วันที่ 9 กรกฎาคม 2569 นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ข้อเสนอถึงนายกรัฐมนตรี กรณีปัญหาผู้ต้องหา จำเลย และนักโทษ ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
เมื่อวานนี้ รัฐสภาได้ลงมติให้ความเห็นชอบร่างกฎหมายนิรโทษกรรมในความผิดเกี่ยวกับการแสดงออกทางการเมืองในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา โดยไม่รวมความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เข้าไปด้วยโดยเด็ดขาด แม้กระทั่งกรณีผู้กระทำความผิดเป็นเยาวชน ก็ไม่อาจนับรวมได้เป็นอันขาด
เป็นอันว่า นักการเมืองไทยเกือบทั้งหมดพร้อมที่จะนิรโทษกรรมความผิดเกี่ยวกับการแสดงออกทางการเมืองได้ แต่ไม่กล้าหาญเพียงพอที่จะนิรโทษกรรมความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 การนิรโทษกรรมครั้งนี้จึงเป็นเพียงการนิรโทษกรรมบางส่วน เลือกบางส่วน ทิ้งบางส่วน ปรองดองกันในหมู่พวก และปล่อยให้มีการไล่บี้อีกพวกต่อไป วิธีการเช่นนี้ ไม่สามารถสร้างความปรองดองและขจัดปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองไทยที่ดำเนินมากว่า 2 ทศวรรษได้
ในเมื่อนักการเมืองไทยเกือบทั้งหมดไม่กล้านิรโทษกรรมคดี 112 เช่นนี้ ยังพอหลงเลือหนทางให้นักการเมืองทำอะไรได้อีกบ้างเพื่อบรรเทาปัญหานี้?
ในช่วงที่รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ก่อรูปขึ้นหมาดๆ ผมเคยเสนอว่า หากรัฐบาลหรือเสียงข้างมากในสภาไม่กล้าตรากฎหมายนิรโทษกรรมคดี 112 นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีก็ยังอาศัยอำนาจบริหารราชการแผ่นดินที่ตนพอมี สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาคดีมาตรา 112 ให้บรรเทาเบาบางและลดความตึงเครียดลงได้ โดยดำเนินการตาม 4 วิธี มาวันนี้ เป็นรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ผมยังคงเห็นเหมือนเดิมว่า 4 วิธีดังกล่าว ยังคงสามารถดำเนินการได้อยู่ ส่งผลดีต่อทุกฝักฝ่าย และมีข้อเสนอเพิ่มเติมอีกหนึ่งประการ รวมเป็น 5 ประการ ดังนี้
ประการที่หนึ่ง นายกรัฐมนตรีควรแต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองการดำเนินคดีในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
ผมทราบดีว่า รัฐบาลในอดีตบางคณะเคยแต่งตั้งคณะกรรมการทำนองนี้มาแล้ว และว่ากันว่า ในทางปฏิบัติภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติเอง ก็มีคณะทำงานที่เข้ามาดูเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม การดำเนินการในลักษณะดังกล่าว ไม่เป็นที่เปิดเผยเท่าไรนัก เราไม่อาจทราบได้เลยว่ามีกี่คดี ดำเนินการกันอย่างไร คณะทำงานประกอบด้วยใครบ้าง บทบาทคณะทำงานทำนองนี้ตั้งขึ้นมาเพื่อกลั่นกรอง “เรื่องไม่เป็นเรื่อง” หรือ “การกลั่นแกล้งกัน” ออกไปบ้างหรือไม่ หรือสุดท้าย ตั้งขึ้นมาเพื่อควบคุมทิศทางคดี 112 มากกว่า เพราะจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เรายังคงพบเห็นกรณีจำนวนมากที่เป็นการร้องทุกข์กล่าวโทษในคดี 112 เพื่อกลั่นแกล้งกันหรือเป็นเรื่องที่ไม่เข้าองค์ประกอบความผิด 112 อย่างประจักษ์ชัด
ผมจึงอยากเสนอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมา ประกอบด้วยบุคคลภายนอก นักวิชาการด้านกฎหมายอาญาและวิธีพิจารณาความอาญา นักวิชาการด้านกระบวนการยุติธรรมและการคุ้มครองสิทธิ ทำงานร่วมไปกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้มีประสบการณ์ด้านการสอบสวนและการทำสำนวน และให้คณะกรรมการอิสระนี้ทำหน้าที่พิจารณากรณีร้องทุกข์กล่าวโทษในคดี 112 ทั้งหมดอย่างเปิดเผย โปร่งใส ตรงไปตรงมา หากเรื่องใดที่เห็นชัดแจ้งว่าเป็นการกลั่นแกล้งกัน เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เป็นเรื่องที่ไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 112 อย่างประจักษ์ชัด ก็ให้คณะกรรมการทำความเห็นเสนอสำนักงานตำรวจแห่งชาติและพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ให้ยุติเรื่อง
ประการที่สอง นายกรัฐมนตรีในฐานะดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ควรวางนโยบายให้แนวทางแก่สำนักงานตำรวจแห่งชาติออกแนวปฏิบัติให้แก่พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบคดี 112 ว่า หากกรณีใด มีข้อเท็จจริงปรากฏอย่างชัดเจนว่าการกระทำไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ให้พนักงานสอบสวนกล้าหาญใช้ดุลพินิจสั่งยุติเรื่อง ไม่ดำเนินคดีต่อไป
พนักงานสอบสวนมีอำนาจหน้าที่ในการสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน ทำสำนวนและทำความเห็นเสนอต่อไปยังพนักงานอัยการ ซึ่งพนักงานสอบสวนมีดุลพินิจในการทำความเห็นว่าควรสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องได้
แม้ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 อยู่ในหมวดความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร และเป็นความผิดอันไม่อาจยอมความได้ แม้เรากล่าวกันว่าระบบกฎหมายไทยใช้ระบบกล่าวหา เมื่อมีการกล่าวหา ผู้ถูกกล่าวหาก็ต้องมีหน้าที่ในการชี้แจงโต้แย้งว่ามิได้กระทำผิดตามที่ถูกกล่าวหาก็ตาม แต่ถึงกระนั้น พนักงานสอบสวน ก็ไม่ควรทำหน้าที่เป็นเพียง “ผู้ส่งเอกสาร” ที่นำเรื่องที่มีบุคคลทั่วไปใครก็ไม่รู้เที่ยวกล่าวโทษผู้อื่นไปทั่ว มาพิมพ์เข้าแบบฟอร์ม แล้วเสนอต่อไปยังพนักงานอัยการ โดยไม่ได้ใช้ดุลพินิจไตร่ตรองให้รอบคอบเสียก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกรณีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวและกระทบกับสถาบันกษัตริย์ด้วยแล้วนั้น พนักงานสอบสวน ในฐานะที่เป็น “ต้นน้ำ” ของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ก็ยิ่งต้องมีบทบาทสำคัญในการป้องกันมิให้ฝักฝ่ายทางการเมืองหรือกลุ่มบุคคลต่างๆ นำประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกลั่นแกล้งผู้อื่น
ในระหว่างที่ยังไม่มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เพื่อกำหนดให้มีองค์กรผู้รับผิดชอบในการกล่าวโทษโดยเฉพาะ พนักงานสอบสวนสามารถบรรเทาการใช้มาตรา 112 กลั่นแกล้งกันได้ ด้วยการพิจารณาการร้องทุกข์กล่าวโทษในความผิดฐานนี้อย่างรอบคอบ หากการกระทำใดไม่เข้าองค์ประกอบความผิด ก็ต้องทำความเห็นสั่งไม่ฟ้อง มิใช่ไม่คิดอะไรใดๆทั้งสิ้น พอเห็นเลขมาตรา 112 ลอยมา ก็เป็นอันต้องสั่งฟ้องให้หมดทุกกรณี หากพนักงานสอบสวนทำความเห็นสั่งฟ้องไปให้หมดทุกกรณีตามกันไปนั้น ผลร้ายที่เกิดขึ้นตามมามิได้ตกอยู่กับผู้ถูกกล่าวหาแต่เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น แต่อาจกระทบต่อสถาบันกษัตริย์อันเป็นที่รักและเคารพของพวกเราด้วย
หากนายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการทางนโยบายลงไปให้พนักงานสอบสวนกล้าหาญใช้ดุลพินิจสั่งยุติเรื่องคดี 112 ได้ตามกฎหมาย พนักงานสอบสวนก็จะเกิดความมั่นใจ ไม่ต้องกังวลว่าหากเป็นคดี 112 แล้ว พวกตนทำอะไรมิได้อีก นอกจากทำความเห็นสั่งฟ้องเสมอ
ประการที่สาม นายกรัฐมนตรีประสานความร่วมมือไปยังสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อพิจารณาหาความเป็นไปได้ในกรณีที่ศาลชั้นต้นก็ดี หรือศาลอุทธรณ์ก็ดี พิพากษายกฟ้องจำเลยในคดี 112 ไปแล้ว ขอให้พนักงานอัยการไม่ต้องอุทธรณ์หรือฎีกาต่อไป และให้คดีถึงที่สุดไป
ณ ปัจจุบัน มีคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จำนวนไม่น้อยที่ยกฟ้องจำเลยในคดี 112 แต่เมื่อไปถึงศาลฎีกา กลับมีคำพิพากษาลงโทษจำเลย ในกรณีเหล่านี้ หากพนักงานอัยการใช้ดุลพินิจ “มีเมตตาต่อกัน” “มีมนุษยธรรมต่อกัน” ไม่อุทธรณ์หรือฎีกาต่อไป คดีเหล่านี้ย่อมถึงที่สุด หากทำได้เช่นนี้ คดีเหล่านี้ก็ไม่ต้องพึ่งพาการตรากฎหมายนิรโทษกรรม เพราะคดีสิ้นสุดไปแล้ว จำเลยได้การยกฟ้องไปแล้ว
ประการที่สี่ นายกรัฐมนตรีสั่งการและประสานไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ให้นำระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการดำเนินการสำหรับการคุมขังในสถานที่คุมขัง พ.ศ.2566 มาบังคับใช้กับกรณีจำเลยหรือนักโทษในคดี 112
กล่าวคือ ให้คณะทำงานการพิจารณาการคุมขังในสถานที่คุมขัง กำหนดให้นักโทษในคดี 112 (และอาจรวมนักโทษในคดีอื่นๆ หรือนักโทษประเภทอื่นๆ หรือนักโทษที่อายุมาก เจ็บป่วย ทุพพลภาพเข้าด้วยกันในคราวเดียว) ถูกคุมขังในสถานที่อื่นที่มิใช่เรือนจำได้
ในอดีต ประเทศไทยเคยกำหนดให้นักโทษคดีการเมืองถูกคุมขังในสถานที่อื่นๆที่มิใช่เรือนจำมาแล้ว ในครั้งนี้ หากนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรียุติธรรมจะใช้ระเบียบฯนี้ดำเนินการ ก็มิใช่เรื่องแปลกประหลาด การนำระเบียบกรมราชทัณฑ์นี้มาใช้ ไม่เพียงแต่ทำให้การดำเนินการของกรมราชทัณฑ์ในการดูแลนักโทษได้มาตรฐานสอดคล้องกับหลักการสากลและ Mandela’s Rules (ซึ่งระเบียบกรมราชทัณฑ์ฉบับนี้รับมาอนุวัติการ) เท่านั้น แต่ยังเป็นการดำเนินการสนองพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ซึ่งทรงดำเนินพระกรณียกิจ ทรงห่วงใยและใส่ใจปัญหาคุณภาพชีวิตของนักโทษในเรือนจำ มาโดยตลอดพระชนม์ชีพ หากนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และอธิบดีกรมราชทัณฑ์ดำเนินการในเรื่องนี้ ก็จะได้ชื่อว่าเป็นผู้ถวายความอาลัยแด่พระองค์ด้วยการรับพระดำริของพระองค์มาใส่เกล้าใส่กระหม่อมและประพฤติปฏิบัติตามอย่างเป็นรูปธรรม
.
ประการที่ห้า นายกรัฐมนตรีขอนำความกราบบังคมทูลพระกรุณา ขอเข้าเฝ้าเพื่อถวายรายงาน และขอรับพระราชทานพระราชกระแสรับสั่งหรือพระบรมราชวินิจฉัยต่อกรณีการนิรโทษกรรมความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
ประเทศไทยปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ตามตำราและความเห็นของนักวิชาการด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญ รัฐศาสตร์ ผู้มีประสบการณ์การบริหารราชการแผ่นดิน ผู้มีประสบการณ์ยกร่างรัฐธรรมนูญ ตลอดจนผู้ดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งในแวดวงศาลและศาลรัฐธรรมนูญ จำนวนมาก ต่างก็อ้างถึงความคิดเรื่อง “สิทธิสามประการที่พระมหากษัตริย์มีตามธรรมเนียมประเพณี” ของ Walter Bagehot ซึ่งปรากฏอยู่ในหนังสือของเขาชื่อ The English Constitution (1867) สิทธิประการหนึ่งในนั้น ก็คือ สิทธิในการที่พระมหากษัตริย์ทรงได้รับคำปรึกษาหารือจากรัฐบาล หรือ The Right to be consulted พวกเขาหยิบยกธรรมเนียมประเพณีที่นายกรัฐมนตรีกราบบังคมทูลพระกรุณาฯขอเข้าเฝ้าพระมหากษัตริย์ ซึ่งปรากฏให้เห็นอยู่เป็นประจำในสหราชอาณาจักร และประเทศไทยเอง ก็มีนายกรัฐมนตรีขอกราบบังคมทูลพระกรุณาขอเข้าเฝ้าพระมหากษัตริย์อยู่บ่อยครั้ง
ผมทราบดีว่า มีผู้ที่ไม่ชอบผมหรือมีอคติต่อผม ชนิดที่ว่าถ้าเป็นความเห็นของผม ก็พร้อมที่จะปฏิเสธโดยทันทีหรือโจมตีผมอย่างฉับพลัน การที่จะทำให้พวกเขาเหล่านี้ได้เข้าใจข้อเสนอประการที่ห้านี้ เนื้อความที่ผมคิดหรือเขียนขึ้นอาจมีน้ำหนักจูงใจพวกเขาได้ไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องคัดลอกเนื้อหาที่ ศาสตราจารย์ ดร.วิษณุ เครืองาม เคยกล่าวถึงเรื่องการขอเข้าเฝ้าฯและสิทธิในการในการที่พระมหากษัตริย์ทรงได้รับคำปรึกษาหารือจากรัฐบาล หรือ The Right to be consulted มาไว้ ดังนี้
“แม้กระนั้นการที่จะบอกว่า พระมหากษัตริย์ของประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภามีพระราชอำนาจจำกัดเท่าที่รัฐธรรมนูญกำหนดเพียงเท่านั้น เห็นจะไม่ถูกนัก เพราะความที่เคยมีพระราชอำนาจยิ่งใหญ่ไพศาลตามธรรมเนียมการปกครองแต่โบราณจนเกิดความเคยชินทั่วไปในพระราชอำนาจ (Royal Prerogatives) เหล่านั้น ทั้งยังมีปัจจัยเกื้อหนุนจากพระราชบรรพบุรุษ ศาสนา วัฒนธรรมประเพณี พิธีการอันดูเคร่งขรึมศักดิ์สิทธิ์เป็นส่วนประกอบและมักทรงวางพระองค์เป็นที่เคารพศรัทธาของมหาชนมาอย่างยาวนานอีกด้วย จึงเป็นธรรมเนียมปฏิบัติทางการเมือง (Political Conventions) ว่าย่อมมีพระราชอำนาจตามประเพณีแฝงอยู่เสมอ ข้อนี้เองทำ ให้นายวอลเตอร์ แบชชอท (Walter Bagehot) นักรัฐศาสตร์อังกฤษได้อธิบายถึงพระมหากษัตริย์อังกฤษไว้ในหนังสือชื่อ The English Constitution เมื่อ ค.ศ. 1867 ตกประมาณปลายรัชกาลที่ 4 ของไทยว่า พระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยย่อมทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจหรือพระราชสิทธิ 3 ประการ คือ
1. มีพระราชอำนาจจะได้รับการปรึกษาหารือจากรัฐบาล (the right to be consulted)
2. มีพระราชอำนาจที่จะพระราชทานกำลังใจแก่รัฐบาล (the right to encourage)
3. มีพระราชอำนาจที่จะตักเดือนรัฐบาล (the right to warn)
นายวอลเตอร์ แบชชอทย้ำด้วยว่า พระราชอำนาจ 3 ประการ นี้ ไม่จำเป็นต้องบัญญัติไว้ที่ไหน แต่เคยมีมาและจะมีต่อไปโดยจารีตประเพณีเพราะเป็นเรื่องประโยชน์สุขของประชาชนโดยแท้ นับแต่นั้นมา พระราชอำนาจ 3 ประการนี้ ซึ่งเดิมทีมุ่งหมายจะใช้เฉพาะในอังกฤษจึงเริ่มเป็นที่กล่าวถึงทั่วไปในนานาประเทศที่มีการปกครองแบบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาและมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขแม้ในประเทศไทยก็ไม่เว้น จะว่าดัดจริตเอาอย่างฝรั่งก็ไม่ใช่ เพราะเป็นขนบธรรมเนียมที่ปฏิบัติสืบมาเหมือนกับที่ท่ามกลางระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษรเราก็มีกฎหมายจารีตประเพณีได้ จึงต้องถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของ "ธรรมเนียมประชาธิปไตยอันเป็นสากล"
(วิษณุ เครืองาม, หลังม่านการเมือง, สำนักพิมพ์มติชน, 2554, หน้า 318-319.)
“8. รัฐบาลเข้าเฝ้าฯ
เพื่อเป็นการสนองพระราชสิทธิข้อหนึ่งที่นายแบชชอทอธิบายว่า พระมหาษัตริย์มีพระราชสิทธิที่จะรับการขอปรึกษาหารือจากรัฐบาล นายกรัฐมนตรีจึงควรเข้าเฝ้าฯเพื่อกราบบังคมทูลถวายรายงานข้อราชการหรือเหตุการณ์ต่างๆให้สม่ำเสมอ”
(วิษณุ เครืองาม, หลังม่านการเมือง, สำนักพิมพ์มติชน, 2554, หน้า 334.)
“พระราชอำนาจ 3 ประการในระบอบประชาธิปไตย
ถ้าเอาหลักพระราชอำนาจ 3 ประการตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของนายวอลเตอร์ แบชชอท ชาวอังกฤษเป็นตัวตั้ง (บางคนถือว่าประเพณีนี้ไม่มีอยู่ในประเทศไทย) น่าจะกล่าวถึงพระราชจริยวัตร อัธยาศัย พระราชกรณียกิจ และพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในส่วนที่เกี่ยวกับรัฐบาลได้ดังนี้
1. พระราชอำนาจที่จะทรงได้รับการปรึกษาหารือจากรัฐบาล
การที่นายวอลเตอร์ แบชชอท เรียกพระราชอำนาจนี้ว่า "สิทธิที่จะทรงได้รับการปรึกษาหารือ" (the right to be consulted) นัน เป็นการใช้คำพูดที่แยบคายยิ่ง เพราะเมื่อเป็นอำนาจหรือสิทธิก็แสดงว่าจะทรงใช้หรือไม่ก็ได้ ขณะเดียวกันเมื่อเป็นสิทธิ ก็แสดงว่าเป็นหน้าที่ของอีกฝ่ายคือรัฐบาลที่จะต้องตอบสนองต่อสิทธิดังกล่าว คือถ้ามีเหตุการณ์อันควร กราบบังคมทูลก็ต้องกราบบังคมทูลถวายรายงาน จะเฉยเสียไม่ได้ ประการต่อไป ควรสังเกตว่า นายแบซซอทไม่ได้ใช้คำ ว่า "สิทธิที่จะพระราชทานคำปรึกษา" เพราะถ้าเช่นนั้นจะกลายเป็นว่า พระมหากษัตริย์ทรงเรียกรัฐบาลมารับคำปรึกษาจากพระองค์ การใช้คำว่าสิทธิที่จะได้รับการปรึกษาจากรัฐบาล หมายความว่าความคิด ริเริ่มที่จะขอคำปรึกษาควรมาจากรัฐบาล ถ้ารัฐบาลขอพระราชทานคำปรึกษาแล้ว พระมหากษัตริย์ก็มีสิทธิที่จะพระราชทานคำแนะนำได้โดยไม่ถือว่าขัดต่อระบอบประชาธิปไตย ผิดกฎหมาย ผิดธรรมเนียมประเพณี หรือไม่สมควรแต่ประการใด แต่ถ้าพระมหากษัตริย์จะทรงงดเสีย ไม่พระราชทานคำปรึกษาก็ได้ เพราะเป็น "สิทธิ" หรือ "อำนาจ" ของพระองค์ ไม่ใช่ "หน้าที่"
พระราชอำนาจข้อนี้เกิดจากความจริงที่ว่า พระมหากษัตริย์มีพระราชประสบการณ์มากและยาวนานต่อเนื่อง ได้ทรงพบเห็นตัวอย่างมามาก ทั้งในส่วนของพระองค์เอง และพระราชบรรพบุรุษที่สั่งสมและถ่ายทอดต่อมา ไม่ทรงผันแปรไปตามวาระดังกรณีผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง อีกทั้งทรงมีข้อมูลข่าวสารอันถูกต้องเที่ยงตรงเพราะทรงวางพระองค์เป็นกลาง จึงทรงเป็นที่พึ่งของมหาชน ได้รับคำกราบบังคมทูลถวายรายงานหรือฎีการ้องทุกข์มาก คนที่อยากแนะนำรัฐบาลบางทีรัฐบาลก็ไม่ฟังแต่เสียงนั้นก็มาถึงองค์พระมหากษัตริย์จึงอาจทรงยกขึ้นแนะนำก็ได้ ด้วยเหตุนี้จึงทรงอยู่ในสถานะที่จะพระราชทานคำแนะนำต่างๆ ได้เป็นอย่างดี
ความจริงการที่นายแบชชอทกล่าวถึงสิทธิข้อนี้ ไม่ใช่เป็นเรื่องใหม่เสียที่เดียวเพราะเป็นเรื่องที่ปรากฏอยู่ก่อนแล้วในประเทศอังกฤษ เพียงแต่นายแบชชอทนำมาเรียบเรียงเป็นหัวข้อและยืนยันความมีอยู่จริงของสิทธิดังกล่าวเท่านั้น จนถึงทุกวันนี้ นายกรัฐมนตรีอังกฤษก็จะขอพระราชทานเฝ้าฯ เพื่อกราบบังคมทูลถวายรายงานและขอพระราชทานคำปรึกษาเป็นการภายในอยู่เสมอ ในยามที่ทรงแปรพระราชฐานไปประทับต่างถิ่น เช่น ที่พระตำหนักวินด์เซอร์ซึ่งอยู่นอกกรุงลอนดอนหรือต่างประเทศ รัฐบาลจะส่งรายงานสถานการณ์บ้านเมืองใส่กระเป๋าหรือหีบพิเศษไปกราบบังคมทูลเป็นประจำทุกต้นสัปดาห์มิได้ขาด
ในปัจจุบัน พระราชอำนาจในข้อนี้กลายเป็นที่รับรู้และรับรองทั่วไปในประเทศที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ นักกฎหมายในหลายประเทศได้ขยายความเสียใหม่ว่าพระราชอำนาจในอันที่จะทรงได้รับการปรึกษาหารือจากรัฐบาลมีขอบเขตครอบคลุม 4 ประการ ดังนี้
(1) สิทธิที่จะได้รับการกราบบังคมทูลถวายรายงานเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมือง (the right to be informed of the situation) เช่น การเกิดภัยธรรมชาติ ภาวะเศรษฐกิจ การเงินการคลังของประเทศ ปัญหาอาชญากรรมร้ายแรงบางเรื่อง ปัญหาข้อขัดแย้งทางการเมืองหรือในสังคม การเจรจาทางเศรษฐกิจหรือการเมืองระหว่างประเทศแบบทวิภาคีหรือพหุภาคี เป็นต้น
(2) สิทธิที่จะได้รับการกราบบังคมทูลถวายรายงานเกี่ยวกับการที่รัฐบาลจะตัดสินใจปัญหาสำคัญในอนาคต (the right to be informed of the decision to be made) เช่น การจะยุบสภา การจะผลักดันให้ออกกฎหมายสำคัญบางเรื่อง การจะประกาศสงครามการจะส่งกองทหารไปปฏิบัติการในต่างประเทศ การจะเข้าเป็นสมาชิกองค์การระหว่างประเทศ เป็นต้น
(3) สิทธิที่จะได้รับการกราบบังคมทูลถวายรายงานในเชิงคำอธิบายเกี่ยวกับการที่รัฐบาลได้ตัดสินใจแล้วในปัญหาบางเรื่อง (the right to be informed of the decision already made) เช่น การแต่งตั้งโยกย้าย ถอดถอนเจ้าหน้าที่ของรัฐบางตำแหน่ง การขอลาออกจากตำแหน่งเป็นต้น
(4) สิทธิที่จะพระราชทานพระราชดำริหรือคำแนะนำว่ารัฐบาลควรดำเนินการอย่างไรต่อไปเมื่อรัฐบาลขอคำปรึกษา (the right to give an advice) เช่น การพระราชทานแนวทางว่า รัฐบาลน่าจะทำเรื่องใดก่อนหรือควรแก้ปัญหานั้นๆ อย่างไร แต่การใช้พระราชสิทธินี้ไม่ถือว่าเป็นการะที่รัฐบาลจะต้องดำเนินการตามนั้นเสมอไป และหากจะปฏิบัติตามก็ไม่ควรนำไปอ้างอิงว่าเป็นคำแนะนำที่พระราชทานมา
ในประเทศไทย รัฐบาลตระหนักดีถึงพระราชอำนาจดังกล่าว แม้จะไม่มีแบบธรรมเนียมในการกราบบังคมทูลถวายรายงานอย่างสม่ำเสมอดังในอังกฤษ แต่นายกรัฐมนตรีมักจะขอพระราชทานเฝ้าฯ เพื่อกราบบังคมทูลถวายรายงานและขอพระราชทานคำปรึกษาเสมอโดยเฉพาะเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นก็ดี เมื่อมีการตัดสินใจจะดำเนินการเรื่องสำคัญเรื่องใดเรื่องหนึ่งก็ดี หรือเมื่อรัฐบาลมาถึงทางเลือกคล้ายๆทางหลายแพร่งว่าจะควรเลี้ยวไปทางไหน สมควรกราบบังคมทูลเรียนพระราชปฏิบัติหรือขอพระบรมราชวินิจฉัยก็ดี บางครั้งการกราบบังคมทูลอาจมีเป็นหนังสือเพื่อว่าสำนักราชเลขาธิการหรือคณะองคมนตรีจะได้ถวายความเห็นประกอบไปด้วย แต่โดยที่บ่อยครั้งเป็นเรื่องเร่ง ด่วน ลับ และคาดว่าอาจมีพระราชกระแสรับสั่งสอบถามเพิ่มเติม นายกรัฐมนตรีจึงมักขอพระราชทานเฝ้าฯ ด้วยตนเองและอาจขอพระบรมราชานุญาตนำผู้เกี่ยวข้องไปเฝ้าฯ ด้วย ซึ่งนอกจากจะขึ้นอยู่กับความจำเป็นในแต่ละคราวแล้ว บางครั้งขึ้นอยู่กับบุคลิกของนายกรัฐมนตรีแต่ละคน และพระราชวโรกาสด้วย เช่น ถ้าเป็นช่วงเวลาทรงแปรพระราชฐานไปประทับที่ต่างจังหวัด หรือมีปัญหาเกี่ยวกับพระสุขภาพหรือพระราชกรณียกิจมาก ความถี่ห่างในการเฝ้าฯ ของนายกรัฐมนตรีแต่ละคนอาจแตกต่างกันออกไปก็ได้ […]”
(วิษณุ เครืองาม, หลังม่านการเมือง, สำนักพิมพ์มติชน, 2554, หน้า 339-342. ในหนังสือเล่มนี้ ผู้เขียนยังได้เล่าถึงกรณีการเข้าเฝ้าของนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยหลายคน อ่านได้ในหน้า 342-364)
เมื่อนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าของฝ่ายบริหาร เป็นตำแหน่งที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระมหากษัตริย์ และเป็นผู้สามารถขอนำความกราบบังคมทูลพระกรุณา เข้าเฝ้า เพื่อถวายรายงานและขอพระราชทานพระราชกระแสรับสั่งหรือพระบรมราชวินิจฉัยได้ ตามธรรมเนียมปฏิบัติในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ประกอบกับมีนักการเมือง นักวิชาการ และนักกิจกรรม ที่ได้ชื่อว่ามีความคิดกระเดียดไปทางรอแยลลิสต์ หรือ อัลตร้ารอแยลลิสต์ แสดงความเห็นบ่อยครั้งว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นความผิดที่กระทำต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ดังนั้น นักการเมืองหรือผู้แทนราษฎรทั้งหลายมิบังควรไปยุ่งเกี่ยวออกกฎหมายนิรโทษกรรมในความผิดฐานนี้ เช่นนี้แล้ว นายกรัฐมนตรีจึงควรใช้โอกาสนี้ ขอนำความกราบบังคมทูลพระกรุณา ขอเข้าเฝ้า เพื่อถวายรายงานและขอรับพระราชทานพระราชกระแสและพระบรมราชวินิจฉัยต่อกรณีการนิรโทษกรรมความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
อนึ่ง ต้องไม่ลืมเป็นอันขาดว่า ตามหลักการพื้นฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยเฉพาะเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับพระมหากษัตริย์นั้น นายกรัฐมนตรีต้องไม่เปิดเผยเนื้อหาสาระในการเข้าเฝ้าหรือพระราชกระแสหรือพระบรมราชวินิจฉัยหรือพระราชดำริที่พระมหากษัตริย์ทรงพระราชทานให้โดยเด็ดขาด ทั้งนี้ ก็เพื่อรักษาสถานะ “อันเป็นที่เคารพสักการะ” ศูนย์รวมจิตใจของชาติ และความเป็นกลางของพระมหากษัตริย์ ดังนั้น เมื่อนายกรัฐมนตรีได้รับพระราชทานพระราชกระแสหรือพระบรมราชวินิจฉัยแล้ว ต้องเก็บเป็นความลับ และใช้อำนาจการบริหารราชการแผ่นดินของตนดำเนินการต่างๆตามดุลพินิจของตนเองและพร้อมรับผิดชอบต่อการตัดสินใจดำเนินการนั้น
ข้อเสนอทั้ง 5 ประการนี้ ดำเนินการได้ตามกฎหมาย ตามขอบเขตอำนาจบริหารราชการแผ่นดินของนายกรัฐมนตรี เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและธรรมเนียมปฏิบัติการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขทุกประการ
ข้อเสนอทั้งหมดนี้ เป็นไปเพื่อประโยชน์ร่วมกันของชาติ ปรารถนาให้สังคมไทยมีสันติสุข ปรองดอง มีเมตตาธรรมต่อผู้เห็นต่างทางการเมือง เปิดโอกาสให้คนทุกคน ทุกความคิด ทุกวัย ทุกฝักฝ่ายที่ถูกดำเนินคดีจากการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในช่วงที่ความขัดแย้งทางการเมืองขึ้นสูง ได้กลับมาใช้ชีวิตตามปกติ เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศไทยของเราต่อไป และเพื่อผดุงรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับกลุ่มบุคคลผู้เห็นต่าง
ขอนายกรัฐมนตรีโปรดพิจารณาดำเนินการตามข้อเสนอทั้ง 5 ประการนี้ด้วยครับ
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี