วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569
ผู้เชี่ยวชาญชี้สถานการณ์สุดอันตรายสารหนูแม่น้ำโขงสูง 296 มก./กก.เทียบเท่าพื้นที่หน้าเหมืองแร่-แนะเลี่ยงบริโภคปลา-สัตว์หน้าดินทุกชนิด ระบุตรวจพบสารปนเปื้อนในไก นักสิ่งแวดล้อมเผยเหมืองแร่ผุดขึ้นนับร้อยแห่งภายใน 1 เดือน
เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569 ได้มีวงเสวนาออนไลน์หัวข้อ “วิกฤติสารปนเปื้อนในแม่น้ำโขง” เนื่องจากเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (สคพ.1) ได้รายงานผลการตรวจวัดตะกอนดินในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวกและแม่น้ำโขง พบว่ามีสารโลหะหนักปนเปื้อนเกินมาตรฐานในทุกลำน้ำและหลากหลายชนิดขึ้น โดยเฉพาะในแม่น้ำโขงพบสารหนูสูงถึง 296 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม (มก./กก.) ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานถึง 9 เท่า (ค่ามาตรฐานคุณภาพตะกอนดินระดับที่เป็นอันตรายต่อสัตว์หน้าดินอย่างรุนแรง อยู่ที่ 33 มก./กก.)
ผศ.ดร.ว่าน วิริยา อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า จากการติดตามตรวจสอบอย่างต่อเนื่องพบว่า จุดที่มีค่าการปนเปื้อนสูงที่สุดของแม่น้ำโขงอยู่บริเวณสามเหลี่ยมทองคำ โดยมีการตรวจวัดมาแล้วประมาณ 10 ครั้ง และค่าล่าสุดสูงถึง 296 มก./กก. ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากก่อนหน้านี้ครั้งที่ 9 ได้ตรวจพบ 110 มก./กก. แม้มนุษย์อาจไม่ได้สัมผัสตะกอนดินโดยตรงเหมือนสัตว์หน้าดินที่อาศัยอยู่กับตะกอนตลอดเวลา แต่สารหนูมีคุณสมบัติในการสะสมในระบบนิเวศ และสามารถถ่ายทอดผ่านห่วงโซ่อาหารมาสู่มนุษย์ได้
“ทีมนักวิชาการเคยตรวจพบโลหะหนักในสาหร่ายน้ำจืด หรือ ไก ซึ่งเป็นอาหารพื้นบ้านของชุมชนในลุ่มน้ำโขง ในปริมาณสูงถึงประมาณ 24 มก./กก. สะท้อนว่าสารปนเปื้อนเริ่มแพร่กระจายสู่สิ่งมีชีวิตในแหล่งน้ำแล้ว และในส่วนของสัตว์น้ำ มีการตรวจพบการสะสมของโลหะหนักในปลา โดยเฉพาะในเครื่องในและบริเวณพุงปลา จึงแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงหรืองด การบริโภคสัตว์น้ำจากแหล่งน้ำดังกล่าวในช่วงนี้ รวมถึงหลีกเลี่ยงการสัมผัสสิ่งมีชีวิตจากพื้นที่เสี่ยง เพื่อลดความเสี่ยงต่อสุขภาพ” ผศ.ดร.ว่าน กล่าว
สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหา ผศ.ดร.ว่านเสนอให้มีการดำเนินงานแบบมีส่วนร่วมระหว่างภาควิชาการ ภาคประชาชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับพื้นที่ข้ามพรมแดน เช่น ฝั่งคะฉิ่นและรัฐฉาน เพื่อให้เกิดการรับรู้ร่วมกันถึงความรุนแรงของปัญหา อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาในระยะยาวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือในระดับรัฐต่อรัฐ ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่เห็นความคืบหน้าที่ชัดเจน นอกจากนี้
“ผมมีข้อสังเกตว่าภาครัฐควรสื่อสารข้อมูลกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมา อธิบายสถานการณ์ให้เข้าใจง่าย และออกมาตรการเตือนภัยอย่างเร่งด่วน ไม่ควรรอให้สถานการณ์ลุกลามจนเกิดผลกระทบในวงกว้าง ค่าการปนเปื้อนที่ตรวจพบในพื้นที่ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยของบางพื้นที่ที่ทำเหมืองในต่างประเทศด้วยซ้ำ ที่อยู่ในช่วงประมาณ 180-200 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ยิ่งตอกย้ำถึงความน่ากังวลของสถานการณ์”ผศ.ดร.ว่าน กล่าว
ขณะที่นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว หรือ “ครูตี๋” ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ กล่าวว่า หากยังไม่มีมาตรการจัดการที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม อาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างจนถึงขั้น “หายนะ” ต่ออนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ทั้งในด้านระบบนิเวศของแม่น้ำและความเป็นอยู่ของประชาชน ปัญหาสำคัญที่ผ่านมา คือการจัดการที่ไม่คืบหน้าและการยึดติดกับการอ้างอิงมาตรฐานว่าต่ำหรือสูงกว่า ทั้งที่ผลการตรวจน้ำและตะกอนดินสะท้อนชัดเจนว่ามีการปนเปื้อนแล้ว โดยประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือการสะสมและแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของสารปนเปื้อนในระบบนิเวศ
“ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ภาคประชาสังคม นักวิชาการ และหน่วยงานท้องถิ่นในอำเภอเชียงของ รวมถึงโรงพยาบาลในพื้นที่ ได้ร่วมกันเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจสอบการปนเปื้อน เนื่องจากเป็นพื้นที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบจากหน่วยงานภาครัฐอย่างทั่วถึง ผลการตรวจพบสารหนูในตะกอนดินบริเวณแปลงผักแห่งหนึ่งสูงถึง 29.87 มก./กก. และยังพบการปนเปื้อนในพืชผักหลายชนิด เช่น ถั่วงอกและพืชผักสวนครัว รวมถึงพบสารหนูในข้าวเปลือกและกุ้งแม่น้ำขนาดใหญ่ที่มีค่าเกินมาตรฐาน สะท้อนว่าความเสี่ยงได้ขยายเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารแล้ว”ครูตี๋ กล่าว
ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของกล่าวถึงอุปสรรคในการทำงานว่า ผู้ปฏิบัติงานบางส่วนไม่กล้าเปิดเผยข้อมูล เนื่องจากเกรงผลกระทบและแรงกดดัน ส่งผลให้ปัญหาถูกลดทอนความสำคัญ ทั้งที่ควรได้รับการยอมรับและเร่งแก้ไขอย่างจริงจัง รัฐควรประกาศพื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตภัยพิบัติ จัดทำแผนเฝ้าระวังด้านสุขภาพและความปลอดภัยทางอาหารในทุกชุมชน และผลักดันการแก้ไขปัญหาในระดับอนุภูมิภาค เนื่องจากเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ
ด้าน น.ส.เพียรพร ดีเทศน์ มูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ (Rivers and Rights) และเลขาธิการมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา(พชภ.) กล่าวว่า ผลการตรวจตะกอนดินครั้งที่ 10 ของสคพ. 1 พบการปนเปื้อนของโลหะหนัก โดยเฉพาะสารหนู ในหลายพื้นที่ของแม่น้ำกก แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง โดยจุดที่ถูกจัดอยู่ในระดับสีแดง ซึ่งหมายถึงพื้นที่ที่มีค่าสารหนูเกิน 33 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นระดับอันตรายรุนแรงต่อสัตว์หน้าดิน
สำหรับแม่น้ำโขง บริเวณจุดผ่านแดนสามเหลี่ยมทองคำ อ.เชียงแสน ที่ตรวจพบค่าสูงสุด สะท้อนถึงความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมที่กำลังทวีความรุนแรง โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนไทย-ลาว
”ข้อมูลจาก Stimson Center สถาบันวิจัยนโยบายของสหรัฐอเมริกาซึ่งติดตามสถานการณ์ผ่านภาพถ่ายดาวเทียม พบว่าจำนวนแหล่งกิจกรรมหรือเหมืองที่อาจเกี่ยวข้องกับการปล่อยมลพิษในภูมิภาคเพิ่มขึ้นจากประมาณ 2,400 แห่งเป็น 2,500 แห่งภายในเวลาเพียงข้ามเดือน มีแหล่งทำแร่ใหม่เพิ่มขึ้นตลอดเวลา ในลุ่มน้ำโขงเพียงแห่งเดียวมีมากกว่า 800 แห่งที่เป็นเหมืองแร่นอกระบบการควบคุม ทำให้มีแนวโน้มที่สถานการณ์การปนเปื้อนในแม่น้ำโขงจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นในอนาคต”น.ส.เพียรพร กล่าว
นส.เพียรพรกล่าวว่า ประเทศไทยไม่ควรลดมาตรฐานการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมโดยอ้างว่าประเทศเพื่อนบ้านใช้เกณฑ์ที่ต่ำกว่า แต่ควรมีบทบาทนำในการเจรจาและกำหนดมาตรฐานร่วมในระดับอนุภูมิภาค เพื่อรับมือกับปัญหามลพิษข้ามพรมแดนอย่างจริงจัง อยากให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสื่อสารกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมา และดำเนินมาตรการแก้ไขอย่างเร่งด่วน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี