วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569
ปลัดมท.เผยเพิ่มอากาศยานอีก 2 ลำ รวม 7 ลำ ปฏิบัติการทำฝนหลวง แก้วิกฤตไฟป่า-ฝุ่นควัน พื้นที่ภาคเหนือ กำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บังคับใช้กฎหมายเข้ม ห้ามเข้าพื้นที่ป่า 17 จังหวัดภาคเหนือ ส่วนฝุ่น PM2.5 เกินค่ามาตรฐาน 42 จังหวัด เชียงใหม่ยังครองแชมป์ ขณะที่ภาคใต้ อากาศดี
เมื่อวันที่ 5 เมษายน นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการแก้ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก ด้วยการปฏิบัติการฝนหลวงโดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่าจากการลงพื้นที่ติดตามการบริหารจัดการปฏิบัติการฝนหลวงที่หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.เชียงใหม่ ตามข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทยพบว่าปัจจุบันนักบินกรมฝนหลวงฯ ได้ใช้อากาศยาน5 ลำ ขึ้นปฏิบัติการฝนหลวงบริเวณพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็กอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 4 เมษายนที่ผ่านมา สามารถปฏิบัติการได้12 เที่ยวบิน พบว่าในบางพื้นที่ เช่น อ.อมก๋อยมีฝนตกลงมาบรรเทาสถานการณ์พอสมควร แต่เนื่องจากสภาพปัญหาอุปสรรคด้านสภาพอากาศในหลายพื้นที่ยังคงมีความแห้งแล้งสูง จึงส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของการทำฝนหลวง
ทั้งนี้ นักบินได้เร่งโปรยน้ำแข็งแห้งและสเปรย์น้ำเย็น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการลดอุณหภูมิในชั้นบรรยากาศที่เกิดสภาวะอุณหภูมิผกผัน ช่วยเร่งการระบายฝุ่นละอองในพื้นที่
นายอรรษิษฐ์ กล่าวอีกว่า ทางกรมฝนหลวงฯ สนับสนุนอากาศยานเพื่อปฏิบัติการฝนหลวงเพิ่มเติมอีก 2 ลำ ทำให้มีฝูงบินรวม 7 ลำ ขึ้นปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือตั้งแต่วันเดียวกันนี้เป็นต้นไป ซึ่งแต่ละลำสามารถปฏิบัติการได้วันละประมาณ 2-3 เที่ยวบิน คาดการณ์ว่าจะสามารถปฏิบัติการฝนหลวงได้เพิ่มขึ้นเป็น 15-20 เที่ยวบินต่อวัน
นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า ได้เน้นย้ำให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) บูรณาการร่วมกับกรมฝนหลวงฯ บริหารจัดการส่งอากาศยานขึ้นปฏิบัติการฝนหลวงอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นให้เกิดเมฆฝนและฝนตกเพิ่มความชุ่มชื้นโดยเร็ว โดยปฏิบัติการครอบคลุมพื้นที่ทุกจังหวัดที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก ควบคู่กับการปฏิบัติการด้วยชุดปฏิบัติการดับไฟภาคพื้นดินปภ. คณะกรรมการหมู่บ้าน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อปพร.ร่วมกับชุดเหยี่ยวไฟ กรมป่าไม้ และชุดเสือไฟ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในการดับไฟป่า
“ได้กำชับให้มีการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวัง ยึดถือความปลอดภัยในชีวิตเป็นสำคัญ และให้ฝ่ายปกครองร่วมกับตำรวจ ทหาร บังคับใช้กฎหมายจับกุมผู้กระทำความผิดลักลอบฝ่าฝืนประกาศจังหวัด ขณะนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 17 จังหวัดได้ประกาศห้ามเข้าพื้นที่ป่าจนถึงวันที่ 30 เมษายนนี้อย่างเด็ดขาด และสร้างความรับรู้เข้าใจกับประชาชนทั้งหอกระจายข่าว เสียงตามสาย วิทยุชุมชน และในทุกช่องทางสื่อสาร เพื่อทำให้พี่น้องประชาชนได้ทราบถึงการดำเนินการของภาครัฐและสร้างความร่วมมือในการฝ่าฟันวิกฤตครั้งนี้ให้บรรเทาลงและหมดไปโดยเร็ว
ด้านศูนย์สื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ รายงานการติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศ สรุปดังนี้ ภาพรวมปริมาณฝุ่นPM2.5 ในประเทศพบเกินค่ามาตรฐาน 42 จังหวัด ได้แก่ กทม. จ.เชียงราย จ.เชียงใหม่ จ.น่าน จ.แม่ฮ่องสอน จ.พะเยา จ.ลำพูน จ.ลำปาง จ.แพร่ จ.อุตรดิตถ์ จ.สุโขทัย จ.พิษณุโลก จ.ตาก จ.กำแพงเพชร จ.พิจิตร จ.เพชรบูรณ์ จ.นครสวรรค์ จ.อุทัยธานี จ.ชัยนาท จ.สิงห์บุรี จ.ลพบุรี จ.สระบุรี จ.สุพรรณบุรี จ.ราชบุรี จ.สมุทรสงคราม จ.ฉะเชิงเทรา จ.บึงกาฬ จ.หนองคาย จ.เลย จ.อุดรธานี จ.นครพนม จ.หนองบัวลำภู จ.สกลนคร จ.มุกดาหาร จ.ขอนแก่น จ.กาฬสินธุ์ จ.มหาสารคาม จ.ร้อยเอ็ด จ.อำนาจเจริญ จ.ชัยภูมิ จ.อุบลราชธานี และ จ.นครราชสีมา
ภาคเหนือ เกินค่ามาตรฐานเป็นส่วนใหญ่ ตรวจวัดได้ 50.1-314.3 ไมโครกรัม (มคก.)/ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) สูงสุดที่เชียงใหม่ 104.8-306.8 มคก./ลบ.ม. แม่ฮ่องสอน 126.8-286.9 มคก./ลบ.ม เชียงราย 184.0-227.9 มคก./ลบ.ม.ลำพูน 148.4-179.7 มคก./ลบ.ม.น่าน 130.4-163.1 มคก./ลบ.ม.ลำปาง 119.4-124.4 มคก./ลบ.ม.แพร่ 118.3 มคก./ลบ.ม.พะเยา 149.2 มคก./ลบ.ม.พิษณุโลก 94.3 มคก./ลบ.ม.พิจิตร 70.3 มคก./ลบ.ม.กำแพงเพชร 69.1 มคก./ลบ.ม.อุตรดิตถ์ 68.5 มคก./ลบ.ม.ตาก 68.3 มคก./ลบ.ม.นครสวรรค์ 61.5 มคก./ลบ.ม.อุทัยธานี 61.5 มคก./ลบ.ม.เพชรบูรณ์ 61 มคก./ลบ.ม.และสุโขทัย 52.4 มคก./ลบ.ม.
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เกินค่ามาตรฐานเป็นส่วนใหญ่ ตรวจวัดได้ 32.8-147.5 มคก./ลบ.ม. ภาคกลางและตะวันตก เกินค่ามาตรฐาน 7 พื้นที่ ตรวจวัดได้ 21.7-58.2 มคก./ลบ.ม.ภาคตะวันออก เกินค่ามาตรฐาน 1 พื้นที่ ตรวจวัดได้ 21.6-37.6 มคก./ลบ.ม.ภาคใต้ ภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ดี ตรวจวัดได้ 21.1-30.7 มคก./ลบ.ม.ขณะที่ กทม.และปริมณฑล โดยสถานีตรวจวัดของกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ร่วมกับกรุงเทพมหานคร เกินค่ามาตรฐาน 3 พื้นที่ ตรวจวัดได้ 23.0-43.8 มคก./ลบ.ม.
คำแนะนำทางสุขภาพ ประชาชนทั่วไป : ควรเฝ้าระวังสุขภาพ ลดเวลาการทำกิจกรรมกลางแจ้ง หรือใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเอง ผู้ที่ต้องดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ : ควรลดระยะเวลาการทำกิจกรรมกลางแจ้ง หรือใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเอง ถ้ามีอาการทางสุขภาพ ควรปรึกษาแพทย์ สำหรับประชาชนที่อยู่บริเวณพื้นที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ (พื้นที่สีแดง) ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง หรือใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเอง หากมีอาการทางสุขภาพควรปรึกษาแพทย์ โดยสามารถติดตามสถานการณ์ผ่านทางเว็บไซต์ Air4Thai.com และ airbkk.com แอปพลิเคชั่น Air4Thai และ AirBKK
ส่วนผลการคาดการณ์สถานการณ์ฝุ่นละออง 7วันข้างหน้า ระหว่างวันที่ 6-12เมษายน2569 พื้นที่ กทม.และปริมณฑล มีแนวโน้มลดลงวันที่ 6-12 เมษายน 2569 และยังคงต้องเฝ้าระวังบางพื้นที่ สำหรับพื้นที่ภาคกลางและตะวันตก มีแนวโน้มลดลงวันที่ 6-12 เมษายน 2569 และยังคงต้องเฝ้าระวังบางพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นวันที่ 6-12 เมษายน 2569 และยังคงต้องเฝ้าระวังบางพื้นที่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นวันที่ 6-9 เมษายน 2569 และยังคงต้องเฝ้าระวังบางพื้นที่ ภาคตะวันออก มีแนวโน้มลดลงวันที่ 6-12 เมษายน 2569 และยังคงต้องเฝ้าระวังบางพื้นที่ ภาคใต้ ดีอย่างต่อเนื่อง
ด้าน นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นว่า นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มีความห่วงใยและกำชับให้ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด รวมถึงบริหารจัดการอย่างเร่งด่วน เพื่อดูแลและลดผลกระทบทางสุขภาพของประชาชน ขณะนี้มีการเปิดศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข (PHEOC) กรณีฝุ่น PM2.5 แล้วใน 12จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง น่าน ลำพูน นครพนม พะเยา แพร่ แม่ฮ่องสอน บึงกาฬ ตาก และพิษณุโลก ซึ่งจากข้อมูลจะเห็นว่า สถานการณ์ค่อนข้างมีความรุนแรงในพื้นที่ภาคเหนือ เมื่อช่วงเย็นวันที่ 4 เมษายนที่ผ่านมา จึงประชุมกับ PHEOC เขตสุขภาพที่ 1 เพื่อติดตามการดูแลสุขภาพประชาชนในพื้นที่ และได้ออกข้อสั่งการถึงสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและทีมปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องทุกจังหวัดในเขตสุขภาพที่ 1 รวม 9 ข้อ ได้แก่ 1.ให้หน่วยบริการทุกแห่งตรวจสอบข้อมูลผู้ป่วยจากฝุ่น PM2.5 โดยใช้ข้อมูลจากระบบสารสนเทศโรงพยาบาล (HIS) เป็นหลัก เพื่อนำไปประเมินสถานการณ์ พร้อมรายงานผลการตรวจสอบตามระยะเวลาที่กำหนด 2.ประสานผู้ว่าราชการจังหวัดอย่างใกล้ชิด เพื่อใช้อำนาจตามประกาศสถานการณ์ภัยพิบัติในการเร่งรัดจัดหาวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น มุ้งสู้ฝุ่นและหน้ากาก ให้รวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์
3.ดูแลสุขภาพเชิงรุก โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ 4.สื่อสารประชาสัมพันธ์ในประเด็นที่สังคมกังวล ชี้แจงด้วยข้อเท็จจริงผ่านทุกช่องทาง และใช้ผู้เชี่ยวชาญให้ข้อมูลทางการแพทย์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน 5.ให้เฝ้าระวังและตรวจสอบแนวกันไฟของโรงพยาบาลกลุ่มเสี่ยง 35 แห่ง เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับหน่วยบริการ 6.รวบรวมสรุปสถานการณ์ การดำเนินงาน และการดูแลประชาชน การเตรียมพร้อมด้านต่างๆ เพื่อใช้ในการชี้แจงต่อสาธารณะ 7.ให้ศูนย์วิชาการในเขต ทั้งสำนักงานป้องกันควบคุมโรคและศูนย์อนามัย ดูแลให้คำแนะนำและถ่ายทอดความรู้แก่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและโรงพยาบาลในพื้นที่ 8.บริหารจัดการทรัพยากรแบบเครือข่าย One Region One Hospital โดยตรวจสอบคลังเวชภัณฑ์อย่างสม่ำเสมอ บริหารจัดการหรือสนับสนุนอุปกรณ์ระหว่างจังหวัดภายในเขต เพื่อความต่อเนื่องในการให้บริการประชาชน และ 9.ปรับปรุงและพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลของสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1 เชียงใหม่ ให้แสดงผลอย่างถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นปัจจุบัน เพื่อวางแผนและบริหารสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“สำหรับการดูแลสุขภาพประชาชนใน 8 จังหวัดของเขตสุขภาพที่ 1 ได้คัดกรองเชิงรุกในพื้นที่สีแดงแล้ว 75 อำเภอ รวม 29,324 คน ดูแลกลุ่มเปราะบางได้ครบ 100% ทุกจังหวัด มีการสำรองหน้ากากอนามัยรวม 1.7ล้านชิ้นN95 รวม 1.82แสนชิ้นและหน้ากากอนามัยเด็ก 6.8หมื่นชิ้น นอกจากนี้ หน่วยบริการในพื้นที่ค่าฝุ่นสีแดงยังมีการคัดกรองสุขภาพประชาชนในแผนกผู้ป่วยนอกหรือฉุกเฉิน ขณะที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุข หรือ อสม.จะคัดกรองสุขภาพเชิงรุกในพื้นที่ค่าฝุ่นสีแดงติดต่อกันเกิน 3วันขึ้นไป รวมทั้งสื่อสารความเสี่ยงให้กับประชาชนผ่านช่องทางต่างๆ โดยเน้นย้ำให้หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่ง และควรสวมหน้ากาก N95 เพื่อความปลอดภัยเมื่ออยู่นอกอาคาร” นพ.สมฤกษ์ กล่าว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี