วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569
ผู้เชี่ยวชาญ คพ.เตือนฝน-พายุแรกทำตะกอนพิษฟุ้งทำสารโลหะหนักในน้ำกกน้ำสายเข้ม-เผยยืนมาตรฐานสารหนู 0.01 มก./ล.ไม่เอนตามมาตรฐาน 0.05 ของทางการพม่า-มฟล. จับมือภาคีนานาชาติเปิดตัวโครงการธรรมาภิบาลน้ำลุ่มน้ำโขง
เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2569 มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ร่วมกับ Oxfam, SDC และรัฐบาลออสเตรเลีย ภายใต้ความร่วมมือลุ่มน้ำโขง-ออสเตรเลีย (Mekong-Australia Partnership) เปิดตัวโครงการ "การร่วมสร้างธรรมาภิบาลน้ำและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในลุ่มน้ำโขงสำหรับชุมชนริมฝั่งแม่น้ำในจังหวัดเชียงราย" (Co-creation of Mekong Inclusive Water Governance and Climate Resilience for Chiang Rai Riverine Communities) ภายใต้โครงการ “Inclusive Water Resources Governance and Climate Resilience in the Mekong Subregion (IP3) ระหว่างปี พ.ศ. 2569–2571 ณ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย
ทั้งนี้โครงการดังกล่าวบูรณาการองค์ความรู้สหวิทยาการกับสถาบันการศึกษาในพื้นที่และนอกพื้นที่ ตลอดจนภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคมและสื่อข่าวท้องถิ่น เพื่อสร้างแบบจำลองการบริหารจัดการน้ำเชิงรุกที่สามารถรับมือกับภัยคุกคามความมั่นคงรูปแบบใหม่ (Non-Traditional Security) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผศ.ดร.มัชฌิมา นราดิศร อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงกล่าวว่า จากอุทกภัยดินโคลนถล่มรุนแรงในพื้นที่เชียงรายปี 2567 มูลค่าความเสียหาย 6,412 ล้านบาท การบริหารจัดการและการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงมีความซับซ้อน และไม่สามารถดำเนินการได้โดยลำพัง ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัย จังหวัด หรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง การก้าวข้ามความท้าทายเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งในระดับชุมชน ระดับประเทศ และระดับนานาชาติ โดยเฉพาะความร่วมมือข้ามพรมแดน เพื่อร่วมกันสร้างระบบธรรมาภิบาลที่มีส่วนร่วม มีความเป็นธรรม โปร่งใส และสามารถเสริมสร้างความยืดหยุ่นให้กับชุมชนได้อย่างยั่งยืน
โครงการ IP3 กำหนดพื้นที่นำร่อง 4 แห่ง ได้แก่ บ้านท่าตอน (อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่) บ้านกะเหรี่ยงรวมมิตร (อ.เมือง จ.เชียงราย) บ้านปงของ (อ.เชียงแสน จ.เชียงราย) และบ้านปากอิงใต้ (อ.เชียงของ จ.เชียงราย) โดยแต่ละพื้นที่มีบริบทปัญหาแตกต่างกันเพื่อสร้างแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศสำหรับภูมิภาค
ผศ.ดร.อภิสม อินทรลาวัณย์ อาจารย์ มฟล.และหัวหน้าโครงการ กล่าวว่า ความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำไม่ได้เป็นเพียงประเด็นทางเทคนิค แต่คือรากฐานของสิทธิมนุษยชนและความยุติธรรมทางสังคม โครงการนี้มุ่งเปลี่ยนข้อมูลจากระดับพื้นที่ผ่านกระบวนการวิทยาศาสตร์พลเมืองให้กลายเป็นเครื่องมือในการเจรจาต่อรองและกำหนดนโยบายสาธารณะ เพื่อให้เสียงของทุกกลุ่มตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำได้รับการบูรณาการเข้าสู่แผนพัฒนาจังหวัดอย่างยั่งยืน โดยแผนการดำเนินงานใช้เวลา 3 ปี แบ่งเป็น 3 ระยะ การสร้างฐานข้อมูลผ่านวิทยาศาสตร์พลเมือง (Citizen Science) บูรณาการกับภูมิปัญญาท้องถิ่นและเทคโนโลยี GIS การพัฒนาแผนบริหารจัดการภัยพิบัติชุมชน (CBDRR) พร้อมส่งเสริมอาชีพเพื่อลดความเปราะบางทางเศรษฐกิจ และการขับเคลื่อนข้อเสนอเชิงนโยบายสู่หน่วยงานระดับจังหวัดและลุ่มน้ำตามลำดับ
ขณะที่ สุนารี นามเป็น เยาวชนบ้านท่าตอน อ.แม่อาจ จ.เชียงใหม่ กล่าวสะท้อนสภาพปัญหาในพื้นที่ว่า ทราบว่าปัญหาการปนเปื้อนสารเคมีในแม่น้ำกก ต้องอาศัยความร่วมมือทั้งรัฐบาลไทย รัฐบาลประเทศเพื่อนบ้าน ในฐานะเยาวชน ไม่สามารถทำอะไรได้มาก แต่สามารถมีบทบาทในการขับเคลื่อน การเรียนรู้ปัญหา ติดตามสถานการณ์ ช่วยเผยแพร่ข้อมูลถูกต้อง ช่วยขับเคลื่อนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
“พวกเราอยากเห็นน้ำใส มีการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ อยากให้เยาวชนช่วยกัน เข้ามามีส่วนร่วมมากกว่านี้ แม่น้ำกกเป็นสายน้ำแห่งชีวิตในพื้นที่ท่าตอน” เยาวชนท่าตอนกล่าว
กัญจน์ชญา แก้วประเพณี ตัวแทนชาวบ้านหมู่ 3 บ้านท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ปัจจุบันระบบประปาผิวดินที่สูบจากแม่น้ำกก และมีระบบกรองที่ใช้มานานกว่า 40 ปี เพื่อหล่อเลี้ยงทั้งครัวเรือน โรงแรม และร้านค้าจำนวนมาก
"สงกรานต์ที่เคยมีคนนับหมื่นถึงสองหมื่นคนมาเล่นแพเปียก ห่วงยาง ที่ซุ้มอาหารริมน้ำกก ตอนนี้ผู้ประกอบการทำไม่ได้เลย แม้แต่ประเพณีขนทรายเข้าวัด ประเพณืการขนทรายเข้าวัด แต่ตอนนี้ไม่รู้ว่าจะไปเอาทรายที่ไหน เพราะทรายน้ำกกเปื้อนสารพิษ ตอนนี้กระเทียมราคาตกต่ำ ขณะที่ค่าปุ๋ยแพงขึ้น" คุณกัญจน์ชญากล่าว
ด้าน พระมหานิคม มหาภินิกขมโน ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดท่าตอน กล่าวว่า แม่น้ำคือจิตวิญญาณของชุมชน การปนเปื้อนครั้งนี้กระทบไปถึงวัฒนธรรมประเพณี เช่น การสรงน้ำพระและการลอยกระทง ซึ่งเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของคนสองฝั่งน้ำ
นายอนันต์ เพ็ชร์หนู ผอ.สทนช. ภาค 1 กล่าวว่า ขอนำเสนอภาพรวมเชิงยุทธศาสตร์ในการยกระดับธรรมาภิบาลน้ำลุ่มน้ำโขงเหนือ เพื่อเชื่อมโยงกับงานวิจัยโครงการ IP3 ให้เป็นแนวทางปฏิบัติ การนำงานวิจัยมาสู่พื้นที่ ซึ่งต้องใช้งบประมาณ ที่ต้องเชื่อมโยงกับท้องถิ่น ซึ่งหน่วยงานต้องทำแผนงานเบื้องต้นที่ต้องจัดการบริหารน้ำในพื้นที่ตัวเอง
ปัจจุบัน สทนช.อยู่ระหว่างปรับปรุงช่วงที่ 1 ของแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำในเขตลุ่มน้ำโขงเหนือ ผ่านกระบวนการ SEA ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับน้ำมีทั้งหมด 40 หน่วยงาน
สทนช. กำลังอยู่ระหว่างการปรับปรุงช่วงที่ 1 (พ.ศ.2566-2580) แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้ทันสมัย ซึ่งมีวงรอบปรับปรุงทุก 5 ปี โดยนำกระบวนการ SEA (Strategic Environmental Assessment) หรือ การประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ ได้ลงพื้นที่รับฟังเสียงประชาชน 18 เวที ในระยะเวลา 540 วัน เพื่อให้แผนแม่บทสะท้อนความต้องการของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง ทั้งในมิติศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวิศวกรรม
“ยอมรับว่าปัญหาในเชียงรายและพะเยาแตกต่างกันตามสภาพภูมิอากาศและภูมิศาสตร์ แผนแม่บทจึงต้องมีความจำเพาะเจาะจง เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) นำไปจัดทำแผนงบประมาณบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ตนเองได้อย่างแม่นยำ”นายอนันต์ กล่าว และว่าสทนช. มุ่งหวังที่จะนำงานวิจัย มาบูรณาการเข้ากับแผนแม่บททั้ง 5 ด้าน โดยเฉพาะการพัฒนาระบบเตือนภัย ปีที่ผ่านมาสามารถพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าได้ 4 ชั่วโมง ช่วยให้ชุมชนปรับตัวทัน เมื่อสามารถติดตั้งโทรมาตรที่ต้นน้ำสายที่อยู่ในประเทศเมียนมาได้
นายอนันต์ กล่าวว่า สำหรับปัญหาผลกระทบแม่น้ำปนเปื้อนโลหะหนักข้ามพรมแดน นายอนันต์ กล่าวว่า ล่าสุดทางการพม่าตอบรับยินดีร่วมมือแก้ปัญหาแบบทวิภาคี สทนช. กำลังผลักดันการจัดตั้งคณะทำงานร่วม (Joint Working Group :JWG) และการทำ MOU เพื่อเปิดทางให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยเข้าไปพื้นที่ต้นน้ำและเหมืองแร่ในเพื่อร่วมตรวจสอบร่วมกับทางฝ่ายเมียนมา โดยมาตรฐานสิ่งแวดล้อมของประเทศเพื่อนบ้านอาจแตกต่างจากสากลที่เราใช้มาตรฐานการปนเปื้อนสารโลหะหนัก (สารหนู)ไม่เกิน 0.01 มก./ล ขณะที่เมียนมาใช้ 0.05 มก./ล. ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่ไทยต้องใช้ทั้งการทูตและงบประมาณสนับสนุน เพื่อปรับเปลี่ยนชีวิตความเป็นอยู่ของคนริมน้ำทั้งสองฝั่งให้ปลอดภัยอย่างยั่งยืน
น.ส.บุญธิดา เปล่งแสง รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ กล่าวว่าได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สำรวจศักยภาพแหล่งน้ำจนพบจุดที่เหมาะสมรวม 7 แห่ง แบ่งเป็นแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค 4 แห่ง และเพื่อการเกษตร 4 แห่ง เพื่อเตรียมพัฒนาเป็นแหล่งน้ำขนาดเล็กที่ชุมชนสามารถใช้ประโยชน์ได้จริง ทั้งนี้เดิมที่กรมฯ มุ่งเน้นการใช้ระบบโทรมาตรเพื่อเตือนภัยน้ำท่วมและน้ำแล้งเพียงอย่างเดียว ในปีนี้จะมีการขยายขอบเขตการทำงานในลุ่มน้ำกกให้ครอบคลุมมิติด้าน คุณภาพน้ำ ระบบจะทำการตรวจวัดและแจ้งเตือนสถานการณ์มลพิษในน้ำเบื้องต้น เพื่อให้ประชาชนรับทราบข้อมูลความเสี่ยงและสามารถเตรียมตัวรับมือกับปัญหาคุณภาพน้ำได้อย่างทันท่วงที ถือเป็นการสร้างเกราะป้องกันทางด้านสาธารณสุขและความมั่นคงในชีวิตให้แก่คนริมน้ำผ่านมิติกลไกของรัฐบาล
ส่วน น.ส.ซนฤมล โอริส นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการพิเศษ (สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม) กล่าวว่า ความคืบหน้าระหว่างไทยเมียนมาได้การจัดตั้งคณะทำงานทางเทคนิคเพื่อติดตามคุณภาพน้ำและสร้างความตระหนักรู้ด้านสุขภาพ ปัจจุบันมีการติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการกับพม่าเรียบร้อยแล้ว และได้ทำข้อเสนอให้พม่าพิจารณา โดยคาดหวังความชัดเจนจากรัฐบาลพม่าในช่วงเดือนเมษายนปีหน้า
ทั้งกำลังผลักดันกรอบความร่วมมือสิ่งแวดล้อมอาเซียนฉบับใหม่ที่ครอบคลุมทั้งคุณภาพน้ำและปริมาณน้ำ รวมถึงมลพิษข้ามพรมแดนที่เชื่อมโยงไปถึงลาว กัมพูชา และเวียดนาม และทางกรมฯ ได้ขอการสนับสนุนจากกองทุน MRC และ LMC เพื่อติดตั้งระบบตรวจสอบและแจ้งเตือนมลพิษ โดยเฉพาะโครงการศึกษาพลาสติกและโลหะหนักในแม่น้ำโขงและในตัวปลา เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลเชิงนโยบาย นอกจากนี้ยังมีโครงการร่วมกับ ADB ภายใต้ ความร่วมมือ GMS และความร่วมมือกับจีนในการทำแผนที่การไหลของน้ำบาดาลในอนาคต
ด้านณัฐกานต์ วงศ์ฝั้น นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการพิเศษ (กรมควบคุมมลพิษ) กล่าวว่า จุดที่ควรระวัง อาจเข้าใจยาก แปลผลง่าย ๆ ว่า ควรระวังเรื่อง "สารหนู" และตะกอน คือ ให้ระวังน้ำน้อย ความเข้มข้นของสารพิษจะอยู่ในตะกอน และสารแขวนลอย สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ "ฝนแรกหรือพายุ" ที่จะไปกวนตะกอนให้ขุ่นขึ้น ทำให้สารหนูที่ตกตะกอนอยู่ฟุ้งกระจายขึ้นมาในน้ำ จึงถือเป็นจุดเสี่ยงสำคัญที่ชุมชนและหน่วยงานรัฐที่จัดหาที่พักน้ำต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
นักวิชาการกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า จากการประชุมหารือล่าสุดของคณะอนุกรรมการฯ ของกรมฯ ยืนยันว่ายังคงกำหนดมาตรฐานคุณภาพน้ำในปริมาณการปนเปื้อนสารโลหะในแม่น้ำ โดยยึดเกณฑ์เดิมที่ประกาศใช้ตั้งแต่ปี 2537 ซึ่งมีความเข้มงวดสูง แม้ประเทศเพื่อนบ้านอาจมีเกณฑ์ที่หย่อนกว่า แต่ไทยจะ "ไม่ปรับเกณฑ์ให้ต่ำลงตาม" เพราะต้องยึดผลกระทบต่อคนไทยและสิ่งมีชีวิตในน้ำเป็นหลักตามธีมวันน้ำโลกเรื่อง "น้ำและความเท่าเทียม"
ณัฐกานต์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความคืบหน้าการเจรจากับแหล่งกำเนิดมลพิษว่า เมื่อวันที่ 20 สิงหาคมปีที่ผ่านมา ได้รับการตอบรับที่ดีจากรัฐบาลกลางของพม่า รวมถึงความร่วมมือภายใต้อนุสัญญาเอเชียตะวันออก ไทยเสนอที่จะเข้าไปช่วยเสริมศักยภาพด้านการมอนิเตอร์และดูแลชุมชนริมน้ำทั้ง 2 ฝั่ง ไทย เมียนมา เพื่อลดผลกระทบจากต้นน้ำก่อนไหลมาสู่ปลายน้ำ โดยคาดว่าภายในเดือนเมษายนปีหน้าจะเห็นความชัดเจนมากขึ้น ทั้งนี้หากมีการลงพื้นที่เก็บตัวอย่างในจุดเปราะบางจะต้องประสานฝ่ายความมั่นคงร่วมด้วย ซึ่งปัจจุบันสารพิษจะเริ่มกระทบสัตว์หน้าดิน แต่จากการติดตามพบว่ายังไม่ส่งผลกระทบรุนแรงถึงขั้นทำลายห่วงโซ่อาหารในวงกว้าง แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดต่อไป
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี