533.jpg
​‘หนู’สั่งปิดป่า ป้องกันการลอบเผา เล็งตั้ง‘ทรงศักดิ์’คุม

​‘หนู’สั่งปิดป่า ป้องกันการลอบเผา เล็งตั้ง‘ทรงศักดิ์’คุม

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หนูสั่งปิดป่า

ป้องกันการลอบเผา

เล็งตั้งทรงศักดิ์คุม

นายกฯยกทีมนำ 8 รมต.บินเชียงใหม่ ติดตามไฟป่า-ฝุ่นพิษ ขึงขังจี้ทุกหน่วยงานเร่งแก้ปัญหา จ่อตั้งทรงศักดิ์คุมป้องกันภัยพิบัติภาคเหนือ สั่งบังคับใช้กฎหมายเต็มที่ ช่วงนี้ห้ามเข้าพื้นที่ป่าสงวนหาของป่าเด็ดขาดป้องกันการลอบเผา ไม่ซื้อสินค้าจากการเผาของประเทศเพื่อนบ้าน เดินหน้าพ.ร.บ.อากาศสะอาด ด้านไฟป่า จ.เชียงใหม่ ยังปะทุ จุดความร้อนพุ่งกว่า 800 จุด ขณะที่ไทยร้อนติดอันดับ 17โลก

เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย พร้อมด้วยนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกฯ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ น.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รมช.เกษตรฯ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข และนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย รวมถึงข้าราชการระดับสูง ลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เพื่อติดตามสถานการณ์และร่วมประชุมหาแนวทางแก้ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5)ในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบนอย่างเร่งด่วน


โดยนายอนุทินกล่าวตอนหนึ่งในระหว่างประชุมฯ ว่าการประชุมครั้งนี้เพื่อติดตามและหาทางแก้ปัญหาสาธารณภัยในพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะเรื่องไฟป่า หมอกควัน ฝุ่น PM2.5 สารพิษในแม่น้ำ ภัยแล้ง อยากให้ที่ประชุมหารือเตรียมการป้องกันน้ำท่วม น้ำแล้งด้วย เพราะอีกไม่กี่วันจะเข้าสู่ฤดูฝน เราต้องถอดบทเรียนจากปีที่ผ่านมา ลดความเสียหายที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน และระบบเศรษฐกิจ ตนรับฟังปัญหาจากทั้งรายงานของส่วนราชการ ลงพื้นที่และการอภิปรายในสภาฯ ปัญหาฝุ่น PM2.5 เป็นปัญหาหนักมีปัจจัยจากการเผาในประเทศ และประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงความกดอากาศ เรื่องสภาพอากาศต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย สิ่งที่ตนให้ความสำคัญที่สุด คือเรื่องสุขภาพของประชาชน ต้องช่วยเหลือให้มากที่สุด

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า อยากให้ทุกท่านแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา เพื่อยกระดับการทำงานให้เต็มประสิทธิภาพ ทั้งการช่วยเหลือการสนับสนุนการอำนวยความสะดวกการรักษาสุขภาพ และที่ต้องเน้นย้ำเป็นพิเศษคือการบังคับใช้กฎหมายแก่ผู้กระทำผิดอย่างเข้มงวด เด็ดขาด จะได้แก้ปัญหาตรงจุด หากต้องการได้รับการสนับสนุนใดๆ ให้แจ้งมายังที่ประชุมฯ เพื่อจะได้ร่วมกันหาทางออก

“ทุกหน่วยงานต้องบูรณาการทำงาน ทั้งภาพใหญ่ ภาพย่อย ให้การดำเนินการทุกอย่างบรรลุผลสูงสุด ด้วยระยะเวลาอันรวดเร็ว เพื่อประโยชน์ของประชาชน และประโยชน์ของจังหวัดต่างๆ ในภูมิภาค ปีนี้ผมเห็นด้วยตัวเอง ว่าประเทศไทย โดยเฉพาะจังหวัดภาคเหนือตอนบน เสียโอกาสอย่างมากในการเสริมสร้างรายได้ให้ประชาชน การสร้างโอกาสทำมาหากิน และการทำให้ระบบเศรษฐกิจที่ควรจะเติบโตมากกว่านี้ก็ทำให้ไม่ได้ เพราะสภาพปัญหาไฟป่าหมอกควัน ปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ไม่ได้ เพราะสักวันหนึ่งความมั่นใจจะหายไป และจะมีแต่ความแร้นแค้นความลำบากในพื้นที่” นายกฯ กล่าว

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ขอให้ทำในสิ่งที่เราควบคุมได้ อะไรที่นอกเหนือความควบคุม เป็นเรื่องธรรมชาติ ก็จะใช้เทคโนโลยี หลักวิชาการต่างๆ ดำเนินการต่อไป ขอให้ทุกท่านช่วยกันหาทางออก การมาครั้งนี้ต้องไม่เสียเที่ยว ต้องมีทางออก มีแนวทางการดำเนินการ ตนพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพื่อให้ภารกิจบรรลุเป้าหมาย ขอให้ทุกท่านทุ่มเททุกอย่างเพื่อประชาชน

จากนั้นนายกฯ พร้อมคณะ เดินทางไปยังวัดพระธาตุดอยสะเก็ด ตรวจติดตามภารกิจการดับไฟป่าตามแนวคิด “ป่าเปียก” (Wet Fire Break) ซึ่งเป็นแนวทางการบริหารจัดการเชื้อเพลิงเพื่อลดความรุนแรงของไฟป่า และร่วมชมการสาธิตเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ขนาดใหญ่ ที่ใช้ในการสำรวจและสนับสนุนการดับไฟป่าในพื้นที่จริง พร้อมกับเข้าพบปะและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน

ด้านนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวถึงการทำห้องปลอดฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ใช้งบประมาณเพียงแค่ 2,000 บาท ว่าเรื่องความเดือดร้อนไม่สามารถรอได้ อะไรที่เคยทำไว้ ยินดีสนับสนุนทุกมิติ ส่วนการลงพื้นที่ช่วงที่ผ่านมา เป็นส่วนหนึ่งที่พยายามผลักดันเทคโนโลยีของคนไทยไปในพื้นที่ ไม่ได้ปิดกั้นการทำงานของแต่ละฝ่าย และจากการลงพื้นที่ ได้ตระหนักเรื่องฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ มีความจำเป็นต้องช่วยเหลือทุกมิติ

เมื่อถามว่าจะต้องของบประมาณเพิ่มเติมในการทำห้องปลอดฝุ่นหรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า หลายส่วนเรามีอยู่แล้ว มีการบริหารจัดการงบประมาณที่หลายคนมองว่าอาจยังไม่จำเป็นต้องทำในช่วงนี้ ก็มีการปรับเป็นงบช่วยเหลือเร่งด่วน สำหรับงบแต่ละกระทรวง และแต่ละงานจะมีการดูแลของเขา หากมองเป้าหมายว่าประชาชนมีความจำเป็นและมีความเดือดร้อน การที่ทุกกระทรวงช่วยเหลือกันจะเป็นประโยชน์

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะแก้ปัญหาระยะยาวอย่างไร นายยศชนัน กล่าวว่า มีความจำเป็นต้องเก็บข้อมูลของฝุ่นในแต่ละจุด เพื่อวิเคราะห์ทันที จะได้วิเคราะห์ได้ว่าแต่ละจุดฝุ่นเกิดจากอะไร

ขณะที่ศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) จ.เชียงใหม่ ระบุว่าพบจุดความร้อนจากไฟป่า รวม 822 จุด โดยสาเหตุสำคัญมาจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด อุณหภูมิสูงถึง 39 องศาเซลเซียส ส่งผลให้เกิดไฟป่าในพื้นที่ป่าลึก กลางป่า บริเวณทางลาดชัน และจุดหน้าผา ซึ่งหลายพื้นที่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าถึงได้ แม้จะเร่งทำแนวกันไฟ เพื่อป้องกันการลุกลาม แต่จำนวนจุดความร้อนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สถานการณ์ฝุ่นควันยืดเยื้อ

ส่วน GISTDA ระบุว่า จ.เชียงใหม่ พบจุดความร้อนกระจายใน 20 อำเภอ รวม 237 จุด มากที่สุด ได้แก่ อ.ฮอด 60 จุด อ.แม่แจ่ม 46 จุด และ อ.พร้าว อ.แม่แตง และ อ.แม่ออน อำเภอละ 16 จุด สถานการณ์คุณภาพอากาศ ยังคงน่าเป็นห่วง โดยข้อมูลแบบเรียลไทม์ เว็บไซต์ IQAir พบว่าเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ มีค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (US AQI) สูงถึง 167 ไมโครกรัม (มคก.)/ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ติดอันดับ 2 ของโลก

ด้าน น.ส.วริษฐา สงวนเสริมศรี ผวจ.กาญจนบุรี กล่าวถึงสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี ว่าเริ่มรุนแรงขึ้น สาเหตุเกิดจากการเผาในที่โล่ง โดยทางจังหวัดได้ป้องกันและแก้ไขปํญหาด้วยการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน และมีหนังสือถึงอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เพื่อขอรับการสนับสนุนการปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ใน จ.กาญจนบุรี จนถึงสิ้นฤดูแล้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับสถานการณ์หมอกควันจากไฟป่ายังคงปกคลุมพื้นที่ อ.สังขละบุรี และ อ.ทองผาภูมิ อย่างต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่ยังคงปฏิบัติงานต่อเนื่อง โดยอุทยานแห่งชาติเขาแหลม ได้เร่งควบคุมสถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่ป่าเขาเรดาห์ หมู่ 4 ต.ปรังเผล อ.สังขละบุรี โดยได้รับการสนับสนุนเฮลิคอปเตอร์หมายเลข ทส 1110 จากศูนย์เทคโนโลยีดิจิทัลและอากาศยาน สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปฏิบัติการบินทิ้งน้ำดับไฟป่ารวม 50 เที่ยวบิน

วันเดียวกัน นายธงชัย ขวัญพุธ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 ต.เขาค้อ อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ กล่าวถึงกรณีเกิดพายุฤดูร้อนและลูกเห็บตกในพื้นที่ ว่าจากการตรวจสอบเบื้องต้น พบบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายประมาณ 4 หลังคาเรือน และมีเกษตรกรผู้ปลูกพืชผักได้รับผลกระทบ 6-7 ราย ขณะนี้ได้ประสานไปยังปลัดอำเภอ ปภ.และ อบต.เขาค้อ เพื่อลงพื้นที่สำรวจและช่วยเหลือ

อีกด้านหนึ่ง ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวในการประชุมถอดบทเรียนการทดลองใช้ระบบติดตามประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่โรงแรมทีเค.พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น แบงคอก ว่าจากรายงาน Climate Risk Index (CRI) 2026 โดยองค์กร Germanwatch พบว่าประเทศไทยมีความเสี่ยงต่อเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว พุ่งสูงขึ้นอย่างน่ากังวล โดยขยับจากอันดับที่ 72 ในปี 2022 มาอยู่อันดับที่ 17 ของโลก ในปี 2024 ขณะที่ข้อมูลจาก Met Office ระบุว่าปี 2026 จะเป็น 1 ใน 4 ปีที่ร้อนที่สุดของประวัติศาสตร์โลก โดยอุณหภูมิเฉลี่ยจะสูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมถึง 1.4 องศาเซลเซียส สอดคล้องกับ Global Risks Report 2026 ของ World Economic Forum ที่ชี้ว่าความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม คือภัยคุกคามอันดับ 1 ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

ทั้งนี้ สำหรับการประชุมดังกล่าวถือเป็นการก้าวสู่ขั้นตอนการทดลองใช้งานจริง ใน 6 สาขาหลัก ได้แก่ การจัดการทรัพยากรน้ำ การเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร การท่องเที่ยว สาธารณสุข การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ โดยหัวใจสำคัญคือการถอดบทเรียนจากผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ เพื่อนำมาปรับปรุงระบบ E-FORM ให้มีความสมบูรณ์ เพื่อให้เป็นระบบที่ใช้ได้จริง ใช้ได้ต่อเนื่อง และใช้ได้ทั้งประเทศ ในการยกระดับขีดความสามารถการรับมือวิกฤตโลกเดือดอย่างยั่งยืน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top