533.jpg
บอร์ดคดีพิเศษ ฉลุย รับสอบสวน กักตุนน้ำมัน เป็นคดีพิเศษ

บอร์ดคดีพิเศษ ฉลุย รับสอบสวน กักตุนน้ำมัน เป็นคดีพิเศษ

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.27 น.

9 เมษายน 2569 ที่กระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการคณะกรรมการคดีพิเศษ (บอร์ด กคพ.) พร้อมด้วย พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ ร่วมกันเปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ กรณีเรื่องสืบสวนการกักตุนน้ำมัน เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เป็นคดีพิเศษตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (2) หรือการเป็นคดีความผิดทางอาญาอื่น ในความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

โดย นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการคณะกรรมการคดีพิเศษ (บอร์ด กคพ.) เปิดเผยว่า ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ มีรายละเอียดที่สำคัญ ดังนี้ ที่ประชุมมีมติรับทราบ รายงานผลความคืบหน้าคดีสำคัญ ได้แก่ กรณีการสมคบกันในความผิดฐานฟอกเงินของบุคคลหรือคณะบุคคล ที่กระทำความผิดเป็นอั้งยี่ ตามมาตรา 209 แห่งประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยมีมติเห็นชอบ 2 เรื่อง ให้ออกประกาศ กคพ. (ฉบับที่ 10) พ.ศ. .... เรื่อง กำหนดรายละเอียดของลักษณะของการกระทำความผิดที่เป็นคดีพิเศษตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 โดยกำหนดรายละเอียดลักษณะของการกระทำความผิดที่เป็นคดีพิเศษของกฎหมาย เพิ่มเติม 3 เรื่อง ได้แก่ (1) คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล (2) กฎหมายว่าด้วยมาตรการป้องกัน และปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และ (3) กฎหมายว่าด้วยสัญญาซื้อขายล่วงหน้ามูลค่าตั้งแต่ 100 ล้านบาท ขึ้นไป


นอกจากนี้ ที่ประชุมได้มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ความผิดอาญาอื่นเป็นคดีพิเศษ ตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (2) ของ พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 เป็นกรณีที่อยู่ในความสนใจของพี่น้องประชาชน ว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีผลกระทบจากเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เกิดจาก การกระทำของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 หรือมาตรา 10 หรือผู้ค้าน้ำมันไม่ว่าจะจดทะเบียนตามกฎหมายหรือไม่ โดยทำเป็นขบวนการหรือมีความซับซ้อนหรือที่ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อประชาชนหรือกระบวนการภาคอุตสาหกรรม ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป จนกว่าเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางจะสงบ เป็นคดีพิเศษ

ด้าน พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ เผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ ได้มีมติไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ให้ความเห็นชอบดำเนินคดีกับผู้ค้าน้ำมัน ที่เป็นความผิดอาญาอันเกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิงตามนิยามกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ที่มีผลกระทบจากเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง และต้องเกิดจากการกระทำของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 มาตรา 10 รวมทั้งผู้ค้าน้ำมันไม่ว่าจะจดทะเบียนหรือไม่ก็ตาม โดยจะต้องมีลักษณะทำเป็นขบวนการ หรือมีความซับซ้อน หรือก่อให้เกิดผลกระทบร้ายแรงต่อประชาชนหรือภาคอุตสาห กรรม และได้กำหนดระยะเวลาการกระทำผิดตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.69 เป็นต้นไป จนกว่าความขัดแย้งของภูมิภาคตะวันออกกลางจะสงบ หลังจากนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษก็จะได้แต่งตั้งคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ โดยร่วมกับหลายหน่วยงาน อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง และหน่วยงานภาคี เพื่อร่วมเป็นคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งจะได้ดำเนินการแม้ว่าจะเป็นผู้ใดก็ตาม ก็ต้องดำเนินการกับทุกคน ทุกกลุ่มอย่างเสมอภาค

พ.ต.ต.ยุทธนา เผยว่า สำหรับพฤติการณ์ทางคดีที่เราจะสอบสวนนั้น เราเริ่มต้นจากจุดเกิดเหตุที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่เราพบมูลว่าต้องรับเป็นคดีพิเศษ และที่ประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษก็ได้ให้มติครอบคลุมถึงลักษณะหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น ต้องเป็นความผิดทางอาญา ต้องเกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิง และไม่ว่ากฎหมายฉบับใด หรือแม้กฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการฯ หากเกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิง ย่อมครอบคลุมทั้งหมด และเราก็ต้องกำหนดพฤติการณ์ว่าต้องเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 มาตรา 10 (รายใหญ่) หรือแม้ไม่ได้จดทะเบียนเป็นผู้ค้าน้ำมันก็ตาม หากมีความซับซ้อนและก่อให้เกิดผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อประชาชนและภาคอุตสาหกรรม ส่วนนี้ก็เข้าครอบคลุมไปด้วย อาทิ น้ำมันที่หายกลางทะเลจังหวัดสุราษฎร์ธานี 57 ล้านลิตร และกรณีบริษัทคลังน้ำมันรายใหญ่ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพราะล้วนเกี่ยว ข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิง อย่างไรก็ตาม ในกรณีเมื่อวันที่ 8 เม.ย.69 ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการลงพื้นที่ตรวจสอบในจังหวัดระยอง ขอนแก่น ปทุมธานี สมุทร สาครนั้น ภายหลังจากที่บอร์ดคณะกรรมการคดีพิเศษได้มีมติวันนี้เเล้ว ก็คงต้องไปพิจารณาว่ากรณีต่างๆ นี้เข้าข่ายกับมติของคณะกรรมการคดีพิเศษหรือไม่ จึงยังอยู่ระหว่างต้องไปพิจารณาต่อไป แต่ยืนยันว่ามีโอกาสที่จะรับเข้ามาในสำนวนคดีพิเศษด้วย และอาจรวมถึงสำนวนคดีของพื้นที่จังหวัดอ่างทองด้วย สามารถส่งมาให้พิจารณาได้

"เคสที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี คือ จุดเริ่มต้นที่เรานำมาเสนอบอร์ดคณะกรรมการคดีพิเศษ เพราะเราเจอความผิดปกติจากที่หลายหน่วยงานลงพื้นที่ตรวจสอบ ซึ่งอาจเข้าข่ายการปฏิเสธการจำหน่าย หรือประวิงการส่งมอบ ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง แต่ที่ประชุมก็อยากให้ครอบคลุมเรื่องคดีน้ำมันเชื้อเพลิงทั้งหมดในห้วงระยะเวลานี้ ทั้งนี้ ขั้นตอนหลังจากแต่งตั้งคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษแล้วนั้น จึงจะได้ดำเนินการออกหมายเรียกพยานแก่ผู้เกี่ยวข้องให้เข้ามาชี้แจงต่อไป" อธิบดีดีเอสไอ ระบุ

พ.ต.ต.ยุทธนา เผยต่อว่า ส่วนจำนวนเที่ยวเรือและจำนวนลำเรือ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับกรณีน้ำมันหายกลางทะเล 57 ล้านลิตร พื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีนั้น เราได้ข้อมูลมาบางส่วนเเล้ว เบื้องต้นก็พบความผิดปกติ 24 เที่ยวเรือจากเดิม 99 เที่ยวเรือ แต่ชื่อบริษัทของเรือที่เกี่ยวข้อง ต้องขอสงวนไว้ก่อน ซึ่งในจำนวน 24 เที่ยวเรือนี้ พบความผิดปกติในลักษณะการล่าช้า ประวิงเวลา หรือวิ่งไม่เป็นไปตามเส้นทางปกติ เป็นต้น โดยมีปริมาณน้ำมันมาเกี่ยวข้องประมาณ 60 ล้านลิตร แต่ยังไม่ใช่กรณีน้ำมันหาย เพียงแต่พบความผิดปกติเท่านั้น ส่วนจำนวน 24 เที่ยวเรือนี้ จะมีเรือมาเกี่ยวข้องกี่ลำนั้น ไม่อาจถึง 24 ลำ เพราะเรือลำนึงวิ่งหลายเที่ยว จึงอาจไม่ถึง 24 ลำ โดย 24 เที่ยวเรือที่พบความผิดปกตินี้ เราตรวจสอบตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.69 แต่หลังจากนี้ต้องไปขยายผลว่า 24 เที่ยวเรือนี้จะเป็นเรือของบริษัทใดบ้าง และกี่บริษัท แต่ยืนยันว่ามีหลายบริษัท แต่ไม่ถึง 10 บริษัท ส่วนปลายทางของน้ำมันเหล่านี้จะไปที่ใด ต้องนำตัวเลขไปตรวจสอบคู่ขนานก่อน เพราะเราได้ขอเอกสารจากกรมสรรพสามิต กรมเจ้าท่า กรมธุรกิจพลังงาน และ ศรชล.เราจึงต้องมาเปรียบเทียบทั้งระบบ เพราะเชื่อว่าหากมีกลุ่มผู้ทุจริต ตัวเลขมันอาจทำให้บาลานซ์ได้อยู่แล้ว แต่เราต้องไปไล่ดูให้สุดทาง ว่าตัวเลขมีหายไปหรือไม่ และตรวจทางกายภาพว่าน้ำมันอยู่ที่ไหน เว้นแต่เป็นเรื่องการปฏิเสธการจำหน่าย หรือชะลอการจำหน่าย เราก็จะเห็นในส่วนของน้ำมันที่มันค้างอยู่ในคลัง

อธิบดีดีเอสไอ ระบุอีกว่า กรณีที่พบความผิดปกติของ 24 เที่ยวเรือขนส่งน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ธานี หาก ศรชล.จะร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดีเอสไอก็สามารถดำเนินการได้

- 006

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

494.gif

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top