วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
เมื่อมหาวิทยาลัยยุคใหม่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงผลิตบัณฑิตหรือสร้างองค์ความรู้ในห้องปฏิบัติการอีกต่อไป หากแต่กำลังก้าวสู่บทบาท “ผู้สร้างมูลค่าในระบบเศรษฐกิจจริง” กลไกที่ทำให้การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม คือ University Holding Company (UHC) หรือนิติบุคคลเพื่อร่วมลงทุนของมหาวิทยาลัย ซึ่งได้รับการผลักดันเชิงนโยบายอย่างต่อเนื่องจาก สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.)
ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า UHC เป็นกลไกเชื่อมโยงผลงานวิจัยและนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยเข้าสู่ภาคธุรกิจ โดยมหาวิทยาลัยสามารถจัดตั้งบริษัทในลักษณะ Holding Company เพื่อร่วมลงทุนในบริษัท Startup หรือ Spin-off ที่เกิดจากผลงานวิจัยได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น ลดข้อจำกัดของระบบราชการ และเพิ่มความยืดหยุ่นด้านการลงทุน การมี UHC ทำให้งานวิจัยไม่หยุดอยู่ที่การตีพิมพ์หรือการจดสิทธิบัตร แต่สามารถต่อยอดสู่การผลิต การตลาด และการสร้างรายได้จริง กลไกนี้เปิดโอกาสให้อาจารย์ นักวิจัย และนักศึกษา ก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการนวัตกรรม ขณะเดียวกันยังสร้างวัฒนธรรมใหม่ในมหาวิทยาลัยที่ให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดเทคโนโลยีเชิงรุกและการบริหารทรัพย์สินทางปัญญาอย่างมืออาชีพ

ส่วนในมุมของภาคเอกชน ดร.สุรชัย ระบุว่า UHC ช่วยให้บริษัทและนักลงทุนเข้าถึงองค์ความรู้และเทคโนโลยีใหม่จากมหาวิทยาลัยได้โดยตรง ลดความเสี่ยงของการลงทุนในเทคโนโลยีระยะเริ่มต้น เพราะมีมหาวิทยาลัยร่วมเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ ขณะที่ในระดับประเทศ กลไกนี้ช่วยเร่งการเกิดธุรกิจนวัตกรรม เพิ่มงานคุณภาพสูง และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานความรู้ซึ่งมีศักยภาพสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจระดับสูงในระยะยาว
“บทบาทของ สอวช. ในการผลักดัน UHC ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสนับสนุนเชิงแนวคิด แต่ครอบคลุมถึงการออกแบบนโยบายและแนวทางปฏิบัติให้มหาวิทยาลัยใช้เป็นกรอบจัดตั้งและดำเนินงาน การผลักดันการปรับปรุงระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อปลดล็อกข้อจำกัดด้านการร่วมลงทุน ตลอดจนการจัดกิจกรรม UHC Learn & Share และการสร้างเครือข่าย UHC Network เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และพัฒนามาตรฐานการดำเนินงานร่วมกัน” ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าว
ดร.สุรชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีการจัดตั้ง UHC แล้ว 12 แห่งทั่วประเทศ มีทุนจดทะเบียนรวมกว่า 500 ล้านบาท ครอบคลุมมหาวิทยาลัยทุกภูมิภาค และได้ร่วมลงทุนในบริษัทนวัตกรรมกว่า 110 บริษัท ส่วนใหญ่ดำเนินธุรกิจในสาขาที่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ เช่น ดิจิทัล เฮลท์เทค เกษตรอัจฉริยะ และพลังงานสะอาด ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า UHC ไม่ใช่เพียงแนวคิดเชิงนโยบาย แต่เป็นกลไกที่กำลังทำงานจริงในระบบเศรษฐกิจไทย

ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวถึงทิศทางการดำเนินการต่อไปว่า สอวช. วางแนวทางพัฒนา UHC ใน 3 มิติหลัก ได้แก่ การเสริมขีดความสามารถของบุคลากรและทีมบริหาร UHC ผ่านการอบรมเชิงลึกด้านการลงทุน การประเมินมูลค่าเทคโนโลยี และการบริหารความเสี่ยง พร้อมสนับสนุนการดึงผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพเข้ามาร่วมบริหารในช่วงเริ่มต้น การยกระดับผลงานวิจัยให้พร้อมต่อการลงทุนผ่านกลไก Matching Fund และการตั้งโจทย์ร่วมกับภาคอุตสาหกรรม และการสร้างความร่วมมือเชิงระบบระหว่างมหาวิทยาลัยกับเอกชน ผ่านโมเดล Corporate-Startup และ Reverse Pitching เพื่อให้บริษัทขนาดใหญ่ร่วมกำหนดโจทย์เทคโนโลยีและจับคู่ทำงานกับทีมวิจัยหรือสตาร์ทอัพจากมหาวิทยาลัย
ในระดับสถาบันอุดมศึกษา กลไกนี้ได้รับการตอบรับอย่างจริงจัง ตัวแทนจาก สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ระบุว่า UHC เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยปลดล็อกข้อจำกัดของระบบราชการ ทำให้นักวิจัยและนักศึกษาที่มีศักยภาพสามารถจัดตั้งบริษัทและนำเทคโนโลยีไปใช้จริงในภาคอุตสาหกรรมได้คล่องตัวขึ้น แม้จะมีความท้าทายด้านความเข้าใจขององค์กร การหาบุคลากรที่มีความรู้ทั้งเชิงวิชาการและธุรกิจ และการปรับวัฒนธรรมองค์กร แต่การสนับสนุนจาก สอวช. ทั้งด้านนโยบาย ระเบียบ และเครือข่ายความร่วมมือ ช่วยให้มหาวิทยาลัยมีต้นแบบและแนวทางดำเนินการที่ชัดเจน

“ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเริ่มปรากฏเป็นรูปธรรม อาทิ บริษัท Spin-off ด้านวัสดุขั้นสูงกราฟีนที่สามารถออกแบบและผลิตในประเทศ ลดต้นทุนการนำเข้า และต่อยอดสู่การใช้งานในภาคอุตสาหกรรม รวมถึงบริษัทด้านการศึกษา STEM ที่พัฒนาชุดคิทการเรียนรู้ด้านอวกาศและวิศวกรรม เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้นักเรียนรุ่นใหม่เข้าสู่สายอาชีพเทคโนโลยีขั้นสูง” ดร.สุรชัยกล่าว และย้ำว่า UHC ไม่ใช่เพียงเครื่องมือทางธุรกิจ แต่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับบทบาทมหาวิทยาลัย จากผู้ผลิตองค์ความรู้สู่ผู้สร้างมูลค่าในระบบเศรษฐกิจจริง พร้อมทั้งสร้าง Mindset ผู้ประกอบการนวัตกรรมให้กับคนรุ่นใหม่
-(016)
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี