มาดามหน่อย พบ DSI 30 เม.ย. รับทราบข้อหาคดีรุกที่อุบลฯ-พงส.มั่นใจหลักฐานแน่น

มาดามหน่อย พบ DSI 30 เม.ย. รับทราบข้อหาคดีรุกที่อุบลฯ-พงส.มั่นใจหลักฐานแน่น

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.31 น.

"มาดามหน่อย"นายก อบจ.โคราช เตรียมเข้าพบ DSI 30 เม.ย.นี้ รับทราบข้อหารุกที่หาดสวนยา จ.อุบลราชธานี ปมขุดบ่อน้ำใช้โรงงานแป้งมัน ส่วน"สส.สุดาวรรณ"จ่อเข้าพบดีเอสไอหลังปิดสมัยประชุมสภาฯ ด้าน พงส.ยันข้อเท็จจริงแน่น ปม"หวังศุภกิจโกศล"บริษัทแป้งมันเอี่ยมอีสานฯรุกที่เกินโฉนด พร้อมเปิดภาพถ่ายทางอากาศเทียบไทม์ไลน์ปี 57 , 59 , 60 , 68 หลักฐานขุดบ่อน้ำ-บุกที่ดินรัฐ

จากกรณีที่คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ดำเนินการสอบสวนคดีพิเศษที่ 156/2568 กรณีบุกรุกที่ทำเลเลี้ยงสัตว์ "หาดสวนยา" ต.ศรีวิเชียร อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี โดยออกหมายเรียก 4 ผู้ต้องหา ได้แก่ 1.นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล หรือ กำนันป้อ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมและกระทรวงพาณิชย์ (บิดาของ น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล) 2.นางยลดา หวังศุภกิจโกศล หรือ เจ๊หน่อย นายก อบจ.นครราชสีมา ภรรยาของนายวีรศักดิ์ (มารดาของ น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล) 3.น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล อดีต รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และ 4.กรรมการผู้มีอำนาจลงนามของบริษัท แป้งมันเอี่ยมอีสาน จำกัด ในความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และประมวลกฎหมายที่ดิน โดยนัดหมายให้เข้ารับทราบข้อหาเมื่อวันศุกร์ที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา ปรากฏว่า นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล หรือ กำนันป้อ บิดาของ น.ส.สุดาวรรณ ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาเป็นคนแรก และปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด ขณะที่ นางยลดา หวังศุภกิจโกศล และ น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล ส่งเอกสารขอเลื่อนพนักงานสอบสวน


ล่าสุดวันนี้ (23 มีนาคม 2569) แหล่งข่าวระดับสูงกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 156/2568 ซึ่งได้ดำเนินการสอบสวนแยกมาจากคดีพิเศษที่ 154/2562 และคดีพิเศษที่ 119/2566 พร้อมพนักงานอัยการสอบสวนร่วม ได้ทำการแจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหาไปแล้วเมื่อวันที่ 20 มี.ค.69 จำนวน 2 ราย คือ 1.บริษัท แป้งมันเอี่ยมอีสานอุตสาหกรรม จำกัด โดย น.ส.วีรียา หวังศุภกิจโกศล กรรมการบริษัท ในฐานะนิติบุคคล ผู้ต้องหาที่ 1 และ นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล ในฐานะส่วนตัว ผู้ต้องหาที่ 4 ในฐานความผิด ดังนี้ 1.ความผิดฐานร่วมกันก่อสร้าง แผ้วถางหรือเผาป่า หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่า หรือเข้ายึดถือหรือครอบครองป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่นโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งได้กระทำเป็นเนื้อที่เกิน 25 ไร่ ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 มาตรา 55 และมาตรา 72 ตรี ประกอบมาตรา 83 แห่งประมวลกฎหมายอาญา

2.ความผิดฐานร่วมกันเข้าไปยึดถือ ครอบครอง รวมตลอดถึงการก่นสร้างหรือเผาป่า หรือกระทำด้วยประการใดให้เป็นการทำลาย หรือทำให้เสื่อมสภาพที่ดิน ที่หิน ที่กรวด หรือที่ทราย หรือทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด อันเป็นอันตรายแก่ทรัพยากรในที่ดินของรัฐ ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน โดยมิได้มีสิทธิครอบครอง หรือมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามมาตรา 9 และมาตรา 108 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ประกอบมาตรา 83 แห่งประมวลกฎหมายอาญา

3.ความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ ตามมาตรา 360 ประกอบมาตรา 83 แห่งประมวลกฎหมายอาญา 4.ความผิดฐานร่วมกันกระทำหรือละเว้นการกระทำด้วยประการใดๆ โดยมิชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการทำลายหรือทำให้สูญหาย หรือเสียหาย แก่ทรัพยากร ธรรมชาติซึ่งเป็นของรัฐ หรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน มีหน้าที่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามมูลค่าทั้งหมดของทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทําลาย สูญหาย หรือเสียหายไป ตามมาตรา 97 แห่ง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ประกอบมาตรา 83 แห่งประมวลกฎหมายอาญา

แหล่งข่าวระดับสูงจากกระทรวงยุติธรรม เผยอีกว่า สำหรับกรณีของ น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล ผู้ต้องหาที่ 2 ได้ขอเลื่อนการเข้าพบพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ หลังสิ้นสุดสมัยประชุมรัฐสภา ส่วน นางยลดา หวังศุภกิจโกศล ผู้ต้องหาที่ 3 ได้มีหนังสือขอเลื่อนการเข้าพบพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เป็นวันที่ 30 เม.ย.69 ทั้งนี้ คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อยู่ระหว่างดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 4 ราย โดยเกี่ยวข้องกับบริษัท แป้งมันเอี่ยมอีสาน จำกัด และสมาชิกครอบครัวหวังศุภกิจโกศล ซึ่งจะไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม จากการออกหมายเรียกรับทราบข้อกล่าวหา มีเพียงนายวีรศักดิ์ หรือ กำนันป้อ ที่ได้เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหากับพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ และยืนยันปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ฉะนั้น สำนวนคดีพิเศษที่ 156/2568 คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ จะได้สรุปสำนวนส่งให้อัยการคดีพิเศษก็ต่อเมื่อดำเนินการสอบสวนและทางผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเสร็จสิ้นแล้ว

แหล่งข่าวระดับสูงจากกระทรวงยุติธรรม เผยด้วยว่า กรณีที่คนสงสัยว่าเหตุใดสำนวนคดีดังกล่าวนี้ ดีเอสไอจึงไม่ส่งคณะกรรมการ ป.ป.ช.ไต่สวนข้อเท็จจริงแทน เพราะผู้ถูกกล่าวหามีทั้งกำนัน อดีตรัฐมนตรีว่าการฯ และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดฯ ก็เนื่องด้วยพฤติกรรมการกระทำความผิดที่พบนั้น เกิดขึ้นในตอนที่ทั้งหมดยังไม่ได้ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ก็คือการไม่ได้ใช้ตำแหน่งหน้าที่ในการกระทำดังกล่าวในช่วงเวลาเกิกเหตุ แต่เป็นการใช้ตำแหน่งกรรมการของบริษัทฯ (บริษัท แป้งมันเอี่ยมอีสาน จำกัด) ในการกระทำแทน จึงทำให้ทั้งหมดถูกดีเอสไอเรียกรับทราบข้อกล่าวหา แม้ภายหลังจะมีการลาออกจากกรรมการ/ผู้ถือหุ้นก็ตาม แต่ ณ วันเกิดเหตุ ทั้งหมดยังเป็นกรรมการของบริษัทฯ

แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม ระบุด้วยว่า ในการเรียกให้ผู้ถูกกล่าวหามารับทราบข้อกล่าวหา ทางคณะพนักงานสอบสวนจะต้องมีการสอบถามประเด็นที่เกี่ยวข้องกับพฤติการณ์ทางคดี ซึ่งในส่วนของนางยลดา และ น.ส.สุดาวรรณ ทางคณะพนักงานสอบสวนจะสอบถามในหลายประเด็น อาทิ ในฐานะที่เป็นกรรมการของบริษัทฯ ในวันเกิดเหตุ มีมติที่ประชุมของกรรมการบริษัทฯ ในการซื้อที่ดินอย่างไรบ้าง ความสัมพันธ์ข้องเกี่ยวกับ นายธรรมรงค์ ทองแดง (คนขายที่ดิน) ผู้ต้องหาที่อยู่ระหว่างหลบหนีหมายจับศาลเป็นอย่างไร มีการติดต่อซื้อขายที่ดินกันอย่างไร หรือ นายธรรมรงค์ เป็นผู้เสนอขายที่ดินมายังบริษัทฯ หรือไม่ เป็นต้น ส่วนกรณีที่ นายวีรศักดิ์ หรือ กำนันป้อ ได้ชี้แจงสื่อมวลชนว่า "ได้ซื้อที่ดินทุกแปลงมาโดยมีโฉนดถูกต้องตามกฎหมาย" เรื่องนี้ทางคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษมองว่า ในข้อเท็จจริง บางแปลงมีโฉนด แต่พฤติการณ์ยึดถือครอบครองที่เกิดขึ้นในคดีนั้น มีการรุกที่เกินกว่าโฉนด จำนวน 16 ไร่ และส่วนเกินดังกล่าวนี้กลับเป็นที่สาธารณประโยชน์หรือที่หลวง ฉะนั้น การบุกรุกที่สาธารณประโยชน์ที่ไม่มีโฉนด จึงเป็นพฤติการณ์ทางคดีที่ทำให้ถูกแจ้งข้อกล่าวหา เพราะไม่มีเอกสารสิทธิและยังขุดบ่อใช้น้ำสำหรับการอุตสาหกรรมโรงงานแป้งมัน

แหล่งข่าวระดับสูงจากกระทรวงยุติธรรม ระบุถึงภาพถ่ายทางอากาศ ไทม์ไลน์ห้วงวันที่ 9 ก.พ.2551 วันที่ 24 พ.ค.2557 วันที่ 24 ก.ค.2559 วันที่ 22 พ.ย.2560 และวันที่ 8 ม.ค.2568 บริเวณแถวพื้นที่บริษัท แป้งมันเอี่ยมอีสานอุตสาหกรรม จำกัด ว่า ตามไทม์ไลน์มีคลองสาธารณะอยู่แล้ว แต่ในพื้นที่ของบริษัทฯ ไม่มีบ่อ จึงได้ทำการขยายโรงงาน เพราะการจะใช้น้ำในบ่อคลองได้ จะต้องขุดบ่อใกล้คลอง จึงจะชักน้ำมาใช้ได้ และเมื่อใช้เสร็จแล้วก็ปล่อยออกได้ ฉะนั้น ข้อสังเกตตามภาพถ่ายทางอากาศ จะพบว่ามีคลองบริเวณด้านล่างของภาพ ซึ่งสำหรับนำน้ำเข้ามาใช้ในโรงงานแป้งมัน และยังเป็นทางระบายน้ำออกอีกด้วย

- 006

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top