วันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข รายงานสถานการณ์โรคสุกใสในประเทศไทย หลังพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นต่อเนื่องช่วงต้นปี โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็ก-เด็กวัยเรียน ซึ่งมีการรวมตัวในสถานศึกษาทำให้โรคสามารถแพร่กระจายได้ง่าย ผ่านการไอ จาม การสัมผัสตุ่มน้ำของผู้ป่วย หรือการใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน
วันนี้ (6 มีนาคม 2569) นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เผยว่า จากข้อมูลระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล กองระบาดวิทยา ระหว่างวันที่ 1 มกราคม - 4 มีนาคม 2569 พบผู้ป่วยโรคสุกใสสะสม 10,560 ราย และยังไม่พบผู้เสียชีวิต โดยมีผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล 208 ราย (ร้อยละ 1.97) เมื่อพิจารณาตามกลุ่มอายุ พบว่า กลุ่มเด็กวัยเรียนมีอัตราป่วยสูงที่สุด ได้แก่ อายุ 5-9 ปี (76.40 ต่อแสนประชากร) รองลงมา อายุ 10-14 ปี (55.90 ต่อแสนประชากร) และอายุ 0-4 ปี (49.10 ต่อแสนประชากร) สะท้อนให้เห็นว่าการรวมกลุ่มของเด็กในสถานศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อการแพร่กระจายของโรค ทั้งนี้ โรคสุกใสสามารถพบผู้ป่วยได้ตลอดทั้งปีแต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงเดือนมกราคม–เมษายน โดยเฉพาะช่วงเปิดภาคเรียนที่เด็กอยู่รวมกันจำนวนมาก
ในส่วนของเหตุการณ์กรณีพบผู้ป่วยโรคสุกใสเป็นกลุ่มก้อนล่าสุดในสถานศึกษาแห่งหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี กรมควบคุมโรคและทีมสหสาขาวิชาชีพเครือข่ายสาธารณสุข สอบสวนโรคเบื้องต้นได้ผลยืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็น โรคสุกใส (Chickenpox) ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัส Varicella zoster พบผู้ป่วยรวม 23 ราย แบ่งเป็นผู้ป่วยสงสัย 22 ราย และผู้ป่วยยืนยันทางห้องปฏิบัติการ 1 ราย ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการไข้ร่วมกับผื่นและตุ่มน้ำใสกระจายตามร่างกายซึ่งเป็นลักษณะอาการจำเพาะของโรค ยังไม่พบผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงหรือภาวะแทรกซ้อน ขณะนี้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งหมดอยู่ในระบบเฝ้าระวัง โดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้ดำเนินมาตรการควบคุมโรคอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การแยกผู้ป่วย การติดตามอาการผู้สัมผัส การทำความสะอาดสถานที่ และการสื่อสารข้อมูลสุขภาพแก่ผู้ปกครองและผู้เกี่ยวข้องและยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อเนื่อง เนื่องจากโรคสุกใสมีระยะฟักตัวประมาณ 10-21 วัน
ด้าน นายแพทย์ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า แม้โรคสุกใสส่วนใหญ่จะไม่รุนแรง แต่ผู้ป่วยควรหยุดเรียนหรือหยุดงาน และพักอยู่ที่บ้านจนกว่าตุ่มผื่นจะแห้งและตกสะเก็ดทั้งหมด เพื่อลดการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น โดยทั่วไปอาการจะดีขึ้นและหายภายใน 1-3 สัปดาห์ ทั้งนี้ หญิงตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ป่วย เนื่องจากอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์ได้
สำหรับวัคซีนป้องกันโรคสุกใส คณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคได้พิจารณาจัดอยู่ในลำดับความสำคัญที่ 7 ของการนำวัคซีนใหม่เข้าสู่แผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค โดยกำหนดกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็กอายุ 1 ปี และเด็กอายุ 4 – 6 ปี จำนวน 2 โดส การนำวัคซีนดังกล่าวเข้าสู่ระบบมีศักยภาพในการลดภาระโรคและการระบาดในโรงเรียนในระยะยาว
กรมควบคุมโรคขอแนะนำประชาชนให้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคอย่างเคร่งครัด ได้แก่ ล้างมือบ่อย ๆ หลีกเลี่ยงการใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน และสวมหน้ากากอนามัยเมื่อมีอาการป่วย หากมีไข้ร่วมกับผื่นหรือตุ่มน้ำใสตามร่างกาย ควรรีบไปพบแพทย์และหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้อื่น ทั้งนี้ ยืนยันว่าสถานการณ์ยังอยู่ภายใต้การเฝ้าระวังของหน่วยงานสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด และสามารถควบคุมการแพร่กระจายได้ด้วยมาตรการสาธารณสุขที่เหมาะสม ประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี