กทม. ผนึกภาคีสร้างสังคมปลอดภัยให้เด็ก ชู ‘SoSafe’ แก้บูลลี่-ลดรุนแรงในรร.

กทม. ผนึกภาคีสร้างสังคมปลอดภัยให้เด็ก ชู ‘SoSafe’ แก้บูลลี่-ลดรุนแรงในรร.

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.45 น.

กทม. ร่วมมือภาคี สร้าง สังคมปลอดภัย หัวใจเด็กไทยอบอุ่นดัน “SoSafe” แก้บูลลี่-ลดความรุนแรงในโรงเรียน

 


วันที่ 25 มี.ค.69 เวลา 09.00 น. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แถลงความร่วมมือภายใต้โครงการ“สังคมปลอดภัย หัวใจเด็กไทยอบอุ่น” เพื่อยกระดับการคุ้มครองเด็กและเยาวชน พร้อมพัฒนาระบบ SoSafe ของกรุงเทพมหานคร ณ ห้องเจ้าพระยา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) โดยมีหน่วยงานพันธมิตร อาทิ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (UNFPA) และศูนย์คุณธรรม ร่วมขับเคลื่อนโครงการสำคัญ

 

ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า เด็กและเยาวชนคือทรัพยากรที่สำคัญของเมือง โดยปัจจุบัน กทม. มีนักเรียนในสังกัดกว่า 250,000 คน ซึ่งใช้เวลาอยู่ในโรงเรียนเป็นส่วนใหญ่ จึงต้องผลักดันให้โรงเรียนเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” (Safe Space) เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการทั้งด้านร่างกายและจิตใจ พร้อมลดปัจจัยเสี่ยงที่อาจนำไปสู่การหลุดออกจากระบบการศึกษา ในปี 2568 กรุงเทพมหานครสามารถติดตามเด็กและเยาวชนนอกระบบกลับเข้าสู่การศึกษาได้กว่า 66,327 คน พร้อมสนับสนุนทุนการศึกษาและการศึกษาพิเศษอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการแก้ปัญหาความรุนแรงและการกลั่นแกล้ง (Bullying) ในทุกมิติ ทั้งในห้องเรียนและโลกออนไลน์

 

ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ กทม.ยังมีนโยบายจำกัดการใช้โทรศัพท์มือถือในห้องเรียน เพื่อลดปัญหา Cyberbullying ควบคู่กับการใช้แพลตฟอร์ม “Safe” (SFE) และ “SoSafe” เป็นช่องทางรับแจ้งเหตุ เช่น การกลั่นแกล้ง การล่วงละเมิด หรือปัญหาสังคมอื่น ๆ เพื่อให้เด็กเข้าถึงความช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย

 

ส่วนด้านการนำกระบวนการยุติธรรมเชิงฟื้นฟู (Restorative Justice: RJ) มาใช้ในโรงเรียน สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทยได้ทดลองในโรงเรียนนำร่อง 6 แห่ง โดยให้ครูทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ย (Facilitator) เพื่อสร้างความเข้าใจระหว่างผู้กระทำและผู้เสียหาย ซึ่งสามารถช่วยแก้ไขปัญหาได้แล้วกว่า 30 กรณี และมีแผนขยายผลสู่ 109 โรงเรียนระดับมัธยมศึกษาในสังกัดกรุงเทพมหานครในปี 2569 ขณะเดียวกัน แพลตฟอร์ม SoSafe จะช่วยเชื่อมโยงการช่วยเหลือในกรณีที่ซับซ้อน เช่น ความรุนแรงในครอบครัว การตั้งครรภ์ไม่พร้อม หรือปัญหายาเสพติด ขณะที่โครงการ “ครอบครัวพลังบวก” มุ่งเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางใจให้เด็กผ่านการทำงานร่วมกับชุมชน

 

ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครมุ่งสร้างโรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัย (Safe Space) ภายใต้ยุทธศาสตร์ “เรียนดี” โดยให้ความสำคัญตั้งแต่การปรับปรุงกายภาพโรงเรียนให้ได้มาตรฐาน การดูแลสุขภาวะของนักเรียน และการสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา สามารถติดตามเด็กนอกระบบให้กลับเข้าสู่การศึกษาได้กว่า 66,327 คน อย่างไรก็ตาม กทม. ยังคงเผชิญความท้าทายในการดูแลนักเรียนให้ครอบคลุมทุกมิติ โดยเฉพาะข้อจำกัดด้านบุคลากร และการติดตามดูแลนักเรียนเมื่ออยู่นอกรั้วโรงเรียน ซึ่งเป็นปัจจัยเปราะบางที่ส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัยของเยาวชน และอาจทำให้นักเรียนหลุดออกจากระบบการศึกษาได้

 

การแก้ไขความขัดแย้งในโรงเรียนด้วยกระบวนการยุติธรรมเชิงฟื้นฟู (RJ) ดร.พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ให้ข้อมูลว่า TIJ ได้ดำเนินโครงการ RJ in Schools Sandbox เพื่อทดลองและพัฒนาแนวทางการนำกระบวนการยุติธรรมเชิงฟื้นฟูมาปรับใช้ในโรงเรียนนำร่อง 6 แห่ง ในพื้นที่เขตหลักสี่ เพื่อสร้างต้นแบบการจัดการความขัดแย้งเชิงฟื้นฟู การพัฒนาพื้นที่ปลอดภัยในโรงเรียน และการเสริมศักยภาพครูให้สามารถดูแลนักเรียนได้อย่างเหมาะสมโดยครูทำหน้าที่เป็นคนกลาง (Facilitator) ระหว่างผู้เสียหายและผู้กระทำผิด เพื่อให้เกิดการปรับความเข้าใจ สำนึกผิด และยินยอมเข้ารับการฟื้นฟูพฤติกรรม พร้อมเยียวยาความเสียหายแก่ผู้เสียหาย ซึ่งจากโรงเรียนนำร่องสามารถช่วยเหลือได้มากกว่า 30 กรณี และในปี 2569 มีแผนขยายผลไปยัง 109 โรงเรียนระดับมัธยมศึกษาในสังกัดกรุงเทพมหานคร

 

สำหรับ SoSafe: สังคมปลอดภัย แพลตฟอร์มเพื่อการพัฒนาทุกช่วงวัยนางสาวสิริลักษณ์ เชียงว่อง หัวหน้าสำนักงานกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย (UNFPA) นำเสนอระบบ SoSafe ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มรับแจ้งปัญหาสังคมผ่าน Line OA และส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปัญหาที่สามารถแจ้งได้ เช่น การตั้งครรภ์ไม่พร้อม การล่วงละเมิดทางเพศ ความรุนแรงในครอบครัว รวมถึงปัญหาสังคมอื่น ๆ อาทิ ยาเสพติด คนเร่ร่อน และกลุ่มเปราะบาง โดย SoSafe จะเป็นกลไกสำคัญในการส่งต่อเคสที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยกระบวนการ RJ เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้รับการช่วยเหลืออย่างเหมาะสมและทันท่วงที

 

ครอบครัวพลังบวก+ พัฒนาเด็กในชุมชนด้วยจิตวิทยาเชิงบวกรองศาสตราจารย์นายแพทย์ สุริยเดว ทรีปาต ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม ให้ข้อมูลว่า โครงการครอบครัวพลังบวกมุ่งสร้างระบบพี่เลี้ยงและที่ปรึกษาในชุมชน ผ่านแกนนำพลังบวกและภาคีเครือข่าย เพื่อจัดกิจกรรมพัฒนาเด็กและเยาวชนด้วยแนวคิดจิตวิทยาเชิงบวก เสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางใจและสร้างความเข้มแข็งให้ครอบครัวและชุมชน

 

“ความร่วมมือของกรุงเทพมหานครและภาคีเครือข่ายในครั้งนี้ สะท้อนการบูรณาการทำงานอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ระดับโรงเรียน ครอบครัว ไปจนถึงชุมชน ผ่านกลไกทั้งกระบวนการยุติธรรมเชิงฟื้นฟู แพลตฟอร์มเทคโนโลยี และการพัฒนาเชิงจิตวิทยา เพื่อร่วมกันสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” ให้กับเด็กและเยาวชนในทุกมิติ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการลดความรุนแรง เสริมสร้างโอกาส และพัฒนาเยาวชนให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ เป็นกำลังสำคัญของสังคมในอนาคต อย่างยั่งยืน” ผู้ว่าฯ กทม. กล่าว

 

ความร่วมมือครั้งนี้ ดร.พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) นางสาวสิริลักษณ์ เชียงว่อง หัวหน้าสำนักงาน กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย รองศาสตราจารย์นายแพทย์ สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อํานวยการศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) และกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและวัยรุ่น นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ดร.เกศี จันทราประภาวัฒน์ ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นางสาวกนกวรรณ เอี่ยมลิ้ม รองปลัดกรุงเทพมหานคร ผู้แทนมูลนิธิฟรีดริช เนามัน เพื่อเสรีภาพ คณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ผู้อำนวยการสถานศึกษา และภาคีเครือข่ายเข้าร่วมงาน จากนั้นเป็นการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) เพื่อขยายผลในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร โดยมีตัวแทนครูแกนนําและตัวแทนนักเรียนจากโรงเรียนนําร่องในพื้นที่เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร และทีมที่ปรึกษาจากสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย ร่วมประชุม

036

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top