่ดังกล่าวลดลงร้อยละ 28 ความร่วมมือเชิงบูรณาการระหว่างหลายจังหวัดช่วยลดผลกระทบของฝุ่นจากพื้นที่ต้นลมที่ส่งผลต่อกรุงเทพมหานครได้อย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งการรณรงค์ให้ประชาชนที่พบเห็นการเผาแจ้งเข้ามาใน Traffy Fondue  

3.คุมรถเข้ม ลดฝุ่นจากการจราจร
กรุงเทพมหานครได้ยกระดับความเข้มงวดในการควบคุมรถควันดำ โดยปรับค่ามาตรฐานควันดำจากเดิมไม่เกินร้อยละ 30 เหลือไม่เกินร้อยละ 20 ส่งผลให้การตรวจจับมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสามารถจับกุมรถที่มีค่าควันดำเกินมาตรฐานเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 3.5 เท่า นอกจากนี้ ยังได้ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนผ่านโครงการ “รถคันนี้ #ลดฝุ่น” ซึ่งปัจจุบันมีรถ เข้าร่วมโครงการแล้วเกือบ 200,000 คัน สามารถช่วยลดการปล่อยมลพิษจากภาคการจราจรได้ประมาณร้อยละ 9

4.Cell Broadcast ในการแจ้งเตือนฝุ่น
ขณะนี้ กทม. ใช้ระบบ Cell Broadcast ในการแจ้งเตือนฝุ่น PM2.5 โดยระบบดังกล่าวจะทำการแจ้งเตือนเฉพาะพื้นที่เขตที่ตรวจพบค่าฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่ เกิน 75 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งอยู่ในระดับสีแดงเท่านั้น นอกจากนี้ กทม. ได้มีการทบทวนขั้นตอนปฏิบัติมาตรฐาน (SOP) โดยปรับลดรอบการคำนวณค่าเฉลี่ยฝุ่นละอองจากเดิม 24 ชั่วโมง เป็น 12 ชั่วโมง และกำหนดรอบการส่งข้อความแจ้งเตือน 3 รอบ ได้แก่ เวลา 07.00 น. 12.00 น. และ 17.00 น. เพื่อให้ข้อมูลมีความเป็นปัจจุบันมากยิ่งขึ้น รวมถึงเพิ่มการแจ้งเตือนเป็นภาษาอังกฤษเพื่อรองรับชาวต่างชาติ

5.WFH ช่วยลดรถ ลดฝุ่น
มาตรการ Work From Home ที่กรุงเทพมหานครประกาศใช้ในช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม มีส่วนช่วยลดปริมาณการจราจรในพื้นที่กรุงเทพมหานครอย่างเห็นผล โดยพบว่าสามารถลดปริมาณการจราจรเฉลี่ยได้ร้อยละ 8.5 ส่งผลให้ค่าฝุ่น PM2.5 ลดลงจากค่าเฉลี่ย 47.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม เหลือ 19.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ในวันที่ 5 ธันวาคม หรือคิดเป็นการลดลงร้อยละ 58

6.เพิ่มพื้นที่สีเขียว เสริมการป้องกันฝุ่น
ในส่วนของการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ภายใต้นโยบายปลูกต้นไม้ล้านต้น ปัจจุบันกรุงเทพมหานครปลูกต้นไม้ไปแล้วรวม 2,326,667 ต้น เป็นไม้ยืนต้น 1,377,340 ต้น โดยในจำนวนนี้มี 932,452 ต้น ที่ปลูกเชิงยุทธศาสตร์ในพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก เพื่อทำหน้าที่เป็นกำแพงสีเขียวช่วยลดฝุ่นที่พัดมาจากจังหวัดต้นลม นอกจากนี้ ยังได้เพิ่มสวน 15 นาทีแล้วรวมทั้งสิ้น 441 แห่ง

7.เดินหน้ามาตรการต่อเนื่อง
กรุงเทพมหานครยืนยันว่าจะเดินหน้ามาตรการจัดการปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างต่อเนื่อง ทั้งการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษในเมือง การทำงานร่วมกับจังหวัดรอบข้าง และการส่งเสริมความร่วมมือจากประชาชน เพื่อยกระดับคุณภาพอากาศของกรุงเทพมหานครให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน โดยย้ำว่า ตัวเลขที่ดีขึ้นสะท้อนว่า การแก้ปัญหาฝุ่นต้องทำทั้งระบบ และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

8.ผสานพลังกระทรวงอุตสาหกรรม คุมเข้มปล่องระบายมลพิษ
ขณะเดียวกัน กรุงเทพมหานครยังร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม ยกระดับมาตรการควบคุมมลพิษจากภาคโรงงาน โดยปรับปรุงมาตรฐานการระบายมลพิษจากปล่องหม้อน้ำในเขตกรุงเทพมหานครให้เข้มงวดขึ้น และกำหนดให้โรงงานติดตั้งระบบตรวจวัดมลพิษอากาศอัตโนมัติ (Continuous Emission Monitoring System: CEMS) พร้อมรายงานผลแบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการกำกับดูแล

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top