วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569
'DSI' มั่นใจไม่เจอทางตัน"คดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว." ระบุแม้รอมติบอร์ด กกต. "สำนวนคดีฮั้ว สว."ยกหมดหรือฟ้อง 229 ราย เข้าประกอบสำนวน อาจมีผลต่อสำนวนดีเอสไอจริง แต่จะเน้นชูหลักฐานเส้นทางการเงิน
วันที่ 10 มิถุนายน 2569 สืบเนื่องจากกรณีเมื่อวันที่ 12 มี.ค.69 ปรากฏรายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุถึงความคืบหน้าในคดีฮั้ว สว. ตามกฎหมายเลือกตั้ง ว่าคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ได้มีมติ 5:2 ให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 ราย ประกอบด้วย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดปัจจุบัน จำนวน 138 ราย กรรมการบริหารพรรคการเมือง สส. สมาชิกพรรค และเครือข่ายที่เกี่ยว ข้องอีกจำนวน 91 ราย ไม่มีมูลความผิดในคดี ส่วนอีก 2 มติ เห็นควรให้ชี้มูล 134 รายในกลุ่ม สว.ปัจจุบัน 138 ราย ซึ่งล่าสุดเมื่อวันที่ 9 มิ.ย.ที่ผ่านมา นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. ได้ยืนยันว่าความคืบหน้าในคดีฮั้ว สว. ได้เริ่มการพิจารณาครั้งแรกไปเมื่อวันที่ 8 มิ.ย.69 และจะมีการประชุมร่วมกันทุกวันจันทร์ (กรอบประชุมทั้งหมด 12 ครั้ง) ขณะที่สำนวนคดีความผิดอาญาที่ดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษที่ 24/2568 กรณีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ได้ถูกตีกลับสำนวนจากอัยการคดีพิเศษ หลังสั่งฟ้องผู้ต้องหาล็อตแรก จำนวน 8 ราย ประกอบด้วย สว.ตัวจริง 2 ราย และอีก 6 ราย เป็นเครือข่ายของพรรคการเมืองดัง โดยอัยการคดีพิเศษได้สั่งการสอบสวนเพิ่มเติมให้ครบถ้วน และให้รวบรวมข้อมูลจากสำนวนของ กกต. ที่สืบสวนสอบสวนคณะบุคคล 7 กลุ่มที่มีความเกี่ยวข้องในคดีฮั้ว สว. เข้าสู่สำนวนคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ของดีเอสไอด้วยนั้น
ล่าสุด รายงานข่าวจากกรมสอบ สวนคดีพิเศษ (DSI) เปิดเผยว่า ปัจจุบันคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษยังคงเดินหน้าสอบปากคำพยาน และรวบรวมเอกสารพยานหลักฐานตามที่อัยการคดีพิเศษมีคำแนะนำ 5 ข้อ ไม่ว่าจะเป็นการรวมสำนวนเดียวกับกลุ่มร่วมกระทำผิดอื่น ๆ ให้นำพยานหลักฐานสำคัญแห่งคดีในสำนวนไต่สวนของ กกต. มาประกอบสำนวนด้วย ทั้งความเห็นของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 ที่เคยมีมติให้ดำเนินคดีผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 ราย และความเห็นของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ที่เคยมีมติไม่ดำเนินคดีทั้ง 229 ราย เนื่องด้วยไม่มีมูลความผิด ก่อนที่ความเห็นของทั้ง 2 คณะอนุกรรมการฯ จะถูกส่งไปยังชั้นคณะกรรมการ กกต.ในตอนนี้ อย่างไรก็ตาม ในการสอบ สวนปากคำพยานที่ผ่านมา พยานยังคงยืนยันในหลักฐานเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกับขบวนการผู้ถูกกล่าวหา แต่ตามขั้นตอนแล้วเพื่อความเป็นธรรม คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษก็มีความจำเป็นต้องรอผลการมีมติของคณะกรรมการ กกต. ที่จะพิจารณาว่าเห็นควร หรือไม่เห็นควรที่จะดำเนินคดีผู้กระทำความผิดรายใดบ้างตามกฎหมายการเลือกตั้ง เพราะการมีมติก็จะต้องมีการยกเหตุผลประกอบการพิจารณา ดังนั้น ความเห็นพิจารณาภายในคณะกรรมการ กกต. ท้ายสุดไม่ว่าจะมีผลอย่างไร ทางคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษก็จะต้องนำมาประกอบเข้าสำนวนการสอบสวนคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. เช่นกัน จึงยืนยันว่าระหว่างนี้การสอบสวนยังคงเดินหน้าต่อเนื่อง อย่างเมื่อสัปดาห์ที่แล้วทางคณะพนักงานสอบสวนได้มีการประชุมหารือร่วมกับพนักงานอัยการ สำนักงานการสอบสวน เพื่อรายงานความคืบหน้าคดีระหว่างกันทั้งสองหน่วยงาน เช่น ได้ดำเนินการสอบปากคำพยานรายใหม่ ที่ไม่เคยปรากฏในสำนวนมาก่อน เป็นต้น ไม่ได้เจอทางตันแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม ดีเอสไอยังไม่สามารถสรุปไปได้เลยทันที โดยจะต้องนำผลการพิจารณาของคณะกรรมการ กกต.มาพิพิจารณาประกอบด้วย เช่น หากมติของคณะกรรมการ กกต. ท้ายสุดแล้วมีความเห็นพ้องกันว่าทั้ง 229 ราย ไม่มีความผิดในเรื่องการฮั้วเลือก สว. ตามกฎหมายเลือกตั้ง ประเด็นนี้ก็อาจจะมีผลในเรื่องของข้อพิจารณาสำนวนอั้งยี่-ฟอกเงินของดีเอสไอได้ เพราะคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน ก็ถือเป็นคดีมูลฐานไปแล้ว ฉะนั้น การจะมีความเห็นสั่งคดีของคณะพนักงานสอบสวนก็ต้องมีพยานหลักฐานเกี่ยวกับเส้นทางการเงินเป็นหลัก จากนั้นก็เป็นขั้นตอนของพนักงานอัยการคดีพิเศษ ที่จะตรวจสอบสำนวนของคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษต่อไป ตามที่เคยมองว่าขาดข้อสมบูรณ์ของคน 7 กลุ่ม ว่าครบถ้วนหรือไม่ตามที่ได้มีคำสั่งให้ไปสอบสวนเพิ่มเติมก่อนหน้านี้
รายงานข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ ระบุด้วยว่า ต้องยอมรับว่าในการตรวจสอบเรื่องการทุจริตการเลือกตั้งต่าง ๆ ที่ผ่านมา กฎหมายของการเลือกตั้งที่เป็นความรับผิดชอบของ กกต. ก็ค่อนข้างมีความเข้มข้นไม่ต่างจากคดีอาญาที่พนัก งานสอบสวนทำ ซึ่งหาก กกต. มีการสืบสวนไต่สวนแล้วพบว่ามีการกระทำ ความผิดของรายใดในกฎหมายเลือกตั้ง ทาง กกต.ก็จะมีแนวทางการดำเนินการเป็นตัวอย่างมาก่อนแล้ว
รายงานข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ ระบุอีกว่า ส่วนท้ายสุดแล้วสำนวนคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงินของดีเอสไอจะมีความเห็นทางคดีเหมือน สอดคล้อง หรือแตกต่างกับมติของคณะกรรมการ กกต. คงไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ เพราะดีเอสไอมีหน้าที่ต้องนำเอาผลการพิจารณาของคณะกรรมการ กกต. มาประกอบดูในสำนวนคดีอาญาตามคำสั่งของอัยการคดีพิเศษ และก็ไม่ใช่ประเด็นในเรื่องของลำดับศักดิ์กฎหมายการเลือกตั้ง ที่จะมีผลต่อกฎหมายคดีอาญาแต่อย่างใด เพราะดีเอสไอจะรับผิดชอบเรื่องโทษทางอาญา ขณะที่ กกต.จะรับผิดชอบโทษตามกฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งมันก็เป็นกฎหมายคนละฉบับ อีกทั้งดีเอสไอยังมีกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ที่สามารถใช้พิจารณาร่วมได้ ซึ่งจะไม่เป็นการซ้ำซ้อนในเรื่องของอำนาจหน้าที่ระหว่างสองหน่วยงาน แต่เพียงแค่ว่าพยานหลักฐานบางรายการอาจต้องใช้ร่วมกัน ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือดีเอสไอเองก็ต้องนำความเห็นผลพิจารณาของบอร์ดคณะกรรมการ กกต. มาพิจารณาประกอบในสำนวน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี