สุชาติ เอาจริง! นำทีมตรวจตู้สินค้าต้องสงสัย สกัดลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์

สุชาติ เอาจริง! นำทีมตรวจตู้สินค้าต้องสงสัย สกัดลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.58 น.

"สุชาติ"เอาจริง! นำทีมตรวจ 18 ตู้สินค้าต้องสงสัยที่แหลมฉบัง สกัดลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ ย้ำรัฐบาลไม่ยอมให้ไทยเป็นแหล่งรับขยะโลก

วันนี้ (10 มีนาคม 2569) เวลา 09.30 น. นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้รับมอบหมายจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นำทีมลงพื้นติดตามการตรวจสอบตู้สินค้าต้องสงสัยที่อาจเข้าข่ายลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ ณ บริเวณท่าเรือแหลมฉบัง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี โดยมี นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี พร้อมด้วยผู้แทนกรมสอบสวนคดีพิเศษ นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร ดร.สุรินทร์ วงกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม ผู้อำนวยการกองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมสอบสวนคดีพิเศษ นายภาณุ ลิ้มวงศ์ยุติ ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมให้การต้อนรับและรายงานข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการสืบสวน การบังคับใช้กฎหมาย และมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม ตลอดจนสรุปขั้นตอนการตรวจสอบตู้สินค้าต้องสงสัยดังกล่าว


การตรวจสอบในวันนี้ เป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างกรมศุลกากร กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และกรมควบคุมมลพิษ ในการตรวจสอบและขยายผลขบวนการอาญชญากรรมข้ามชาติที่เกี่ยวข้องกับการลักลอบนำเข้าของเสียอันตราย โดยเจ้าหน้าที่ได้เปิดตรวจตู้สินค้าต้องสงสัยจำนวน 18 ตู้ โดยแบ่งเป็นกลุ่มแรกจำนวน 12 ตู้ สำแดงสินค้าเป็นเศษเหล็กจากประเทศเฮติ แต่จากการตรวจสอบพบว่าเป็นเศษเหล็กปะปนแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ เข้าข่ายเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ น้ำหนักรวมประมาณ 284,919 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 2.53 ล้านบาท กลุ่มที่ 2 จำนวน 4 ตู้ เป็นตู้สินค้าที่ได้รับข้อมูลจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ และเครือข่าย Basel Action Network (BAN) สำแดงสินค้าเป็น Metal Scraps และ Mixed Metal จากประเทศสหรัฐอเมริกา มีปลายทางการขนส่งไปยังประเทศญี่ปุ่น และฮ่องกง และกลุ่มที่ 3 จำนวน 2 ตู้ เป็นตู้สินค้าที่กรมศุลกากรได้อายัดไว้เนื่องจากผู้นำเข้ามีประวัติได้รับแจ้งข้อมูลจากเครือข่าย BAN โดยสำแดงสินค้าเป็นเศษอลูมิเนียม จากประเทศสหรัฐอเมริกา และเนเธอร์แลนด์

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เจ้าหน้าที่ได้อายัดตู้สินค้าต้องสงสัยจำนวน 21 ตู้ และจากการตรวจสอบเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 พบว่าเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์จำนวน 12 ตู้ ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินคดีและเปรียบเทียบปรับตามกฎหมาย พร้อมผลักดันสินค้าดังกล่าวออกนอกประเทศ

ผลการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าตู้สินค้าบางส่วน เข้าข่ายเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตรายที่นำเข้าโดยผิดกฎหมาย อาจขัดต่อกฎหมายไทยและ อนุสัญญาบาเซล (Basel Convention) โดยกรมศุลกากรจะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด รวมถึงผลักดันส่งสินค้าดังกล่าวกลับไปยังนอกราชอาณาจักร และดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดและผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

สำหรับบทกำหนดโทษตามมาตรา 244 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 ผู้ใดนำของเข้าหรือส่งออกโดยหลีกเลี่ยงข้อจำกัดหรือข้อห้ามเกี่ยวกับของนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยกรมศุลกากรจะใช้วิธีการเปรียบเทียบปรับในอัตรา 20% ของราคาสำแดง แต่ไม่เกิน 500,000 บาท กับผู้นำเข้าสินค้า

นายสุชาติ กล่าวว่า รัฐบาลและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้แสดงจุดยืนชัดเจนในการปกป้องประเทศไทยไม่ให้เป็นแหล่งรองรับของเสียอันตรายจากต่างประเทศ โดยที่ผ่านมา กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ดำเนินนโยบายควบคุมและห้ามนำเข้าของเสียหลายประเภท อาทิ ขยะอิเล็กทรอนิกส์ ขยะพลาสติก และขยะเทศบาล เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน พร้อมทั้งได้กล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่จากทุกหน่วยงานที่ร่วมปฏิบัติงาน พร้อมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อปกป้องประเทศไทยจากการเป็นแหล่งลักลอบทิ้งของเสียของโลก

- 006

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top