วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569
เปิดพฤติการณ์ เครือข่าย เจ้าหน้าที่รัฐทุจริต สวมสิทธิสัญชาติไทยให้จีนเทา

เปิดพฤติการณ์ เครือข่าย เจ้าหน้าที่รัฐทุจริต สวมสิทธิสัญชาติไทยให้จีนเทา

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.31 น.

วันที่ 22 มกราคม 2569 กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก , พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผบก.ปปป. , พ.ต.อ.ภาสกร นภาโชติ ผกก.4 บก.ปปป. พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลาง ร่วมกับ

สำนักงาน ป.ป.ช. ภายใต้การอำนวยการของนายสุรพงษ์ อินทรถาวร รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้สั่งการให้นายวิวัฒน์ เจริญฉ่ำ รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ภาค 5, นายไพโรจน์ นิยมเดชา ผอ.กลุ่มสืบสวนและปฏิบัติการข่าว 2 สำนักสืบสวนและกิจการพิเศษ และเจ้าหน้าที่ สำนักงาน ป.ป.ท. ภายใต้การอำนวยการของ นายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.สิริพงษ์ ศรีตุลา รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. และเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.ต. ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษกรมการปกครอง ภายใต้การอำนวยการของ นาย นฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครองร่วมกันจับกุมตัวผู้ต้องหาผู้ต้องหา คดีที่ 1/2569 จำนวน 4 ราย ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ (4 หมายจับ) จับกุมได้ 4 ราย (4 หมายจับ) ผู้ต้องหา คดีที่ 2/2569 จำนวน 2 ราย ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ (2 หมายจับ) จับกุมได้ 2 ราย (2 หมายจับ)



 
โดยกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานข้อกล่าวหาเจ้าพนักงานของรัฐ

​1. เป็นเจ้าพนักงาน ร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เป็นความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 

​2. เป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จ เป็นความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162

​3. เป็นเจ้าพนักงานของรัฐ ร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561มาตรา 172 

​4. ร่วมกัน ทำ ใช้ หรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จ หรือกระทำการเพื่อให้ตนเอง หรือผู้อื่นมีชื่อหรือมีรายการอย่างหนึ่งอย่างใดในทะเบียนบ้านหรือเอกสารการทะเบียนราษฎรอื่นโดยมิชอบ เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา 50



พฤติการณ์ที่ 1  สืบเนื่องจากการขยายผลจับกุมปลัดอำเภอเวียงแหง  เมื่อวันที่ 18 พฤจิกายน 2568 กรณี มีการเรียกรับผลประโยชน์ในการขอสัญชาติและขอสถานะคนไม่มีสถานะทางทะเบียนในพื้นที่ อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ ต่อมา มีการขยายผลพบว่ามีการกระทำความผิดในลักษณะดังกล่าว ในพื้นที่อำเภอ เชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่  กล่าวคือ พบว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐ เข้าไปเกี่ยวข้องกับการทำบัตรบุคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนดังกล่าวจำนวนหลายราย

กรมการปกครองจึงออกคำสั่งกรมการปกครองที่ 3050/2568 เรื่องแต่งตั้งคณะทำงานอำนวยการสืบสวน ปราบปรามการทุจริตและสอบสวนการกระทำความผิด ทางทะเบียนและบัตรประจำตัวประชาชน  และได้มอบหมายให้นายบัณฑิต นามเครือ ผู้กล่าวหา กับพวก ในฐานะชุดปฏิบัติการสืบสวนสอบสวนได้ลงพื้นที่ตรวจสอบการการกระทำผิดในพื้นที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ พบว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีพฤติการณ์กระทำทุจริตทางทะเบียนในลักษณะการขอคืนรายการบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนที่ถูกจำหน่ายรายการบุคคลและจัดทำบัตรประจำตัวให้กับบุคคลดังกล่าวที่ไม่ใช่เจ้าของรายการหรือขาดคุณสมบัติ และใช้รายการบุคคลนั้นเพื่อขอสัญชาติไทย และขอสถานะคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 จำนวนหลายราย โดยมีพฤติการณ์การกระทำความผิดซึ่งแบ่งได้ทั้งสิ้น 2 กรณี

กรณีที่ 1 การแจ้งย้ายถิ่นที่อยู่ปลายทางและขอทำบัตรประจำตัวบุคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนเป็นเท็จ (ขอบัตรครั้งแรก)

กรณีที่ 2 การขอคืนรายการบุคคลและทำบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (สวมสิทธิ)

อีกทั้งขบวนการนี้ได้ขยายผลมาจากการจับกุมปลัดอำเภอเวียงแหง เมื่อวันที่ 18 พฤจิกายน 2568  ซึ่งเชื่อมโยงเป็นขบวนการเดียวกัน จึงถือได้ว่ากลุ่มนายหน้าและเจ้าหน้าที่ของรัฐเหล่านี้เป็นเครือข่ายองค์กรอาชญากรรมที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศไทยอย่างร้ายแรง

พฤติการณ์ที่ 2 สืบเนื่องจากเมื่อต้นเดือนธันวาคม 2568 เจ้าหน้าที่กรมการปกครอง ได้รับคำสั่งให้ลงพื้นที่ตรวจสอบขยายผลคดีสวมบัตรประชาชนในพื้นที่อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ โดยเข้าตรวจสอบเอกสารที่เทศบาลตำบลทุ่งข้าวพวงพบว่าเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 นางสาวไท่หลั่ง แซ่หย่าง ซึ่งเป็นบุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียน ได้ยื่นคำร้องขอหนังสือรับรองการเกิดต่อสำนักทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลตำบลทุ่งข้าวพวง โดยมีนางสาวรุ่งอรุณ (ขอสงวนนามสกุล) รักษาราชการแทนปลัดเทศบาล ลงนามอนุมัติ และมีนางสาวพรพัชรธนกัณฬ์ (ขอสงวนนามสกุล) ผู้ช่วยนายทะเบียน เป็นผู้สอบปากคำประกอบการพิจารณา จนมีการออกหนังสือรับรองการเกิด (ท.ร.20/1) จากการตรวจสอบยังพบเอกสาร ป.ค.14 ลงวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ระบุว่านางสาวสมใจ เป็นผู้ทำคลอดนางสาวไท่หลั่ง แซ่หย่าง โดยมีบุคคลและผู้ใหญ่บ้านรับรอง ต่อมาวันที่ 6 มกราคม 2569 เจ้าหน้าที่กรมการปกครองได้สอบปากคำนางสาวสมใจ ซึ่งให้การยืนยันว่าไม่เคยทำคลอดและไม่เกี่ยวข้องกับการเกิดของนางสาวไท่หลั่ง แซ่หย่าง แต่อย่างใด ทำให้ปรากฏข้อเท็จจริงว่าเอกสารการรับรองการเกิดดังกล่าวไม่ตรงกับความเป็นจริง

จากทั้ง 2 พฤติการณ์กรมการปกครองจึงมอบหมายให้ชุดปฏิบัติการสืบสวนนำพยานหลักฐานเข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บก.ปปป. บช.ก.) เพื่อให้ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งในชั้นสอบสวนได้มีการบูรณาการ 5 หน่วยงาน ประกอบด้วย ตำรวจสอบสวนกลาง (บก.ปปป.) , กรมการปกครอง , ปปช. , ปปท. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ซึ่งได้ร่วมกันสืบสวน สอบสวน และรวบรวมพยานหลักฐาน จนนำมาสู่การขออนุมัติหมายจับ เจ้าหน้าที่ของรัฐ จำนวน 6 ราย จนกระทั่งเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2568 บก.ปปป.จึงได้สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ช.,ป.ป.ท.,กรมการปกครอง,กรมการสอบสวนคดีพิเศษ เข้าจับกุมผู้ต้องหาในเขตพื้นที่ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ , ตำบลทุ่งข้าวพวง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ และนำตัวผู้ต้องหาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป 

สอบถามปากคำเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top