วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569
“กต.”เผยผลประชุม WFF ที่สมาพันธรัฐสวิส และผลประชุม รมต.ต่างประเทศอาเชียน ที่ฟิลิปินส์ และพัฒนาการสถานการณ์ไทย - กัมพูชา
วันที่ 30 ม.ค. 2569 นางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงสรุปภารกิจของ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.กต. ร่วมกับคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum (WEF) ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส เมื่อวันที่ 20 - 22 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา
โดยมีภารกิจหลัก 2 ส่วน คือ การเสริมสร้างโอกาสให้ภาคเอกชนไทยและคนไทยทั่วไป ผ่านการเชื่อมโยงภาคเอกชนไทยกับเครือข่ายธุรกิจระดับโลกและการดึงดูดการลงทุนในสาขาอุตสาหกรรมใหม่ การเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย ผ่านการยืนยันความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจไทยที่เปิดกว้างต่อการลงทุนและยึดในระบอบการค้าเสรี รวมทั้งผ่านการชูประเด็นความร่วมมือเชิงรูปธรรมกับ WEF ที่เป็นจุดแข็งและแสดงบทบาทนำของไทย
ตัวอย่างกิจกรรมที่สำคัญ ได้แก่ การเข้าร่วมการประชุมขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาที่มีผลรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก เช่น ปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมแรงงานบังคับ นอกจากนี้ รมว.กต. ยังพบหารือกับผู้แทนระดับสูงจากภาครัฐและหัวหน้าองค์การระหว่างประเทศ รวม 13 คน อาทิ รองประธานาธิบดีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งสมาพันธรัฐสวิส รัฐมนตรีการค้าสาธารณรัฐเกาหลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไนจีเรีย และเลขาธิการองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสด้านการค้ากับการลงทุนของไทย ผ่านการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในตลาดและอุตสาหกรรมใหม่ ๆ อาทิ สาขาดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งรวมถึงในกรอบของ Thailand - Africa Initiative (TAI) และเพื่อผลักดันการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย
นอกจากนี้ รมว.กต. ได้พบหารือกับผู้บริหารระดับสูงจากภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และสื่อมวลชนชั้นนำของโลกเช่น บริษัท DP World สำนักข่าว CNBC และ Euronews เพื่อส่งเสริมความร่วมมือและแลกเปลี่ยนมุมมองของไทยต่อสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก ประเด็นในภูมิภาค และจุดยืนของไทยในประเด็นต่าง ๆที่มีความสำคัญสำหรับประเทศไทย
นางมาละตี ได้แถลงสรุปผลการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ (AMM Retreat) ที่เมืองเซบู ฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 28 - 29 มกราคม 2569 โดย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรี กระทรวงการต่างประเทศ ได้เข้าร่วมการประชุม AMM Retreat ซึ่งเป็นการประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนครั้งแรกของปีในวาระการดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนของฟิลิปปินส์ จัดขึ้นภายใต้หัวข้อหลัก “Navigating our Future, Together” หรือ “การนำทางอนาคตของเราไปด้วยกัน โดยที่ประชุมแสดงความพร้อมสนับสนุนวาระสำคัญของฟิลิปปินส์ ในฐานะประธานอาเซียนในปีนี้ ที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างความร่วมมือของอาเซียน เพื่อรับมือกับความท้าทายที่มีร่วมกัน ซึ่งรวมถึง การเร่งผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรีอาเซียน - แคนาดา และเร่งลงนามความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียนภายในปีนี้ การส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสีเขียวและความเชื่อมโยงด้านพลังงานในภูมิภาค มการเสริมสร้างความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศโดยนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาประยุกต์ใช้ และ การเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับภัยพิบัติใหม่ในอนาคต
ในโอกาสนี้ รมว.กต. ยังเข้าร่วมการหารืออย่างไม่เป็นทางการแบบขยาย (Extended Informal Consultation: EIC) ในประเด็นเรื่องเมียนมา ซึ่งที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินการตามฉันทามติ 5 ข้อ ภายใต้การเป็นประธานของฟิลิปปินส์ โดย รมว.กต.ได้หยิบยกประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะพัฒนาการในเมียนมาภายหลังการเลือกตั้ง แนวทางการขับเคลื่อนฉันทามติ 5 ข้อ และย้ำความสำคัญของการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม การเปิดพื้นที่หารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเสริมสร้างความต่อเนื่องของกลไกผู้แทนพิเศษของประธานอาเซียน
นอกจากนี้ รมว.กต. ได้หารือทวิภาคีกับสมาชิกอาเซียนหลายประเทศ เช่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ บรูไน สปป. ลาว และสิงคโปร์ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือในทุกมิติ ทั้งการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูง ความร่วมมือด้านการเมือง การค้าการลงทุน และประเด็นอื่นที่อยู่ในความสนใจร่วมกัน อาทิ พัฒนาการในเมียนมาภายหลังการเลือกตั้ง การปราบปรามอาชญากรรมหลอกลวงออนไลน์ และสถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชา โดย รมว.กต. ย้ำการให้ความสำคัญกับบทบาทของอาเซียนในการส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ และความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม
ต่อจากนั้น นางมาละตี แถลงถึงพัฒนาการสถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชา ว่า ฝ่ายไทยยังคงปฏิบัติตามถ้อยแถลงการณ์ร่วม หรือ Joint Statement ที่มีขึ้นระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งฝ่ายไทยยังคงปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมฉบับนี้อย่างเคร่งครัด และเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ฝ่ายเลขานุการ ของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ GBC ของไทยได้มีหนังสือไปถึงฝ่ายเลขานุการ GBC ของฝ่ายกัมพูชา โดยแจ้งว่าไทยได้จัดตั้งศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ขึ้นมาแล้วเพื่อชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้องแก่สาธารณะชนและประสานงานด้านการต่อต้าน ข่าวลวงและข่าวปลอมกับฝ่ายกัมพูชา ทั้งนี้ เพื่อลดความตึงเครียดและเพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน ซึ่งเป็นการดำเนินการตามข้อ 16 ของถ้อยแถลงร่วม ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความสำคัญของทั้งสองฝ่าย โดยฝ่ายไทยได้จัดตั้งผู้ประสานงานของศูนย์แถลงข่าวด้วยแล้ว และได้ขอความร่วมมือจากฝ่ายกัมพูชา ให้แจ้งรายละเอียดผู้ประสานงานในเรื่องนี้ในโอกาสแรกด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ เพื่อสร้างความโปร่งใส และการหารือที่สร้างสรรค์ระหว่างสองฝ่าย
นางมาละตี กล่าวต่อว่า เมื่อวันที่ 20 และวันที่ 26 ม.ค.ที่ผ่านมา คณะเจ้าหน้าที่ของศูนย์ข่าวสารไทย-กัมพูชา ก็ได้เดินทางลงพื้นที่ช่องอานม้า จ. อุบลราชธานี และบ้านหนองจาน จ.สระแก้ว เพื่อสังเกตการณ์ และรับฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ในพื้นที่ ในขณะเดียวกัน ในวันที่ 4-5 ก.พ. 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.กต. ก็จะนำคณะลงพื้นที่ จ. อุบลราชธานี และ จ.ศรีสะเกษ เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและภาคเอกชนในพื้นที่ เพราะการดำเนินการต่างๆและความสัมพันธ์กับกัมพูชาจะต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเป็นหลัก และคณะฯจะได้ไปเยี่ยมและให้กำลังใจ ทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบที่ผ่านมาด้วย ในโอกาสนี้ จะเชิญผู้สังเกตการณ์อาเซียนเข้าร่วมการลงพื้นที่ในครั้งนี้ด้วย
นางมาละตี กล่าวต่อว่า เป็นที่น่าผิดหวังที่ขณะนี้ยังคงเห็นการเผยแพร่วาทกรรมที่บิดเบือนและสร้างข่าวปลอมที่ไม่มีมูล ที่ไม่ช่วยให้สถานการณ์ลดความตึงเครียดลง ตัวอย่างเช่น เมื่อไม่กี่วันนี้ ข่าวในสื่อกัมพูชาที่มีอดีตนักการทูตกัมพูชาประจำประเทศไทย ที่ให้ข่าวว่าฝ่ายไทยปฏิเสธการตรวจลงตราให้แก่เจ้าหน้าที่ AOT บางราย ซึ่งฝ่ายไทยขอปฏิเสธข้อมูลเท็จดังกล่าว เพราะในความเป็นจริง ฝ่ายไทยได้ประสานงานกับ AOT อย่างใกล้ชิด และที่ผ่านมาได้หารือกับคณะทำงาน AOT ถึงแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของ AOT อย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านบุคลากรและวิธีการปฏิบัติงาน ตลอดจนได้จัดให้ AOT ลงพื้นที่เป็นระยะ รวมถึงการเข้าร่วมสังเกตการณ์ในการประชุมระหว่างไทยกับกัมพูชา ภายใต้กลไกทวิภาคีต่างๆ รวมถึง 21 ครั้ง ซึ่งทั้งหมดนี้เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์หลักของการจัดตั้ง AOT ตามรายละเอียดที่ได้ตกลงกันไว้ อีกทั้งยังระมัดระวังไม่ให้ AOT ถูกแสวงหาประโยชน์ที่ไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ เหมือนการกระทำของบางฝ่าย
“การเผยแพร่ข้อมูลในลักษณะที่บิดเบือน สะท้อนเจตนาที่มุ่งสร้างความเข้าใจผิดและทำลายภาพลักษณ์ของไทยในสายตาประชาคมโลก ซึ่งขัดต่อถ้อยแถลงร่วมอย่างชัดเจน ในการนี้ ฝ่ายไทยขอเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนในกัมพูชา ยุตติการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือนและยั่วยุ ซึ่งบั่นทอนความพยายามในการหาทางออกร่วมกันโดยวิธีที่ถูกต้องและโดยสันติวิธี”
นางมาละตี กล่าวถึงการลงพื้นที่ของ กรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC)เมื่อวันที่ 20-23 ม.ค.2569 ซึ่งทางการไทยได้อนุญาตให้สำนักงานภูมิภาคของคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ ที่กรุงเทพเข้าพื้นที่ 3 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ได้แก่ จ.สระแก้ว จ. บุรีรัมย์ และ จ.ศรีสะเกษ เพื่อเก็บข้อมูลความเสียหายจากการสู้รบ รวมทั้งผลกระทบด้านมนุษยธรรมต่อประชาชนในพื้นที่ ซึ่งคณะ ICRC ได้รับฟังการบรรยายสรุปและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่เกี่ยวกับลำดับเหตุการณ์ และการดำเนินการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผลกระทบจากการสู้รบ และได้เข้าพื้นที่พลเรือนเพื่อสำรวจ และเก็บข้อมูลความเสียหายและสัมภาษณ์พลเรือนที่ได้รับผลกระทบ หรือผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างๆ นับเป็นครั้งที่ 2 ที่คณะ ICRC ได้รับอนุญาตให้เข้าพื้นที่ จังหวัดที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งสะท้อนถึงความโปร่งใสและความมุ่งมั่นของไทยในการเคารพและปฏิบัติตามหลักมนุษยธรรมและกฎหมายระหว่างประเทศ
นางมาละตี กล่าวอีกว่า สำหรับการประชุม คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค หรือ RBC ภายหลังมีข้อตกลงหยุดยิง เมื่อวันที่ 27 ธ.ค.2568 เป็นต้นมา ทั้งไทยและกัมพูชา ก็ได้รักษาช่องทางของการสื่อสารตามที่ระบุไว้ในถ้อยแถลงร่วม และมีการจัดการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค หรือ RBC มาแล้วสองครั้ง สะท้อนให้เห็นว่าความจริงแล้วกลไกทวิภาคีได้กลับมาทำงานอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามปกติ โดยการประชุม RBC ทั้งสองครั้งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 ระหว่างกองทัพภาคที่สองของไทย กับภูมิภาคทหารที่ 4 ของกัมพูชา ณ บริเวณจุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นการหารืออย่างไม่เป็นทางการ และครั้งหนึ่งเมื่อ วันที่ 27-29 มกราคม 2569 ระหว่างกองทัพภาคที่หนึ่งของไทย และภูมิภาคทหารที่ห้าของกัมพูชา ณ จุดผ่านแดนถาวรปอยเปต จ. สระแก้ว โดยมีคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน AOT เข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย
สำหรับการประชุมครั้งหลังนี้ ที่ประชุมได้หารือถึงแนวทางการลดความตึงเครียดและรักษาสันติภาพตามแนวชายแดนในพื้นที่ให้สอดคล้องกับถ้อยแถลงร่วมที่ตกลงกันไว้แล้ว อย่างไรก็ดี ทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถลงนามในบันทึกความตกลงได้ โดยจะได้หารือในประเด็นที่ยังมีความเห็นแตกต่างกันเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถจัดทำบันทึกข้อตกลงร่วมกันในโอกาสแรกต่อไป
ทั้งนี้ทั้งนั้น ถึงแม้ทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถตกลงผลลัพธ์กันได้ ซึ่งไม่จำเป็นที่การเจรจาทุกครั้ง ที่สองฝ่ายจะสามารถหาข้อตกลงกันได้ในทุกๆเรื่อง เนื่องจากบางประเด็นก็มีความซับซ้อนในตัว จึงต้องใช้เวลา แต่ก็ถือว่าเป็นพัฒนาการเชิงบวกที่ฝ่ายทหารในพื้นที่ได้พบหารือกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อประสานท่าทีระหว่างกัน และพยายามประนีประนอมเพื่อหาข้อยุติในที่สุด
นอกจากนี้ในห้วงสัปดาห์หน้า จะมีการประชุม RBC เกิดขึ้นอีก 2 ครั้ง ระหว่างกองทัพภาคที่ 2 และกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรี และตราด กับฝ่ายกองทัพของกัมพูชา แล้วจะเชิญ คณะ AOT มาร่วมสังเกตการณ์อีกครั้ง ฝ่ายไทยหวังว่าพัฒนาการเชิงบวกเหล่านี้จะเป็นส่วนลดความตึงเครียดของสถานการณ์ และเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจของทั้งสองฝ่าย ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญในขณะนี้คือความจริงใจ ของฝ่ายกัมพูชาที่จะปฏิบัติตามถ้อยแถลงอย่างเคร่งครัด และอย่างสุจริตใจ เพื่อปูทางไปสู่การฟื้นฟูความสัมพันธ์ทวิภาคีให้กลับมาเป็นปกติต่อไป
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี